WHO ชมไทยจัดการโควิด-19 อยู่หมัด
แนะโลก ดูไทยเป็นตัวอย่าง

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 นายเทดรอส อัดฮานอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( World Health Organisation, WHO) ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทย พร้อมยกให้เป็นตัวอย่างการบูรณาการการทำงาน<ของหน่วยงานทั้งหมดในรัฐบาล และระหว่างทุกภาคส่วนในสังคมทั้งระบบ พร้อมกับแนะทุกประเทศทั่วโลกว่าให้ควรดูไทยเป็นตัวอย่าง
  • อย่างไรก็ดี แม้ว่าไทยจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการระงับการเผยแพร่ของไวรัสโควิด-19 แต่รัฐบาลไทยเองก็มิได้นิ่งนอนใจ แต่ยังคงทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกเพื่อตรวจสอบว่า จะปรับปรุงระบบสาธารสุขเพื่อเสริมการป้องกันโรคแพร่ระบาดให้ดีที่สุดต่อไป

“ไทยเป็นตัวอย่างของการบูรณาการรัฐบาลทั้งระบบ สังคมทั้งระบบ อย่างบูรณาการ และทำให้สามารถระงับการแพร่ของไวรัสได้ แม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนก็ตาม” เป็นคำพูดของนายเทดรอส อัดฮานอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563  ซึ่งแน่นอนว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากในขณะนี้จากการที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นายเทดรอส อัดฮานอม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ได้มีถ้อยแถลงดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการที่เขาพบว่า ในขณะที่ทั่วโลกพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากกว่า 54 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 1.3 ล้านคน แต่ในไทยกลับไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ จะมีก็แต่เพียงผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากนอกประเทศและถูกกักตัวอยู่ในสถานที่ของรัฐจัดให้

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ยังกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างระบบสาธารณสุขมากว่า 40 ปีแล้ว อีกทั้งรัฐบาลไทยยังได้ใช้ประสบการณ์จากการบริหารจัดการการระบาดของโรคโรคไข้หวัดมรณะ (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) เมื่อปี 2546 และใช้อาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศอีกกว่าหนึ่งล้านคน เพื่อเป็นหูเป็นตาและตอบรับต่อสถานการณ์ไวรัสโควิด-19”   รัฐบาลปัจจุบันได้เตรียมการเรื่องการสร้างระบบสาธารณสุขมาตลอด ภายใต้แผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี (พ.ศ. 2561 – 2580) โดยมีแผนย่อยที่เน้นการพัฒนา สร้างระบบรับมือ และปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก ไข้เหลือง ไข้ลาสซา โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS-CoV) เป็นต้น

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.pmdu.go.th/good-plan-make-against-covid-19-better/)

“ทุกประเทศควรดูไทยเป็นตัวอย่าง” ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเน้นย้ำ “ไม่มีประเทศใหนในโลกที่สามารถพูดได้ว่า พร้อมรับมือไวรัสโควิด-19 หรือไม่มีอะไรที่จะสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้”

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ แม้ว่าไทยจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการระงับการเผยแพร่ของไวรัสโควิด-19 รัฐบาลไทยก็มิได้นิ่งนอนใจ แต่ยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกเพื่อตรวจสอบว่า จะปรับปรุงระบบสาธารณสุขของไทยเพื่อเสริมการป้องกันโรคแพร่ระบาดให้ได้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร

สุดท้าย ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกได้กล่าวเน้นย้ำว่า โลกรู้แล้วว่าอะไรบ้างคือสิ่งที่ป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่เห็นผลได้จริง ประเด็นแรกคือ เราจะต้องรู้จักโรคระบาดต่าง ๆ และใช้การป้องกันแบบพื้นฐานให้ดี คือจะต้องมีการค้นหา คัดกรอง และดูแลผู้ป่วย รวมทั้งสืบหาผู้ที่ได้รับการติดต่อกับผู้ป่วยและกักตัวต่อไป

ประเด็นที่สอง คือ ควรโน้มน้าวให้ทุกชุมชนมีส่วนร่วมและมอบศักยภาพให้เขาป้องกันตัวเองจากโรคร้าย ผ่านมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงชุมชน สร้างระบบระบายอากาศที่ดี การรักษาอนามัย และการสวมหน้ากาก

เห็นได้ว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของการระบาดของไวรัสโควิด-19 จนคนไทยสามารถใช้ชีวิตแบบ new normal ได้ โดยไม่ต้องพบเห็นคนใกล้ชิดล้มตายรายวันเหมือนกับอีกหลายประเทศขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประชาชนคนไทยสามารถออกไปใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยจากโรคระบาดดีที่สุดในโลก 

ในเมื่อผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกพูดชมกันตรง ๆ แบบนี้ เชื่อว่าจะทำให้คนต่างชาติต่างหันมามองประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยด้วยความชื่นชมและเชื่อมั่นมากขึ้น ทั้งหมดนี้ ต้องยกเครดิตให้กับการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วน และที่สำคัญ คือ คนไทยทุกคน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *