ยกระดับสนามบินอู่ตะเภา ก้าวสู่มหานครการบิน เชื่อมกรุงเทพฯ – ขับเคลื่อน EEC

คมนาคม, 23 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาล ตั้งเป้าหมายยกระดับสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทันสมัย และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งให้เป็นศูนย์กลางของมหานครการบินภาคตะวันออก
  • คาดว่า สนามบินอู่ตะเภาจะเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ. 2566  โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบิน และประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย โดยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ไป

เดินหน้าไปอีกขั้นแล้วกับการดำเนินการของรัฐบาลเพื่อยกระดับพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC ) และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด โดยรัฐบาลมุ่งที่จะยกระดับสนามบินอู่ตะเภาให้เป็น สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เชื่อมต่อสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ทั้ง 3 สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี และเป็นไปตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักสำคัญของ EEC

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้กล่าวถึงโคงการสนามบินอู่ตะเภา และ EEC ว่า รัฐบาลตั้งเป้าให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบิน และประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย ทุกอย่างจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะนี่คือโลกยุคใหม่ เป็น New Normal คิดใหม่ ชีวิตที่เป็นปกติใหม่ ไม่ใช่เพราะหลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่เพราะถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตามโลก การพัฒนาโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคต วันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกด้าน บุคลากรก็ต้องเร่งพัฒนาจิตใจและการศึกษาให้ทันกัน เพื่อจะทำให้ร่วมเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศไปพร้อมกัน

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้เงินลงทุนราว 290,000 ล้านบาท ยังประโยชน์ให้ภาครัฐเป็นเม็ดเงินถึง 305,555 ล้านบาท ได้ภาษีอากรที่รัฐจะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 62,000 ล้านบาท ภายใต้สัญญา 50 ปี รัฐจะได้ประโยชน์เป็นเงินรวมถึง 1,326,000 ล้านบาท

ที่สำคัญ คือ จะเกิดการจ้างงานเพิ่ม 15,600 ตำแหน่งต่อปีในระยะ 5 ปีแรก เกิดการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านธุรกิจการบินและธุรกิจเชื่อมโยง เพิ่มเทคโนโลยีองค์ความรู้ด้านธุรกิจการบิน โดยทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา และเมื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุนในมิติต่าง ๆ ในพื้นที่ EEC จะยิ่งเกิดประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชนในทุกมิติตามมาด้วยเช่นกัน

โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ช่วยให้เกิดการกระจายความเจริญออกจากกรุงเทพฯ โดยการสร้างเมืองใหม่ในระยะแรก 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 10 ประเภทตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ เป็นต้น ก่อให้เกิดการจ้างงาน พัฒนาทั้งเศรษฐกิจโดยรวม และเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว

ดังนั้น การยกระดับสนามบินอู่ตะเภา โดยตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคนต่อปี เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านกายภาพ เพราะมีรันเวย์ที่หันออกสู่ทะเลโดยตรง เมื่อเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างสนามบินนาริตะเพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารมาจากสนามบินฮาเนดะนั่นเอง

อีกเป้าหมายสำคัญคือ รัฐบาลต้องการให้สนามบินอู่ตะเภา เป็น “มหานครการบิน” โดยนำโมเดลการพัฒนามาจาก สนามบินเจิ้งโจว ที่พัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกแบบครบวงจร โดยรัฐบาลได้เซ็น MOU ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานของภูมิภาค โดยการจับมือกับผู้ผลิตเครื่องบินแอร์บัส ตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยาน ( MRO ) ขึ้นมาที่อู่ตะเภา เพราะสนามบินสุวรรณภูมิมีพื้นที่ไม่เพียงพอ อีกทั้งการตั้งอยู่ในเขต EEC ยังเอื้อแก่การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือประเทศในภูมิภาคเดียวกัน อย่างเวียดนาม และสิงคโปร์อีกด้วย

สนามบินอู่ตะเภา สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดยกองทัพเรือ ต่อมาเกิดสงครามอินโดจีนขึ้น สหรัฐอเมริกาจึงขอปรับปรุงพื้นที่เพื่อใช้เป็นฐานทัพต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ใน พ.ศ. 2507 จนเมื่อปี พ.ศ. 2539 ได้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพเรือมาจนถึงปัจจุบัน

โครงการสนามบินอู่ตะเภา ตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินตะวันออก อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ห่างจาก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ประมาณ 30 กิโลเมตร เป้าหมายในการพัฒนาเพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้า มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทางวิ่งมาตรฐาน 2 ทางวิ่งอิสระจากกัน ความยาว 3,500 เมตร รองรับเครื่องบินพาณิชย์ได้ทุกขนาด มีหลุมจอดอากาศยานรวม 124 หลุมจอด

อาคารผู้โดยสาร เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จครบทุกระยะ จะมีขนาด 450,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 60 ล้านคนต่อปี มีการติดตั้งระบบ ระบบการ Check-in อัตโนมัติ ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ และจะมีหอบังคับการบินที่สามารถควบคุมให้อากาศยานขึ้นลงได้สูงสุด 70 เที่ยวบินต่อชั่วโมง มีคลังสินค้าและพื้นที่ขายสินค้าปลอดภาษี 470,000 ตารางเมตร รองรับการขนส่งสินค้ากว่า 3 ล้านตันต่อปี มีศูนย์ขนส่งภาคพื้นดินพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร เชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง รถบัส แท็กซี่

สนามบินอู่ตะเภาจะมีพื้นที่กิจกรรม ด้านอุตสาหกรรมการบินที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงานสนับสนุนอื่น ๆ ขนาด 1,400 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ โรงผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น โรงผลิตน้ำประปาและบำบัดน้ำเสีย และบริการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน นอกจากนั้นยังมี ร้านค้าปลอดภาษี ภัตตาคาร โรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า และอาคารสำนักงาน ในพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางเมตร

โดย แผนการพัฒนาโครงการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 มีอาคารผู้โดยสารขนาดพื้นที่กว่า 157,000 ตารางเมตร พื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ อาคารจอดรถ ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน และหลุมจอดอากาศยาน 60 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2567 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15.9 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 2 อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้น 107,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ และระบบทางเดินเลื่อน เพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 16 หลุมจอด จะแล้วเสร็จประมาณปี 2573 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 30 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 3 ต่อขยายอาคารผู้โดยสาร 107,000 ตารางเมตร เพิ่มรถขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ 1 ขบวน เพิ่มหลุมจอดอากาศยาน 34 หลุมจอด จะแล้วเสร็จประมาณปี 2585 รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 45 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 4 เพิ่มอาคารผู้โดยสาร 82,000 ตารางเมตร ติดตั้งระบบ Check-in อัตโนมัติ เพิ่มหลุมจอดอากาศยาน 14 หลุมจอด จะแล้วเสร็จประมาณปี 2598 จะรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 60 ล้านคนต่อปี

จะเห็นได้ว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะให้ไทยก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการบิน และประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย โดยการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ จะคำนึงถึงอนาคต โดยอาศัยบุคลากรและความสามารถของไทยที่มีความพร้อมอยู่แล้วเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

#ร่วมสร้างเมืองไทยไปด้วยกัน

 

 

23 มิถุนายน 2563/ 228 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

19 มิถุนายน 2563/ 100 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

30 กรกฎาคม 2563/ 123 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

9 ตุลาคม 2563/ 73 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

22 เมษายน 2563/ 386 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

9 ตุลาคม 2563/ 232 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

14 พฤษภาคม 2563/ 228 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

22 เมษายน 2563/ 216 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที