ท่องเที่ยววิถีไทย ติดปีกเศรษฐกิจ พัฒนาชีวิตชุมชน

เศรษฐกิจ, 16 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลได้ดำเนินยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย พ.ศ. 2558-2561 โดยใช้ “วิถีไทย” ในการขับเคลื่อนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ผ่านการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว อาทิ โครงการ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการที่โดดเด่นของท้องถิ่น สร้างมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระจายไปยังชุมชนได้ตามเป้าหมาย

นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีมากกว่า 1 พันล้านคน เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในส่วนของประเทศไทย เรามีสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวร้อยละ 22.1 ของ GDP โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 1 ใน 5 ของการจ้างงานใหม่อยู่ในภาคการท่องเที่ยว และในปี 2561 เกิดการจ้างงานสูงถึง 4.4 ล้านคน การท่องเที่ยวจึงถือเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย ยังส่งผลดีโดยตรงต่อการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่นทั่วประเทศด้วย

รัฐบาลได้ดำเนินยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยระหว่างปี พ.ศ. 2558-2561 โดยใช้ “วิถีไทย” เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2564) ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลกที่เติบโตอย่างมีดุลยภาพบนพื้นฐานความเป็นไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และกระจายรายได้สู่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน”

ที่ผ่านมา รัฐบาล ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว ด้วยการส่งเสริมศักยภาพของชุมชน ในการนำเสนอเอกลักษณ์วิถีไทยอันมีเสน่ห์ ก่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เพื่อสร้างรากฐานของเศรษฐกิจอันเข้มแข็ง ตามเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ประกอบกับความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ทำให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมองเห็นความสำคัญของนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีความหมายต่อการท่องเที่ยวในทุกฤดูกาล โดยมีโครงการสำคัญที่ส่งเสริมให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยคึกคักยิ่งขึ้น

“ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” นับเป็นโครงการที่มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี และถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงศักยภาพของชุมชนมาผนึกกับการท่องเที่ยว โดยได้ต่อยอดจากโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” เชื่อมโยงของดีในชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมถึงแหล่งกำเนิด จุดประกายการพัฒนาชุมชนจากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ โดยปี 2561 ได้ดำเนินการครอบคลุม 76 จังหวัด ใน 3,273 หมู่บ้าน/ชุมชน จากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2561 ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน รวมทั้งประชาชนในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เช่น ที่พัก ร้านอาหาร การบริการและผลิตภัณฑ์ชุมชนจำนวน 896,995,249 บาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว 980,778 คน
 

ตัวอย่างคลิปชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

คลิปชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอื่นๆ ท่องเที่ยวนวัตวิ" target="_blank" rel="noopener noreferrer">คลิกที่นี่

 
เมื่อชุมชนที่พัฒนาแล้วเปิดตัวขึ้นและมีเสียงตอบรับที่ดี ผลสำเร็จทำให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังชุมชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินศักยภาพของแต่ละชุมชน ซึ่งมีทั้งชุมชนดาวเด่น ที่มีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่แล้ว และชุมชนที่ยังต้องทำการพัฒนาต่อไปโดยที่มีศักยภาพและสามารถพัฒนาต่อยอดได้ รวมทั้งการคัดเลือกสินค้า OTOP ที่มีความโดดเด่นมาพัฒนาด้านการตลาด และการเพิ่มมูลค่า

“ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” จึงถือเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ได้หลากหลายมิติ และยังคงมีการดำเนินการต่อเนื่อง โดยในปี 2562 มีการต่อยอดไปพัฒนาทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ด้านการจัดการของคนในชุมชน การพัฒนาสินค้า การพัฒนาพื้นที่ รวมทั้งการพัฒนาด้านการตลาด เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนจนทำให้  โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี สามารถสร้างรายได้กว่า 2.7 พันล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 2.5 ล้านคน ในปี 2562

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนไปสู่สายตานักท่องเที่ยว ด้วยการพัฒนาพื้นที่ในการท่องเที่ยวและการซื้อขาย เช่น ตลาดประชารัฐต้องชม ตลาดกลางสินค้าเกษตร ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตร (Farm Outlet) เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า GI (Geographical Indication) หรือ สินค้าที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น เป็นหนึ่งในความพิเศษของเมืองไทย  โดยปี 2562 ประเทศไทยมีการประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI แล้วทั้งสิ้น 124 รายการ ใน 76 จังหวัด และคาดว่าจะครบ 77 จังหวัดในปี 2563 ซึ่งสินค้า GI ถือว่าเป็นสินค้าระดับพรีเมียม และมีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจ โดยปี 2562 กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายสินค้า GI ตามแนวทางที่รัฐบาลได้วางใว้ ส่งผลให้เกิดมูลค่าการซื้อขายกว่า 890 ล้านบาท และยังคงเชื่อมโยงไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนจนถึงปัจจุบัน

นอกจากตลาดที่กระจายอยู่ในชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศแล้ว นายกรัฐมนตรียังมีแนวคิดในการนำของดีจากทั่วประเทศมาจำหน่ายให้กับผู้ซื้อโดยตรงในกรุงเทพฯ ด้วยการจัด “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม”  ตลาดนัดสินค้าชุมชนที่มีทั้งกิจกรรมบันเทิงและการให้ความรู้  จัดขึ้นบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้า โดยจะเปลี่ยนแนวคิดในการจัดตลาดแต่ละครั้ง แตกต่างกันไป เพื่อสร้างความแปลกใหม่กระตุ้นให้เกิดการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2558-2560 สามารถสร้างรายได้จากการจับจ่ายในตลาดได้กว่า 2 พันล้านบาท โดยหลังจากนั้นโมเดลของตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ได้ถูกนำไปต่อยอดเพื่อจัดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอีกด้วย

หนึ่งในแนวทางสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน คือการขยายความนิยมไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพราะนอกจากเมืองหลักอย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ยังมีเมืองรองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง จำนวน 55 จังหวัด โดยได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมมาตรการลดหย่อนทางภาษีให้กับนักท่องเที่ยวและกลุ่มประชุมสัมมนา รวมทั้งการสื่อสารด้านการตลาด ส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวที่กระจายตัวไปยังทั่วประเทศ จากจำนวน 50 ล้านคน ในปี 2554 เป็น 90 ล้านคน ในปี 2561

ผลจากการดำเนินงานด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทย จำนวน 38.27 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 2.01 ล้านล้านบาท และจำนวนคนไทยเที่ยวไทย 164.24 ล้านคนหรือครั้ง สร้างรายได้ 1.06 ล้านล้านบาท และได้สร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

ปี 2562 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 39.7 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.93 ล้านล้านบาท จำนวนคนไทยเที่ยวไทย 166 ล้านคน สร้างรายได้ 1.08 ล้านล้านบาท และพบว่าการท่องเที่ยวเมืองรองมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากการส่งเสริม “วิถีไทย” เพื่อผลักดันการเติบโตในภาคการท่องเที่ยวแล้ว รัฐบาลยังได้ดำเนินงานด้านพัฒนา แก้ไข ปรับปรุง และส่งเสริมประสิทธิภาพด้านการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมมากมาย อาทิ การพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุของตำรวจท่องเที่ยวและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยว การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหาบริษัททัวร์และมัคคุเทศก์ผิดกฎหมาย เป็นต้น

เมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือมาตรการด้านสาธารณสุขที่ต้องเคร่งครัด โดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดทำคู่มือมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 10 ประเภท ประกอบด้วย 1. ภัตตาคาร/ร้านอาหาร 2. โรงแรม/ที่พักและสถานที่จัดประชุม 3. นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว 4. ยานพาหนะ 5. บริษัทนำเที่ยว 6. สุขภาพและความงาม 7. ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า 8. กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว 9. การจัดกิจกรรม การจัดประชุม (MICE) โรงละคร โรงมหรสพ และ 10. ร้านค้าของที่ระลึกและร้านค้าอื่น ๆ และจะทำการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้เริ่มเตรียมความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวสู่วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) โดยยังคงมุ่งเน้นการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้ เสริมเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง ทั้งนี้ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาได้เฉพาะเมื่อประเทศไทยสามารถจัดตั้งระบบการควบคุมโรคได้ดี และนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังต้องมีใบอนุญาตจากแพทย์ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยก็ต้องคุมเข้มด้านสุขอนามัยต่อไป ขณะนี้ทุกหน่วยงานได้เริ่มเตรียมทำแผนฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวในระยะ 3-6 เดือนนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานในภาคการท่องเที่ยวต่อไป

ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่องที่น่ายินดีว่า แม้ในช่วงที่ทั่วโลกหยุดชะงัก แต่ผลสำรวจจากการค้นหาในเว็บไซต์การท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง Expedia ระบุอย่างสม่ำเสมอว่า ประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยเอง ก็จะหันมาเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไทย หมายถึงการช่วยเศรษฐกิจไทย และช่วยคนไทยด้วย เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป เชื่อมั่นว่าประเทศไทย จะกลับมาเข้มแข็งและงดงามอีกครั้ง

16 มิถุนายน 2563/ 106 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

1 กรกฎาคม 2563/ 21 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที

10 พฤษภาคม 2563/ 92 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

19 เมษายน 2563/ 78 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 42 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

15 เมษายน 2563/ 70 Views/ เวลาอ่าน 1 นาที

18 มิถุนายน 2563/ 803 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 6 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

22 เมษายน 2563/ 140 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

10 เมษายน 2563/ 117 Views/ เวลาอ่าน 1 นาที