รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุกแบบ New Normal ทุกภาคส่วนมาร่วมกำหนดอนาคต-ประเมินผลงาน

พร้อมรับมือโควิด-19, เรื่องน่ารู้, 23 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ยืนยันจะนำรัฐบาลปรับเปลี่ยนแผนการทำงาน ตามวิถีใหม่ หรือ New Normal เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน โดยจะเปิดรับฟังข้อเสนอแนะความต้องการที่แท้จริงจากทุกภาคส่วน แปรเปลี่ยนเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม พร้อมประสานการบูรณาการ ปรับวิธีการประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด โดยเชิญชวนคนไทย “รวมไทยสร้างชาติ” ไปด้วยกัน
  • ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป นายกรัฐมนตรีจะพบปะภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบของการระดมความคิดเพื่อที่จะเดินหน้าประเทศหลังวิกฤต รวมถึงการเดินทางไปพบสมาคมที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากที่ได้จากการพบปะ พูดคุย และรับฟังปัญหาคำแนะนำจากสมาคมภาคธุรกิจต่าง ๆ บ้างแล้ว

หลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 โลกได้เปลี่ยนไป เหมือนเป็นโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ประชาชนจะต้องใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า New Normal เพื่อที่จะอยู่รอด และก้าวไปข้างหน้าต่อไปได้ ประเทศไทยของเราก็จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเช่นกัน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล ได้กล่าวชื่นชมคนไทยทุกคน ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนร่วมทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ได้ชื่อว่า “รับมือกับไวรัส โควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลก” แม้จะมีมาตรการผ่อนปรน แต่ก็ยังย้ำเตือนให้ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เพราะไวรัสร้ายอาจกลับมาระบาดรอบ 2 ได้ตลอดเวลาหากประมาทกัน

นายกรัฐมนตรีชื่นชมความพิเศษของความเป็นไทยที่ทุกคนพร้อมที่จะช่วยกันเสมอ โดยเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมา คนไทยได้ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อที่จะก้าวผ่านวิกฤติโรคระบาด อีกทั้งไทยยังเปี่ยมพร้อมไปด้วยคนเก่งที่มีความสามารถ จึงควรใช้ความพิเศษดังกล่าวในการพัฒนาประเทศต่อไป มิใช่เฉพาะในช่วงที่วิกฤติเท่านั้น

ประเทศชาติยังคงต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อเข้าสู่โลกใหม่ นายกรัฐมนตรีจึงประกาศปรับแผนการทำงานของรัฐบาลเป็นแบบใหม่ หรือ วิถี New Normal นำให้เป็นตัวอย่าง คือ การผนึกกำลังร่วมวางอนาคตประเทศไทย รัฐบาลจะปรับวิธีการวางแผน การกำหนดนโยบาย หรือมาตรการต่าง ๆ โดยดึงทุกภาคส่วน และทุกระดับในสังคม โดยเฉพาะความคิดเห็นของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทมากขึ้น ในการช่วยกันกำหนดอนาคตของประเทศ มีการศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดี-ข้อเสีย ด้วยวิธีการที่โปร่งใส และเปิดกว้าง เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดจากการระดมสมองของคนไทยที่มีความสามารถและความพร้อมที่จะช่วยกันทั้งหมด  และเมื่อปรับวิธีการทำงานของรัฐบาลแล้ว ย่อมจะต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบการประเมินผลการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ว่าสามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้ตามเป้าหมายหรือไม่ รวมทั้งเปลี่ยนการทำงานในเชิงรุกให้บูรณาการมากขึ้น โดยจะติดตามการดำเนินทุกนโยบายอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป นายกรัฐมนตรีจะพบปะภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบของการระดมความคิดเพื่อที่จะเดินหน้าประเทศหลังวิกฤต รวมถึงการเดินทางไปพบสมาคมที่อยู่ต่างจังหวัด อันเป็นการต่อยอดจากที่ได้จากการพบปะ พูดคุย และรับฟังปัญหาคำแนะนำจากสมาคมภาคธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้พบปะหารือกับสมาคมภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย สมาคมโรงแรมไทย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และสมาคมธนาคารไทย

ในการหารือกับสมาคมภาคธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา นอกจากเรื่องการเยียวยาและสนับสนุนธุรกิจ เกษตรกร ชาวประมง และภาคการท่องเที่ยวในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐดำเนินการในแนวทางที่จะช่วยให้เม็ดเงินถูกกระจายออกไปเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจรากหญ้า ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และกลุ่ม SME ทั่วประเทศ โดยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ผ่านมาตรฐานรับรองตามกฎหมาย รวมถึงในเรื่องของการแก้ไขน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งภาครัฐทราบดีว่าขณะนี้ ภัยแล้งส่งผลกระทบร้ายแรงไม่น้อยกว่าโรคแพร่ระบาด และสำหรับภาคประมง ยังต้องให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ข้อกฏหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการประกอบอาชีพ เป็นต้น

การพบปะหารือข้างต้นจึงเป็นก้าวแรก ๆ และเป็นตัวอย่างของการทำงานของรัฐบาลเป็นแบบใหม่ หรือ วิถี New Normal ซึ่งใช้น้ำใจและความสามารถของคนไทยทั้งประเทศในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีปิดท้ายแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2563 โดยย้ำว่า เราต้องหยุดเสียเวลาไปกับการพูดเรื่องไม่สร้างสรรค์ ไม่ปล่อยให้เกมการเมืองมาดึงรั้งการก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศโดยไม่จำเป็น พร้อมกับเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทย ร่วมกันเดินหน้า “รวมไทยสร้างชาติ” ไปด้วยกัน

คำแถลงการณ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมรับมือโลกวิถีใหม่ “วิธีการทำงานแบบ New Normal ” 17 มิถุนายน 2563

 

วันนี้ เป็นครั้งแรกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ผมรู้สึกเบาใจในระดับหนึ่ง และคิดว่า สามารถพูดกับพี่น้องประชาชนได้ว่า ตอนนี้เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วนะครับ หลังจากที่วิกฤติโควิดได้สร้างความเสียหายมากมายมหาศาลไปทั่วโลก พร้อมกับสร้างความเดือดร้อน  แสนสาหัสกับชีวิตความเป็นอยู่ และการทำมาหากินของพี่น้องหลายสิบล้านคนในประเทศไทย

ตอนนี้ แม้จะยังประกาศชัยชนะที่เรามีต่อโควิดได้ไม่เต็มที่นัก แต่อย่างน้อยเรารู้ว่า การระบาดของโควิด ลดลงไปอยู่ในระดับที่เราสามารถควบคุมได้ และได้รับการยอมรับว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รับมือกับโควิดได้ดีที่สุดในโลก อะไรที่ผ่อนปรนได้ ก็ได้ดำเนินการผ่อนปรนให้ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาแบบนี้ พวกเราทุกคนยังต้อง “การ์ดไม่ตก” เรายังต้องระมัดระวังให้มาก ต้องใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ และยังคงต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ตลอดจนหลีกเลี่ยงกิจกรรมการรวมตัวกันในที่คนเยอะ เพราะเราได้เห็นตัวอย่าง ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ แล้วว่า โควิดสามารถกลับมาระบาดรอบ 2 ได้ตลอดเวลา หากเราประมาท

วันนี้ เรายังต้องเตรียมรับมือกับอีกหนึ่งความท้าทายที่หนักหนาสาหัสกว่า ที่รอเราอยู่ข้างหน้าด้วย นั่นคือ การทำให้คนไทยสามารถกลับมาทำมาหากินกันได้ดังเดิมอีกครั้ง หลังจากที่วิกฤติโควิดได้ทำลายความสามารถในการหาเลี้ยงปากท้องของคนนับล้าน ๆ ทำลายธุรกิจทุกขนาด และบังคับให้หลายล้านครัวเรือนต้องนำเงินออมที่เคยเก็บไว้ ออกมาใช้จนหมด ที่แย่ไปกว่านั้น คือทั่วโลกยังคงวิตกกังวล และไม่มีใครรู้ว่า เราจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตกันเหมือนเดิมได้อีกเมื่อใด

สิ่งที่ผมต้องการคือ ทำให้ประเทศไทยของเรา กลายเป็นตัวอย่างการบริหารที่ดีในเรื่องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เหมือนกับที่เราเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทั่วโลกยอมรับ ในเรื่องการจัดการด้านสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมอยากจะพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาได้ โดยเร็ว

ผมขอพูดอีกครั้งว่า วิกฤติโควิดครั้งนี้ ทำให้ผมได้ตระหนักชัดว่า ประเทศไทยของเรามีความแข็งแกร่งที่เป็นสุดยอดไม่แพ้ประเทศใดในโลก อยู่ 2 เรื่อง ซึ่งมันเกี่ยวกับ “ความเป็นไทย” ของพวกเราทุกคน

ความพิเศษของความเป็นไทย 2 เรื่อง ที่ทำให้ผมทึ่ง และรู้สึกมีความหวัง ว่าเราจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และน่าภาคภูมิใจ คือ

  • หนึ่ง ผมได้เห็นความพร้อมใจกันของคนไทย ที่จะร่วมมือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวิ ทำงานด้วยกัน และช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ อย่างที่เราได้เห็นในข่าวต่าง ๆ แม้กระทั่งคนที่มีกำลังน้อยหรือแทบจะไม่มี ก็ยังเอาส่วนของตัวเองมาแบ่งปันให้คนอื่นได้มีกินด้วย หรือ คนที่พร้อมยอมเอาสุขภาพของตัวเองไปเสี่ยง เพื่อช่วยเหลือดูแลรักษาสุขภาพของคนอื่น  นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทยของเรา และเป็นสิ่งที่ผมประทับใจอย่างที่สุด
  • ความพิเศษของความเป็นไทยเรื่องที่ 2 คือ ประเทศของเรามีคนเก่งที่มีความสามารถอยู่เยอะมาก และอยู่ในทุกระดับของสังคม เป็นคนที่มีความคิดดี ๆ มีพละกำลัง และมีความพร้อมใจ ต้องการที่จะช่วยประเทศชาติ โดยไม่มีข้อแม้

นั่นทำให้ผมกลับมาถามตัวเองว่า ในเมื่อประเทศเรามีคนเก่งเยอะขนาดนี้ เรามีคน ที่พร้อมใจที่จะจับมือกันช่วยเหลือประเทศชาติเยอะมาก แล้วทำไมเราถึงไม่จับมือ ร่วมแรงร่วมใจกันทั้งประเทศแบบนี้ไปตลอด ทำงานขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน ให้เหมือนกับตอนที่เราจับมือกันฟันฝ่าวิกฤติ

ดังนั้น เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เร็วขึ้น และก้าวไปข้างหน้าได้ไกลมากขึ้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลและทั้งประเทศควรจะทำงานในทุกวัน ให้เหมือนกับว่าเราอยู่ในวิกฤติ เราต้องก้าวข้ามเกมการเมือง และลงมือทำงานกันอย่างจริงจัง ให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ในฐานะที่พวกเราคือคนที่ประชาชนเลือกให้มาเป็นตัวแทนทำงานบริหารประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทุกคนพูดกันว่า หลังวิกฤติโควิดครั้งนี้ โลกของเราจะเปลี่ยนไป เป็นเหมือนโลกใบใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม และเราจะต้องใช้ชีวิตกันในรูปแบบใหม่ แบบที่เรียกว่า New Normal เพื่อที่จะอยู่รอดและก้าวต่อไปข้างหน้าได้

ซึ่งหมายความรวมถึงการทำงานของรัฐบาลด้วย

วันนี้ ผมจึงขอประกาศให้ทุกท่านทราบว่า เมื่อเราเข้าสู่โลกใหม่ จากนี้เป็นต้นไป การทำงานของรัฐบาล จะต้อง New Normal ปรับเปลี่ยนเป็นวิธีการทำงานแบบใหม่ด้วย

หนึ่ง “ผนึกทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศไทย” ต่อไปนี้รัฐบาลจะต้องทำงาน โดยดึงทุกภาคส่วน และทุกระดับในสังคม เข้ามามีส่วนร่วม และมีบทบาทมากขึ้น ในการช่วยกันกำหนดอนาคตของประเทศ

หลังโควิด ผมจะปรับวิธีการวางแผน และกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลจากนโยบายต่าง ๆ เหล่านั้น ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่แค่รับรู้นโยบายต่าง ๆ จากการอ่านข่าวทางหนังสือพิมพ์หรือสื่อออนไลน์เหมือนที่ผ่าน ๆ มา ต่อไปนี้ประชาชนต้องมีโอกาสมีส่วนร่วม รัฐบาลต้องได้ยินเสียงของประชาชน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้มากขึ้น

แนวความคิดนี้เกิดจาก ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของวิกฤติโควิด ผมได้เดินทางไปพบปะกับสมาคมภาคธุรกิจต่าง ๆ ด้วยตัวของผมเอง ได้รับฟังและหารือกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ความเดือดร้อนโดยตรง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมจึงอยากจะต่อยอดวิธีการทำงานแบบนี้

สิ่งที่ผมต้องทำ ในฐานะผู้นำประเทศ คือ เปิดโอกาสให้คนมากมายที่มีความปรารถนาดี และอยากจะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ แต่ไม่เคยมีโอกาสมาก่อน ได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมมากขึ้น ผมต้องทำให้ฟันเฟืองที่สำคัญตัวนี้ นั่นคือความสามารถของคนในประเทศ ได้ถูกนำมาใช้ ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ผมจะขอให้แต่ละภาคส่วนเตรียมการเข้ามานำเสนอวิสัยทัศน์ และความคิด ในการเปลี่ยนโฉมและขับเคลื่อนภาคส่วนของท่าน ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าให้ได้ไกลขึ้น และรวดเร็วขึ้นด้วย

โดยหลังจากได้รับความคิดเห็นต่าง ๆ มาแล้ว รัฐบาลจะพิจารณาความเป็นไปได้ ศึกษาข้อดี ข้อเสีย ของข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในวิธีการที่โปร่งใสและเปิดกว้าง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด ที่จะดำเนินการโครงการนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการกับภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

ผมเชื่อว่า คนไทยทุกคนมีความสามารถและมีบทบาทที่จะช่วยกันนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าของธุรกิจ พนักงานบริษัท คนประกอบอาชีพต่าง ๆ เกษตรกร ครู หรือตัวแทนจากภาคประชาสังคม ทุกคนมีบทบาทที่จะช่วยประเทศได้ เพราะเมื่อทุกคนสามารถยกระดับชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น สังคมโดยรวมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ในเมื่อประเทศไทยเป็นของเราทุกคน ถ้าเราจับมือกันให้แน่น เราจะเจอวิธีแก้ไขปัญหาบางอย่าง ที่เราเคยคิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออก

อย่างที่สอง ที่ต้องเปลี่ยน คือ “การประเมินผลงานภาครัฐ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง”

ผมได้ตัดสินใจแล้วว่า เมื่อเราเลือกที่จะปรับวิธีการทำงานของรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น เราก็ควรต้องเปลี่ยนระบบประเมินผลการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพื่อประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของรัฐ ว่ามันได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนตามที่เราคาดหวังไว้หรือไม่

เราต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเราต้องกำจัดสิ่งที่ทำแล้วเสียเปล่า ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน ออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้น สิ่งที่ผมจะทำให้เกิดขึ้นเป็นอันดับต่อไปก็คือ ผมจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทในการประเมินผล และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ให้ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลได้รับทราบโดยตรงได้ด้วย

อย่างที่สาม ที่ต้องทำ คือ “การทำงานเชิงรุก” ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง เราต้องทำงานให้บูรณาการมากขึ้น และผมจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยจะกำหนดนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ให้กับกระทรวงต่าง ๆ ทำขึ้นมาขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยผมจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นจริง อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมรู้ว่า เมื่อเราเริ่มทำงานในวิธีการแบบใหม่ อาจจะมีเสียงคัดค้าน ไม่เห็นด้วย หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น ซึ่งผมพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และหากเป็นข้อเสนอแนะที่ดี ผมก็พร้อมที่จะทำตามข้อเสนอแนะนั้นด้วย

เพราะประชาชนคนไทยรอไม่ได้อีกต่อไปแล้วครับ คนไทยควรจะได้ก้าวไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ดังนั้น เราต้องไม่เสียเวลาไปกับการถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้วปล่อยให้คนไทย ต้องอดทนรอต่อไปอีกเป็นเดือน ๆ ปี ๆ หยุดอยู่กับที่ แทนที่จะได้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

เราต้องหยุดเสียเวลาไปกับการคุยเรื่องไม่สร้างสรรค์ เราต้องหยุด ไม่ปล่อยให้เกมการเมืองมาดึงรั้งการก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศ โดยไม่จำเป็น เป้าหมายข้างหน้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองของประเทศรอเราอยู่ เส้นทางนี้ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป ถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน

เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ได้ตัดสินใจร่วมกันวันนี้ ว่าเราจะเดินหน้าภารกิจที่สำคัญนี้ไปด้วยกัน นั่นคือภารกิจ “รวมไทยสร้างชาติ” โดยคนไทยทุกคน

ผมได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ตามที่กล่าวมาข้างต้น และผมหวังว่าวิกฤติครั้งนี้จะช่วยให้เราเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศ ให้ประเทศไทยก้าวเดินออกจากหายนะโควิด ไปเป็นประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากขึ้น และมีความแน่นแฟ้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยรากเหง้าของความเป็นไทย ด้วยความเสียสละร่วมกันของพวกเราคนไทยทุกคน และด้วยความรักที่เราพี่น้องคนไทยมีให้แก่กันวันนี้ เราต้องเริ่มวางรากฐานสำหรับความรุ่งเรืองงอกงามที่ยั่งยืนของประเทศ และเปิดทางให้คนไทยได้มีโอกาสค้นพบตัวตนที่ดี และมีความแข็งแกร่งของตัวเองอีกครั้ง นี่คือเวลาที่โลกเปลี่ยน และเราจะต้องเปลี่ยนด้วย ที่สำคัญ นี่คือเวลาแห่งโอกาส ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

23 มิถุนายน 2563/ 66 Views/ เวลาอ่าน 16 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

1 สิงหาคม 2563/ 26 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

28 เมษายน 2563/ 128 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

22 เมษายน 2563/ 896 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

27 เมษายน 2563/ 120 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

28 เมษายน 2563/ 478 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

10 กรกฎาคม 2563/ 64 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

28 เมษายน 2563/ 715 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

28 เมษายน 2563/ 102 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 113 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

สถานการณ์
โควิด-19