การพัฒนาเครือข่ายถนนและระบบรถไฟ ที่ส่งผลให้ประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

คมนาคม, 22 เมษายน 2563

ในช่วงที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ เป็นจังหวะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งในไทยหยุดชะงักงันมาเป็นเวลานาน วัดได้จากตัวเลขสถิติโครงสร้างพื้นฐานสองตัวที่สำคัญ ได้แก่ ระยะทางรวมของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Inner – City Motorway) หรือ มอเตอร์เวย์ และระยะทางรวมของเส้นทางรถไฟฟ้า

ในปี 2557 ไทยมีมอเตอร์เวย์เพียง 2 สาย ได้แก่ สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี และถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 มีระยะทางรวม 146 กิโลเมตร ทั้งนี้ ไม่ได้มีการขยายมอเตอร์เวย์ ให้ครอบคลุมตามแผนการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 เห็นชอบในหลักการให้ก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองจำนวน 13 เส้นทาง ระยะทาง 4,150 กิโลเมตร ภายในปี 2559 และในช่วงเวลาเดียวกัน เส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร มีการเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2542 เพียง 2 สาย ระยะทางรวม 85 กิโลเมตร

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยไม่ได้มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว เศรษฐกิจไทยได้เติบโตขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จาก 126.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2542 เป็น 505 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 25611 ประเทศไทยได้เดินมาถึงจุดที่เศรษฐกิจไทยคงไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกต่อไป หากเราไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งรองรับ

การพัฒนาเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งสินค้า

เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงได้เร่งรัดการยกระดับหรือ “อัพเกรด” โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อลดต้นทุนการนำและสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคหรือต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าที่ประชาชนผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยนั่นเอง

แม้ว่าตัวเลขสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ณ ราคาประจำปีของไทย แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ไทยพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ได้ลดลงจากร้อยละ 14.2 ในปี 2557 เหลือร้อยละ 13.6 ในปี 25602 อย่างไรก็ดี หากสังเกตจากโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ปี 2560 จะพบว่า ต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังคงเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 54.1 ของต้นทุนโลจิสติกส์รวม เนื่องจากการขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ของไทยยังพึ่งพารถขนส่งสินค้าที่วิ่งบนถนนทางหลวงที่มีการจราจรหนาแน่น ไม่สามารถกำหนดเวลาได้อย่างแน่นอน

เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าทางถนน และแบ่งเบาการจราจรบนทางหลวงที่มีปริมาณการจราจรคับคั่ง รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้เพิ่มการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่หลายเส้นทาง ซึ่งเป็นถนนประเภทที่รถขนส่งสามารถวิ่งได้ภายในเวลาที่แน่นอน เพื่อรองรับการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดต่าง ๆ

ผลพลอยได้สำหรับประชาชนทั่วไปก็คือ เส้นทางใหม่ ๆ จะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ใช้ทางให้ได้รับความรวดเร็วและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 รัฐบาลได้อนุมัติการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่

  1. สายบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงินลงทุนรวม 84,600 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในต้นปี 2566
  2. สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงินลงทุนรวม 55,620 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นปี 2566 และ
  3. สายพัทยา – มาบตาพุด ระยะทาง 32 กม. วงเงินลงทุนรวม 20,200 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2563

โดยทั้ง 3 เส้นทางที่เพิ่มมา จะทำให้ไทยมีโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่สมบูรณ์ขึ้น ครอบคลุม 13 จังหวัด ระยะทางรวม 470 กม. ภายในปี 2566

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการที่จะก่อสร้างมอเตอร์เวย์เพิ่มในสายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว

25 กม. (อยู่ระหว่างการก่อสร้างช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย) และกำลังเตรียมความพร้อมนำเสนอขออนุมัติโครงการอีก 5 สาย ได้แก่

  1. สายนครปฐม – ชะอำ
  2. สายหาดใหญ่ – ชายแดนไทย/มาเลเซีย
  3. ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต – บางปะอิน
  4. สายวงแหวนรอบนอก กทม. ด้านตะวันตก
  5. สายศรีนครินทร์ – สุวรรณภูมิ อีกด้วย

การพัฒนารถไฟฟ้าเพื่อให้บริการประชาชน

“รถไฟฟ้า” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยตั้งแต่ปี 2542 ที่เริ่มเปิดให้บริการ จนถึงปี 2557 ประเทศไทยยังพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าได้เพียง 85 กม. เท่านั้น รัฐบาลจึงได้เร่งรัดแผนพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนให้เพิ่มเป็น 10 สาย ระยะทาง 464 กม. อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันสามารถผลักดันให้มีการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าได้แล้ว 4 โครงการ เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้าอีก 7 โครงการ เตรียมประกวดราคาการก่อสร้าง 7 โครงการ และเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการอีก 4 โครงการ ดังมีรายละเอียด ดังนี้

  1. โครงการรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการเพิ่มเติม 4 โครงการ ระยะทางรวม 64.80 กม. ได้แก่
    1.1 สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – เตาปูน ระยะทาง 23 กม.
    1.2 สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ (เคหะฯ) ระยะทาง 14.80 กม.
    1.3 สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค (หลักสอง) ระยะทาง 14 กม.
    1.4 สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ ระยะทาง 13 กม.
  1. โครงการรถไฟฟ้าที่กำลังเร่งรัดการก่อสร้าง 7 โครงการ ระยะทาง 169.46 กม. (สถานะ ณ เดือน ก.พ. 2563) ได้แก่
    2.1 สายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 18.70 กม. มีความก้าวหน้า งานโยธาแล้วเสร็จ งานระบบไฟฟ้าและเดินรถ ร้อยละ 68.19 (ช่วงสถานีหมอชิต-สถานีห้าแยกลาดพร้าว ระยะทาง 1 กม. เปิดทดลองให้บริการ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2562 และช่วงสถานีห้าแยกลาดพร้าว-ม.เกษตรศาสตร์ ระยะทาง 3 กม. เปิดทดลองให้บริการ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2562) และมีกำหนดเปิดให้บริการตลอดเส้นทางในปลายปี 2563
    2.2 สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26.30 กม. มีความก้าวหน้า งานโยธา สัญญา 1 (สถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง) ร้อยละ 96.66 และสัญญา 2 (ทางรถไฟช่วงบางซื่อ-รังสิต) แล้วเสร็จ งานระบบไฟฟ้าและเดินรถ สัญญา 3 ร้อยละ 71.24 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564
    2.3 สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15.26 กม. มีความก้าวหน้า งานโยธาแล้วเสร็จ
    งานระบบไฟฟ้าและเดินรถ ร้อยละ 71.24 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564
    2.4 สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ระยะทาง 22.50 กม. มีความก้าวหน้า งานโยธา ร้อยละ 54.93 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2567
    2.5 สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.50 กม. มีความก้าวหน้า งานโยธา ร้อยละ 51.96 งานระบบไฟฟ้าและเดินรถ ร้อยละ 47.48 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564
    2.6 สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.40 กม. มีความก้าวหน้า งานโยธา ร้อยละ 51.81 งานระบบไฟฟ้าและเดินรถ ร้อยละ 47.39 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564
    2.7 รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วงดอนเมือง-บางซื่อ-พญาไท ระยะทาง 21.80 กม. (รวมอยู่ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน) มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2567
  1. โครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนประกวดราคา 7 เส้นทาง ระยะทาง 92.24 กม. ได้แก่
    3.1 สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ระยะทาง 8.84 กม.
    3.2 สายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) ระยะทาง 5.76 กม.
    3.3 สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 14.80 กม.
    3.4 สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ระยะทาง 5.70 กม.
    3.5 สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก (Missing Link) ระยะทาง 20.14 กม.
    3.6 สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.60 กม.
    3.7 สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-บางขุนนนท์ ระยะทาง 13.40 กม.
  1. โครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมก่อนเสนอครม.ดำเนินการในระยะต่อไปจำนวน 4 โครงการ ระยะทาง 6 กม.
    4.1 สายสีเขียว ช่วงสมุทรปราการ-บางปู ระยะทาง 9.50 กม.
    4.2 สายสีเขียว ช่วงคูคต-ลำลูกกา ระยะทาง 6.50 กม.
    4.3 สายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 8 กม.
    4.4 สายสีแดงเข้ม ช่วงหัวลำโพง-มหาชัย ระยะทาง 38 กม.

โดยเมื่อโครงการทั้งหมดข้างต้นก่อสร้างแล้วเสร็จ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีรถไฟฟ้าให้บริการประชาชนทั้งสิ้น 10 สายทาง ระยะทางรวม 473.50 กม. (ระยะทางอาจปรับลดเพิ่ม ตามที่หน่วยงานจะนำเสนอขออนุมัติ ครม. และดำเนินการก่อสร้างจริง)

กล่าวโดยสรุปคือ รัฐบาลนี้ได้เร่งรัดการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งสิ้น 18 โครงการ ระยะทาง 326.50 กม. (จากเดิม 85 กม.) และจะเพิ่มระยะทางของเส้นทางรถไฟฟ้า เป็น 411.50 กม. (ไม่รวมโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมจำนวน 4 โครงการ ระยะทาง 62 กม.)

อีกทั้ง กระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าเพิ่มเติมจาก 10 สายหลักข้างต้น เช่น สายสีทอง ช่วงกรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน ระยะทาง 1.88 กม. ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และมีความก้าวหน้า งานโยธา ร้อยละ 62.81 งานระบบไฟฟ้าและเดินรถ ร้อยละ 69.97 โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2563 และอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมโครงการ ซึ่งรัฐบาลจะได้ผลักดันเพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร และอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนต่อไป

นอกจากโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลข้างต้นแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในหัวเมืองหลักในภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีโครงการรถไฟฟ้าในเมืองหลัก 6 จังหวัด ได้แก่

  • จังหวัดภูเก็ต เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบาชนิด Tram โครงการระยะแรก ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 41.70 กม.
  • จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) โครงการนำร่องสายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์ – แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 12.54 กม.
  • จังหวัดนครราชสีมา เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา LRT โครงการนำร่องสายสีเขียว ช่วงตลาดเซฟวัน–สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ ระยะทาง 11.17 กม.
  • จังหวัดขอนแก่น เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา LRT โครงการนำร่องสายสีแดง สำราญ-ท่าพระ ระยะทาง 22.8 กม.
  • จังหวัดพิษณุโลก รูปแบบรถรางล้อยาง (Auto Tram) โครงการนำร่องสายสีแดง ช่วง ม.พิษณุโลก – หมู่บ้านพิษณุโลกเมืองใหม่ ระยะทาง 12.60 กม.
  • จังหวัดสงขลา เป็นรถไฟฟ้า Monorail เส้นทางคลองหวะ-สถานีรถตู้ ระยะทาง 12.54 กม.

การดำเนินการทั้งหมดข้างต้น รัฐบาลมีจุดประสงค์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน แก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เกิดการเชื่อมต่อ นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงแหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะในภูมิภาค ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

 


1  ข้อมูลจาก https://data.worldbank.org/country/thailand

2 ข้อมูลเผยแพร่ล่าสุด ณ ก.ย. 62 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=9359

22 เมษายน 2563/ 196 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

9 ตุลาคม 2563/ 158 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

9 ตุลาคม 2563/ 13 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

14 พฤษภาคม 2563/ 193 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

22 เมษายน 2563/ 221 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

19 มิถุนายน 2563/ 83 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

23 มิถุนายน 2563/ 198 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

30 กรกฎาคม 2563/ 63 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที