ไทยติดหนึ่งในสิบประเทศที่ต่างชาติเล็งมาเที่ยวหลังโควิด

ใจความสำคัญ

  • ข้อมูลจาก Skyscanner ซึ่งเป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ให้บริการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักชื่อดังของโลกเผยว่า ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่นักท่องเที่ยวจองเที่ยวบินเพื่อเดินทางมาพักผ่อนมากที่สุด โดยมียอดจองเที่ยวบินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 69 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการคาดการณ์ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 จะคลี่คลายลงในช่วงเดือนพฤษภาคม ศกนี้
  • เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564 คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้เห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศไทย โดยหากฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว จะกักตัวเพียง 7 วัน โดย 3 วันแรกอยู่แต่ในห้องพัก อีก 4 วันจะสามารถใช้บริการสันทนาการต่าง ๆ ภายในบริเวณโรงแรมได้ และหากยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จะลดระยะเวลาการกักตัวเหลือเพียง 10 วัน โดย 5 วันแรกอยู่แต่ในห้องพัก และอีก 5 วันออกนอกห้องพักได้ โดยทั้งสองกรณีต้องอยู่ในบริเวณโรงแรมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังจะอนุญาตให้สั่งอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกมารับประทานในโรงแรมได้อีกด้วย โดยขึ้นอยู่กับบริการของโรงแรมนั้น ๆ หาก ศบค. เห็นชอบ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป
  • สำหรับชาวไทยที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว รัฐบาลเตรียมมอบ “วัคซีนพาสปอร์ต” ให้เพื่อใช้ในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยจะดำเนินการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ เพื่อการยอมรับวัคซีนพาสปอร์ตระหว่างกันเป็นรายประเทศ ในระหว่างที่รอองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organisation (WHO) กำหนดมาตรฐานกลางของวัคซีนพาสปอร์ต

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นรายได้หลักของประเทศไทยมาโดยตลอด แต่หลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉลี่ยสูงถึงปีละ 40 ล้านคน เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยเหลือเพียงประมาณ 6 ล้านคน ทำให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปถึง 2 แสนล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ประเทศไทยเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อเริ่มมีการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งคาดว่า จะช่วยให้อัตราการติดเชื้อทั่วโลกค่อย ๆ ลดลง ทำให้สามารถผ่อนคลายมาตรการกักตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถกลับมาเปิดการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้อย่างเสรีเหมือนก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ในที่สุด เมื่อใดที่ประเทศไทยสามารถเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกครั้งโดยไม่ต้องมีการกักตัว ก็จะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการของประเทศได้โดยเร็ว

วัคซีนพาสปอร์ต เพื่อการเดินทางที่สะดวกขึ้นของคนไทย

นอกจากข่าวดีเรื่องการเริ่มฉีดวัคซีนในประเทศไทยแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาจัดทำ วัคซีนพาสปอร์ตให้คนไทยที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสแล้ว โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งเจรจากับประเทศต่าง ๆ เป็นรายประเทศ เพื่อให้มีการยอมรับวัคซีนพาสปอร์ตระหว่างกัน และให้ประชาชนไทยสามารถเดินทางเข้าออกประเทศคู่เจรจาได้โดยสะดวกและไม่มีการกักตัวทั้งสองฝ่าย

สาเหตุที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเจรจาในเรื่องนี้เป็นรายประเทศ เป็นเพราะขณะนี้ยังไม่มีการจัดทำวัคซีนพาสปอร์ตที่เป็นมาตรฐานสากล โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานของวัคซีนพาสปอร์ตของโรคต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น ไข้เหลือง ยังมีท่าทีไม่สนับสนุนการใช้วัคซีนพาสปอร์ตสากลสำหรับโรคโควิด – 19 เพื่อใช้ในการอนุญาต จำกัด หรือห้ามทำกิจกรรมบางประเภท เช่น การเดินทาง แต่ WHO อยู่ระหว่างการพัฒนาประกาศนียบัตรดิจิทัลสำหรับติดตามสถานะการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อใช้ประโยชน์ด้านสาธารณสุข

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มีนาคม WHO ได้แถลงท่าทีไม่สนับสนุนกรณีที่หลายประเทศประกาศจะเริ่มใช้วัคซีนพาสปอร์ตหรือระบบใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะทำได้ยากในทางปฏิบัติแล้ว ยังขาดจริยธรรมด้วย เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 ทุกยี่ห้อที่ใช้อยู่ขณะนี้เป็นการอนุญาตให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรคระบาดร้ายแรง มิใช่เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ และยังไม่มีผลการทดสอบประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง และระยะเวลาที่จะมีผลป้องกันโรคในระยะยาว ตลอดจนมีหลายยี่ห้อที่มีผลต่างกันอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถรับประกันประสิทธิภาพของแต่ละยี่ห้อได้ นอกจากนี้ ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนเพียงพอสำหรับคนทั้งโลกในราคาที่เหมาะสมและทุกคนยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียม ดังนั้น WHO จึงเห็นว่า การกำหนดการฉีดวัคซีนเป็นเงื่อนไขในการเดินทาง จะเป็นการเลือกประติบัติต่อบุคคลหลายกลุ่ม เช่น ผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ ผู้ที่ยังไม่สามารถฉีดวัคซีนได้ด้วยเงื่อนไขทางอายุ (กลุ่มคนสูงอายุและเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี) และปัญหาสุขภาพ รวมไปถึงผู้ที่เลือกที่จะไม่ฉีดด้วยตนเองเนื่องจากยังไม่เชื่อมั่นในวัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้

ไทยยังติด TOP 10 ประเทศที่ต่างชาติอยากมามากที่สุด

ล่าสุด มีข่าวที่น่ายินดีสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทย คือ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Skyscanner (สกายสแกนเนอร์) ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชันค้นหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยวชื่อดังของโลก ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วเครื่องบิน หาโปรโมชันเด็ด โรงแรมที่พัก รถเช่าออนไลน์ หรือแพ็คเกจท่องเที่ยวทั่วโลกได้เปิดเผยข้อมูลยอดจองเที่ยวบินที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 69 โดยเฉพาะเมื่อผู้นำอังกฤษ นายบอริส จอห์นสัน ประกาศว่า การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังวันที่ 17 พฤษภาคม ศกนี้ เนื่องจากผู้คนเริ่มได้รับวัคซีนโควิด-19 ไปจำนวนหนึ่ง จึงมีความมั่นใจที่จะออกมาท่องเที่ยวมากขึ้น หลังต้องอยู่ภายใต้มาตรการปิดประเทศมาเป็นเวลานาน สำหรับจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้จองตั๋วเดินทางไว้แล้วเป็นอันดับต้น ๆ นั้น พบว่า ประเทศไทยติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่ นักท่องเที่ยวเลือกปักหมุดแรกและตั้งใจที่จะมาเยือนหลังวิกฤตโรคโควิด-19 คลี่คลาย ส่วนอันดับ 1 ถึง 9 ได้แก่ สเปน ปากีสถาน สหรัฐฯ กรีซ อินเดีย ตุรกี อิตาลี อังกฤษ และโปรตุเกส

ข้อมูลของสกายสแกนเนอร์สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า มนต์เสน่ห์ของประเทศไทยยังไม่เสื่อมคลาย โดยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมาเยี่ยมเยือน

ประเทศไทยไม่เคยปิดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563

รัฐบาลตระหนักดีว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากที่สุด จึงไม่ได้ออกมาตรการเข้มข้นดังที่มีการประกาศใช้ในหลายประเทศ คือ การห้ามนักท่องเที่ยวเข้าประเทศอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้าม รัฐบาลไทยได้ทยอยออกมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ย่อหย่อนในเรื่องมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ตัวอย่างของมาตรการที่รัฐบาลได้ทยอยประกาศใช้แล้ว คือ

1. เปิดให้วีซ่าท่องเที่ยวสำหรับประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 และเปิดให้วีซ่าทุกประเภทและการยกเว้นวีซ่าสำหรับทุกประเทศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 โดยทุกคนต้องกักตัว 14 วันในโรงแรมที่พักอย่างเข้มงวด

2. ออกมาตรการพิเศษสำหรับกลุ่มนักกอล์ฟ โดยเปิดให้มี Golf Quarantine และ ล่าสุด เมื่อต้นเดือนมีนาคม ศกนี้ ได้เปิด Villa Quarantine เพื่อให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยกัน สามารถพักด้วยกันได้ในโรงแรม ALQ ที่ให้บริการแบบวิลล่าในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น จ.ภูเก็ต เป็นต้น

3. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้เห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีก ดังนี้

–  หากฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว จะกักตัวแค่ 7 วัน โดย 3 วันแรกอยู่แต่ในห้องพัก อีก 4 วันออกมาใช้บริการสันทนาการต่าง ๆ ของโรงแรมได้ โดยต้องฉีดวัคซีนไม่ต่ำกว่า 14 วัน และไม่นานเกิน 3 เดือน

– หากยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จะกักตัวเพียง 10 วัน โดย 5 วันแรกอยู่แต่ในห้องพัก และอีก 5 วันออกนอกห้องพักได้ โดยทั้งสองกรณี จะต้องอยู่ในบริเวณโรงแรมเท่านั้น และจะมีการตรวจเชื้อเป็นระยะตามความจำเป็น นอกจากนี้ ยังจะอนุญาตให้สั่งอาหารและเครื่องดื่มจากภายนอกมารับประทานในโรงแรมได้อีกด้วย โดยขึ้นอยู่กับบริการของโรงแรมนั้น ๆ ทั้งนี้ มีกำหนดจะเสนอให้ ศบค.พิจารณาอนุมัติในวันที่ 19 มีนาคม 2564 และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ หากมาตรการการลดระยะเวลากักตัวในข้างต้นเป็นไปได้ด้วยดี รวมทั้งการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไทยเป็นไปตามแผน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวผู้ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดส เดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว โดยกำหนดไว้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เพื่อรับนักท่องเที่ยวที่ประสงค์เดินทางมาประเทศไทยในฤดูการท่องเที่ยวช่วงปลายปี

ยิ่งไปกว่านั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สั่งการให้สำนักงาน ททท. ทั้ง 29 แห่งทั่วโลกเร่งทำตลาดเชิงรุก โดยจะเริ่มขายแพ็คเกจท่องเที่ยวไทยตั้งแต่เดือน มีนาคม-เมษายนนี้ เพื่อรองรับเทศกาลอีสเตอร์ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของยุโรป เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ไปจนถึงสิ้นปี 2564 โดยตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 10 ล้านคน เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ 500,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ททท. คาดว่า นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรปและอเมริกา จะเดินทางเข้ามาได้ก่อน ส่วนตลาดระยะใกล้ เช่น ประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออก อาจตามมาทีหลัง เนื่องจากรัฐบาลจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงขอความร่วมมือประชาชนในการงดเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเวลานี้ หากไม่มีความจำเป็น  

จากนี้ไป หากคนไทยร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตามแผนของกระทรวงสาธารณสุขในจำนวนที่เพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ รวมทั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกลดลงจากการเร่งฉีดวัคซีน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยที่ซบเซาอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา จะกลับมาสดใสได้อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *