กางแผนการฉีดวัคซีน
ให้คนไทยอีก 40 ล้านคนเริ่มเดือนมิถุนายน

ใจความสำคัญ

  • ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2564 ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้ว 608,521 ราย จากจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ 1,117,500 โดส โดยบางส่วนได้รับการฉีดโดสที่สองไปแล้ว
  • ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 วัคซีนซิโนแวคล็อตที่ 3 ได้มาถึงประเทศไทยอีก 1ล้านโดส และกระทรวงสาธารณสุขได้กระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยวัคซีนในล็อตนี้ จะฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าทั้งของรัฐและเอกชนเพิ่มก่อน พร้อมทั้งประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุด ประชาชนที่มีโรคประจำตัว และตำรวจ ทหารด่านหน้า
  • ประชาชนทั่วไปจะเริ่มเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยเป็นวัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา ซึ่งผลิตโดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ที่จะทยอยส่งมอบระหว่างเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม รวมจำนวน 61 ล้านโดส
  • ขณะนี้ ประชาชนสามารถลงทะเบียนนัดฉีดวัคซีนได้ทางบัญชีไลน์ “หมอพร้อม” และทางแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” โดยทางแอปฯ หมอพร้อมจะเปิดให้จองคิวฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ทั้งสองช่องทางนี้จะแสดงสิทธิการจองวัคซีน การนัดหมาย การติดตามอาการหลังการฉีด การนัดหมายฉีดครั้งที่ 2 และยังสามารถออกใบรับรองการรับวัคซีนในรูปแบบดิจิทัลได้ สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถจองผ่านโรงพยาบาลและ อสม. ทุกจังหวัด

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความหวังที่จะช่วยหยุดยั้งไวรัสนี้ นอกจากวินัยของประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็คือ วัคซีน ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย แม้วัคซีนจากบริษัทต่าง ๆ จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแตกต่างกันไปและไม่มีชนิดใดเลยที่สามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้ 100 % แต่การฉีดวัคซีนก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ลดการเกิดอาการรุนแรงหากติดเชื้อ และป้องกันการเสียชีวิตได้เกือบ 100%

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้รัฐบาลจัดหาวัคซีนได้แล้วประมาณ 75 ล้านโดส โดยมีแผนจะฉีดให้ประชากร 37 ล้านคนให้แล้วเสร็จภายในปีนี้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ อย่างไรก็ดี วัคซีน 75 ล้านโดสที่ว่านั้น ไม่ได้มาถึงประเทศไทยพร้อมกันในเวลาเดียว แต่จะต้องทยอยผลิตและส่งมอบ เพราะขณะนี้ วัคซีนโควิด-19 กำลังเป็นที่ต้องการของทั่วโลก ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งผลิตให้พอเพียงกับคำสั่งซื้อจากรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย วัคซีนล็อตแรกได้เข้ามาถึงแล้วเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 200,000 โดส จากซิโนแวค และจากแอสตราเซเนกาอีก 117,500 โดส ต่อมา เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2564 วัคซีนซิโนแวคล็อตที่ 2 เข้ามาเพิ่มอีก 800,000 โดส รวมเป็น 1,117,500 โดส และล่าสุด เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 วัคซีนซิโนแวคล็อตที่ 3 ก็มาถึงประเทศไทยอีก 1 ล้านโดส ซึ่งขณะนี้ ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐาน และเอกสารต่าง ๆ ทุกขั้นตอนแล้ว โดยกรมควบคุมโรคได้ตรวจรับวัคซีนล็อตนี้ไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 และได้รีบจัดส่งต่อไปยังหน่วยบริการและสถานพยาบาลต่าง ๆ แล้ว ส่วนล็อตที่ 4 จะมาถึงประเทศไทยช่วงปลายเดือนเมษายนอีก 500,000 โดส

ด้านความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนโควิด-19 จากข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2564 ทีมแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วทั้งหมด 608,521 ราย แบ่งเป็นฉีดเข็มแรก จำนวน 526,706 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 81,815 ราย ดังนั้น จำนวนวัคซีนที่มีอยู่ 1,117,500 โดส  ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วเกินครึ่งล้านคน และต้องสำรองไว้ฉีดโดสที่สองจำนวนหนึ่ง จึงไม่ได้ถือว่ามีการฉีดล่าช้า แต่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ตามศักยภาพของทีมแพทย์กระทรวงสาธารณสุข

สำหรับตัวเลขการฉีดวัคซีน 608,521 ราย เป็นใคร กลุ่มไหนบ้างนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการตามหลักการแพทย์ที่ใช้กันทั่วโลก โดยฉีดให้กลุ่มเสี่ยงก่อน ประกอบด้วย บุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด่านหน้าอื่น ๆ ประชาชนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ประชาชนที่มีโรคประจำตัว และประชาชนพื้นที่เสี่ยง 

สำหรับวัคซีนซิโนแวคเข้ามาเพิ่มเป็นรอบที่สาม จำนวน 1,000,000 โดส นั้น กระทรวงสาธารณสุขได้กระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยวัคซีนในล็อตนี้จะฉีดให้แก่

1. บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าทั้งของรัฐเอกชน 599,800 โดส คาดว่าภายใน 1 อาทิตย์ จะฉีดได้ครบถ้วน

2. ฉีดในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 100,000 โดส โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

3. ฉีดให้ประชาชนที่มีโรคประจำตัว 147,200 โดส

4. ฉีดให้ตำรวจ ทหารด่านหน้า ศาล อัยการ เจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ 54,320 โดส

5. สำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน 98,680 โดส

วัคซีนล็อตนี้  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขวางแผนเป็นรายสัปดาห์ว่า สัปดาห์แรกจะต้องฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์สายงานอื่นที่สัมผัสกับผู้ป่วยภายในพื้นที่ระบาดหนักให้ได้อย่างทั่วถึง สัปดาห์ที่สอง ระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่แพร่ระบาดหนัก และฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สายงานอื่นที่สัมผัสกับผู้ป่วยปานกลาง สัปดาห์ที่สาม ระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในจังหวัดระบาดปานกลาง และฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สายงานอื่นที่สัมผัสผู้ป่วย ในจังหวัดระบาดเบา และสุดท้าย ระดมฉีดให้กับประชาชนในจังหวัดที่มีการระบาดเบา โดยในระยะเวลา 1 เดือนจะต้องฉีดให้ได้ตามเป้าและมีการรายงานผลอย่างชัดเจน เพื่อแน่ใจว่า ได้กระจายวัคซีนให้แก่ทีมหมอพยาบาลอย่างครอบคลุมทั่วถึง

ประชาชนทั่วไปจะได้ฉีดวัคซีนเมื่อไหร่

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า ประชาชนคนไทยทั่วไปจะได้เริ่มฉีดวัคซีนเมื่อไหร่นั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า จะเริ่มได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากจะมีวัคซีนล็อตใหญ่ของแอสตราเซเนกา ที่ผลิตในประเทศไทย โดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จะทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2564 รวม 61 ล้านโดส 

แผนการส่งมอบวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไป 61 ล้านโดส

มีรายละเอียด ดังนี้

– เดือนมิถุนายน 6,000,000 โดส

– เดือนกรกฎาคม 10,000,000 โดส

– เดือนสิงหาคม 10,000,000 โดส 

– เดือนกันยายน 10,000,000 โดส

– เดือนตุลาคม 10,000,000 โดส

– เดือนพฤศจิกายน 10,000,000 โดส และ

– เดือนธันวาคม 5,000,000 โดส

ทำไมรัฐบาลถึงไม่สั่งซื้อวัคซีนให้ครบจำนวนประชาชนทั้งประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่สั่งซื้อวัคซีนมาฉีดให้ครบจำนวนประชาชนทั้งประเทศ เป็นเพราะการคิดค้นทดลองวัคซีนชนิดใหม่นี้ จะรับรองผลเฉพาะผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 59 ปี ในส่วนที่เหลือ คือ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 13 ล้านคน และผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อีก 12 ล้านคน รวมกันแล้วประมาณ 25 ล้านคนนั้น ขณะนี้ บริษัทผู้ผลิตกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนในระยะต่อไปเพื่อให้ครอบคลุมทุกช่วงอายุอยู่ จึงทำให้เหลือคนไทยที่อยู่ในช่วงอายุที่เข้าเกณฑ์สามารถรับวัคซีน ณ วันนี้ ได้จำนวน 42 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับตัวเลขที่รัฐบาลเคยตั้งเป้าหมายไว้เดิมที่ 37 ล้านคน อันจะเป็นจำนวนที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นได้

อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายใหม่แล้วว่าจะต้องฉีดวัคซีนให้ประชาชนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคน และจำเป็นต้องจัดหาวัคซีนอีก 10 ล้านโดสเพื่อฉีดให้กับประชาชนอีก 5 ล้านคน แต่ใน 10 ล้านโดสนี้ โรงพยาบาลเอกชนได้เสนอตัวขอนำเข้าวัคซีนเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชน ที่ผ่านมาหน่วยงานเอกชนประสบปัญหาในการสั่งซื้อวัคซีน เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตจะขายให้เพียงรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อจำกัดนี้ ก็ได้เร่งหาแนวทางในการอำนวยความสะดวกในการจัดหาวัคซีนให้ภาคเอกชน และได้ตั้ง “คณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)” ขึ้น เพื่อจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมให้ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคณะทำงานนี้ ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกฝ่าย มีศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวร่วมกันหาแนวทางจัดหาวัคซีนทางเลือกและรายงานผลการดำเนินการให้นายกรัฐมนตรีรับทราบภายใน 1 เดือน

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลไทยกำลังเร่งเจรจาเพื่อจัดซื้อวัคซีนจากบริษัทอื่น ๆ เช่น วัคซีนสปุตนิก วี ของรัสเซีย วัคซีนของบริษัท Cansino Biologics และบริษัท Sinopharm จากจีน วัคซีนของบริษัท Pfizer จากสหรัฐอเมริกา และวัคซีนของบริษัท Bahrat Biotech จากอินเดีย อีกด้วย

ประชาชนเตรียมตัวฉีดวัคซีนได้อย่างไร

ประชาชนทั่วไปที่ต้องการขอรับการฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายน ศกนี้ สามารถดำเนินการได้ ดังนี้

1. ลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนโควิด ได้ทั้งทางไลน์ “หมอพร้อม” ซึ่งจะเริ่มเปิดให้จองคิวฉีดวัคซีนได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 และทางแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” อีกหนึ่งช่องทาง โดยแอปพลิเคชันนี้จะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 (เบื้องต้นจะมีเพียงเฉพาะระบบแอนดรอยด์ก่อน) การใช้ “หมอพร้อม” ไม่ว่าจะทางไลน์หรือทางแอปพลิเคชัน จะทำให้ท่านได้ทราบสิทธิการจองวัคซีน การนัดหมาย การติดตามอาการหลังการฉีด การนัดหมายฉีดครั้งที่ 2 และยังสามารถออกใบรับรองการรับวัคซีนในรูปแบบดิจิทัลได้

2. ประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนสามารถลงทะเบียนนัดหมายฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาล หรือผ่าน อสม. ทั่วประเทศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *