เปิดไทม์ไลน์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนไทยฟรี ประเดิมเข็มแรกปลายเดือน ก.พ. 64

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อกว่า 90 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ล้านคน ทำให้ประชากรโลกทุกชีวิตได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวันโดยถ้วนทั่ว และแม้นานาประเทศจะมีมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ความหวังเดียวของคนทั้งโลกคือ วัคซีนป้องกันโควิด-19ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างเร่งคิดค้นทดลองอยู่นั่นเอง  

ปัจจุบัน มีหลายบริษัทได้ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไฟเซอร์ไบโอเอ็นเทคและบริษัทโมเดอนาของสหรัฐอเมริกา บริษัทแอสตราเซเนกาของสหราชอาณาจักร บริษัทซิโนฟาร์มและบริษัทซิโนแวคของจีน และศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลอยาของรัสเซีย หลายประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนของตัวเองไปบ้างแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงตั้งแต่หลักหมื่นขึ้นไป เช่น จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส สเปน และสิงคโปร์ เป็นต้น ด้านความคืบหน้าในการจัดหาวัคซีนของประเทศไทย รัฐบาลมิได้นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งวัคซีนในหลายแนวทาง ทั้งการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยให้แก่องค์กรในประเทศ โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้กระจายงบประมาณไปยังศูนย์วิจัยต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ และการจัดหาวัคซีนจากผู้ผลิตต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับวัคซีนไม่ช้าไปกว่าประเทศอื่น ๆ โดยตั้งเป้าหมายไว้เบื้องต้นว่า คนไทยครึ่งประเทศจะได้ฉีดวัคซีนฟรีภายในปี 2565

รัฐบาลไทยได้เริ่มกระบวนการจัดหาวัคซีนมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 โดยจัดหาจากบริษัทยาขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตวัคซีนทั่วโลก ในขณะนั้น แม้จะยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่าผู้ผลิตรายใดจะผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้สำเร็จ แต่รัฐบาลก็กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกอย่างรอบคอบ กล่าวคือ ต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้อย่างน้อย 50% ขึ้นไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้งต้องมีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ วัคซีนที่จะสั่งซื้อเข้ามาจะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานด้านอาหารและยาจากประเทศผู้ผลิต ผ่านการทดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งได้รับการรับรองคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ด้วย

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 รัฐบาลไทยจึงได้ลงนามในสัญญาจองวัคซีนล่วงหน้า จากบริษัทแอสตราเซเนกา จำกัด ซึ่งใช้เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด จำนวน 26 ล้านโดส ใช้งบประมาณ 6,049,723,117 บาท

เหตุที่รัฐบาลไทยเลือกที่จะสั่งวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกาก็เพราะวัคซีน AZD1222 ของบริษัทนี้มีผลการทดลองทางคลินิกที่ยืนยันว่าได้ผลสูงถึง 70% และอาจถึง 90% โดยขึ้นอยู่กับปริมาณที่ให้กับคนไข้ จึงถือว่าผ่านหลักเกณฑ์ตามที่รัฐบาลกำหนด ที่สำคัญ พบว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนมีผลข้างเคียงที่ยอมรับได้ อีกทั้งวัคซีนชนิดนี้สามารถเก็บได้ในอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส ซึ่งง่ายต่อการขนส่งและใช้งาน จึงเหมาะสมกับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย

นอกจากนี้ ในสัญญาจองระบุว่า บริษัทแอสตราเซเนกาจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตวัคซีนดังกล่าวให้แก่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นจากพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงต้องการให้ประชาชนคนไทยมียาคุณภาพดีและราคาถูกใช้ โดยไม่หวังผลกำไร ดังนั้น บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์จะเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย โดยคาดว่า จะมีกำลังผลิตวัคซีนได้ปีละ 200 ล้านโดส หรือเดือนละ 15 ถึง 20 ล้านโดส

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ทำให้การรอคอยวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกา ที่จะได้รับในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2564 อาจล่าช้าเกินไป พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการเร่งรัดให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น ๆ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่มียอดผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในขณะนี้

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจึงได้รับข่าวดี เมื่อรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 1,228 ล้านบาทให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติมจำนวน 2 ล้านโดส จากบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค จากประเทศจีน ซึ่งจะสามารถส่งมอบวัคซีนดังกล่าวให้ประเทศไทยได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน ศกนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สั่งซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกาเพิ่มอีก 35 ล้านโดส รวมวัคซีนที่สั่งซื้อจากทั้งสองบริษัทเป็นจำนวน 63 ล้านโดส

สำหรับวัคซีนของบริษัทซิโนแวคนั้น มีผลทดสอบขั้น 3 จากคลินิกประเทศตุรกี พบว่า ได้ผลถึง 91.5% โดยเป็นวัคซีนแบบเชื้อตาย ผลิตด้วยวิธีการทำวัคซีนดั้งเดิมในอดีต เช่นเดียวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบชนิดเอ วัคซีนโปลิโอ และวัคซีนพิษสุนัขบ้า ทำให้สามารถใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันต่ำได้ |

ปัจจุบัน มีหลายประเทศที่ได้สั่งจองวัคซีนของบริษัทซิโนแวคแล้ว เช่น บราซิล ชิลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ตุรกี ยูเครน และไทย ราคาสั่งจองประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อโดส หรือราว 900 บาท และอาจถูกลงอีกขึ้นอยู่กับปริมาณที่สั่งจอง

สรุปแผนการส่งมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้รัฐบาลไทยในปี 2564 ดังนี้

– ปลายเดือนกุมภาพันธ์ : บริษัทชิโนแวคส่งมอบวัคซีนให้ไทย 2 แสนโดส

– ปลายเดือนมีนาคม : บริษัซิโนแวคส่งมอบวัคซีน 8 แสนโดส

– ปลายเดือนเมษายน : บริษัทซิโนแวคส่งมอบวัคซีน 1 ล้านโดส

– ปลายเดือนพฤษภาคม : บริษัทแอสตราเซเนกาส่งมอบวัคซีน 26 ล้านโดส

– ภายในสิ้นปี 2564 : บริษัทแอสตราเซเนกาส่งมอบวัคซีนอีก 35 ล้านโดส

ในระหว่างนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างสรรหาวัคซีนจากผู้ผลิตรายอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับวัคซีนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้จำนวนทั้งสิ้น 70 ล้านโดส

สำหรับประเด็นสิทธิในการเข้าถึงวัคซีน รวมถึงจำนวนครั้งในการฉีดนั้น | กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า 1 คน จะได้รับการฉีดวัคซีนจำนวน 2 โดส โดยห่างกันเข็มละ 4 สัปดาห์ และจะมีการติดตามผลข้างเคียงด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าการฉีดวัคซีนไว้ที่ 70% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และหยุดยั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19

ด้านแผนการฉีดวัคซีนให้ประชาชนนั้น กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2564 ว่า จะเริ่มฉีดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2565 โดยคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้วัคซีน ได้ใช้หลักเกณฑ์ของ WHO โดยกำหนดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่แนวหน้า ผู้สูงอายุ และผู้เสี่ยงมีภาวะแทรกซ้อน ได้สิทธิเข้ารับการฉีดเป็นกลุ่มแรก

แผนการฉีดวัคซีน มีดังนี้

– เดือนมกราคม – ต้นเดือนกุมภาพันธ์ : เริ่มเปิดลงทะเบียนประชาชนกลุ่มเสี่ยง

– ปลายเดือนกุมภาพันธ์ (วัคซีนจำนวน 2 แสนโดส) ฉีดเข็มที่ 1 ให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานภาคสนามในพื้นที่ควบคุมสูงสุด เช่น จังหวัดสมุทรสาคร ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด ประมาณ 2 หมื่นคน กลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะติดเชื้อ หรือมีภาวะแทรกซ้อนสูง และกลุ่มจำเป็นอื่น ๆ อีกประมาณ 180,000 คน

– ปลายเดือนมีนาคม (วัคซีนจำนวน 8 แสนโดส) : ฉีดเข็มที่ 2 ให้กลุ่มที่ 1 จำนวน 2 แสนโดส อีก 6 แสนโดส ฉีดให้กลุ่มที่ 2 ในกลุ่มจังหวัดที่ควบคุมสูงสุด จังหวัดชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง บุคลากรทางการแพทย์ | อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มที่ติดเชื้อที่มีภาวะแทรกซ้อนสูง รวมถึงกลุ่มจำเป็นอื่น ๆ

– ปลายเดือนเมษายน (วัคซีนจำนวน 1 ล้านโดส) : ฉีดเข็มที่สองให้กลุ่มที่ 2  6 แสนคน ที่เหลืออีก 4 แสนโดส จะฉีดให้บุคลากรอื่น ๆ เพิ่มเติม

– ปลายเดือนพฤษภาคม (วัคซีนจากแอสตราเซเนกาจำนวน 26 ล้านโดส) ฉีดให้ประชาชนทั่วไป คาดว่าจะฉีดไปจนถึงต้นปี 2565

สำหรับการกระจายวัคซีนนั้น องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะเป็นผู้ขนส่งเพื่อแจกจ่ายไปยังสถานพยาบาลเป้าหมาย ตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยสถานพยาบาลเหล่านี้จะเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทุกวันตามความเหมาะสม รวมทั้งยังมีแผนจะเพิ่มจุดบริการฉีดวัคซีนเฉพาะกิจเร่งด่วนด้วย

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนจะนำเข้าวัคซีนมาจำหน่ายในประเทศเองนั้น รัฐบาลก็ไม่ได้ปิดกั้น แต่วัคซีนนั้น จะต้องได้รับการอนุมัติจาก อย. เสียก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่า วัคซีนนั้นมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งหมดนี้ คือ ความคืบหน้าในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่รัฐบาลไทยได้พยายามเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่มาโดยตลอด เพื่อให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงวัคซีนได้โดยเร็วที่สุด โดยมีความหวังว่า จะช่วยทำให้เราชาวไทยทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขและปลอดภัยได้อีกครั้ง