ซ่อม – สร้างเส้นทางสู่ภาคใต้

by Admin

ภาคใต้เป็นภูมิภาคสำคัญของประเทศไทย แต่ละปีสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศในหลายด้าน ทั้งจากอุตสาหกรรมการผลิต การค้าชายแดน การประมง เป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก และการท่องเที่ยว

แต่ทว่าที่ผ่านมา ถนนหนทางลงสู่ภาคใต้ได้รับการพัฒนาไม่มากเท่าที่ควร บางช่วงบางเส้นทางแม้จะมีการปรับปรุงขยายเส้นทางแล้ว แต่ก็ใช้เวลาการก่อสร้างยาวนาน ทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้ประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าระหว่างภาคใต้กับภาคอื่น ๆ ของประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะช่วงถนนพระราม 2 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่ภาคใต้ มีการก่อสร้างอยู่ตลอดเวลา ไม่แล้วเสร็จเต็มรูปแบบเสียที จนได้รับการขนานนามว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร”

อีกจุดคือ ถนนเพชรเกษม ถนนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทาง 1,310.554 กิโลเมตร ในอดีตถนนบางช่วงผุพังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล และมีการซ่อมแซมเพียงบางช่วงถนนเท่านั้น

เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะด้านคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ  การซ่อมแซมถนนสู่ภาคใต้ก็ได้เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มที่อีกครั้ง โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจนสามารถซ่อมแซมถนนได้จนถึงสุดชายแดนใต้

ระหว่างปี 2561-2564 ภาคใต้ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปซ่อมบำรุงทางหลวงถึง 4,519 ล้านบาท สำหรับ 3 สายทางหลัก ได้แก่

1. ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4) ได้รับงบประมาณ 2,901 ล้านบาท

2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 สายสี่แยกปฐมพร–พัทลุง ได้รับงบประมาณ 974 ล้านบาท

3. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 สายคลองแงะ–จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก ได้รับงบประมาณ689 ล้านบาท

นอกจากการซ่อมแซมถนนสายหลักแล้ว รัฐบาลยังได้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายถนน และก่อสร้างทางหลวงสายใหม่เพิ่มเติม เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในเส้นทางลงสู่ภาคใต้ ให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้มอบนโยบายแก่กระทรวงคมนาคม ไปดำเนินการพัฒนาปรับปรุงโครงข่ายทางหลวง ผ่านทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี

ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ได้เร่งขับเคลื่อน 5 โครงการ เพื่อยกระดับเส้นทางสู่ภาคใต้ โดยมีความคืบหน้า ดังนี้

1. โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 35 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ถนนพระราม 2  ตอนทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย กม.9+800 – กม.21+500 ระยะทาง 11.7 กิโลเมตร วงเงิน 2,300 ล้านบาท เพื่อขยายช่องทางจราจร จากเดิมมี 10 ช่องทางไป-กลับ เพิ่มเป็น 14 ช่องทางไป-กลับ ขณะนี้ โครงการนี้สำเร็จไปแล้วร้อยละ 82 โดยได้ปูผิวจราจรแล้วเสร็จทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างสะพานกลับรถ 2 จุด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

2. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์ หมายเลข 82 สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กิโลเมตร  วงเงิน 79,000 ล้านบาท ขณะนี้ โครงการนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาขออนุมัติโครงการในรูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP คาดว่า จะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติได้ภายในปีนี้ จากนั้นจะเริ่มเปิดประมูลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2565 โดยจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปีเพื่อให้แล้วเสร็จในปี 2568

3. เร่งรัดการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ บนถนนพระราม 2 ช่วงบางขุนเทียน ถึงบ้านแพ้ว โดยมีรูปแบบเป็นมอเตอร์เวย์ยกระดับบนถนนพระราม 2 เชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง –วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก โดยจะมีขนาด 6 ช่องจราจร เป็นระบบการเก็บค่าผ่านทางที่ใช้เทคโนโลยี “ระบบ M-Flow” ไร้ไม้กั้น วงเงินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท โดยช่วงบางขุนเทียน-เอกชัยจะแล้วเสร็จในปี 2565 และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดถึงบ้านแพ้วภายในปี 2567

4. โครงการทางหลวงแนวใหม่ เชื่อมต่อสามแยกวังมะนาว-บรรจบทางหลวงหมายเลข 3510
อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ระยะทางรวม 36.8 กิโลเมตร วงเงิน 2,650 ล้านบาท (ยังไม่รวมค่าเวนคืน) ซึ่งเป็นโครงการที่จะดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 

ปัจจุบัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณปี 2564 วงเงิน 40 ล้านบาท เพื่อดำเนินการสำรวจและออกแบบ พร้อมทั้งทบทวนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะเสนอของบประมาณก่อสร้าง ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2565 (โดยประมาณ) เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จนั้น จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการจราจรบนถนนหมายเลข 4 และบริเวณแยกวังมะนาว รวมถึงจะเป็นทางหลวงอีกเส้นหนึ่งที่ประชาชนจะสามารถใช้เดินทางลงสู่ภาคใต้ด้วย โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2568

5. โครงการปรับปรุงก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (สะพานสิริลักขณ์) ที่ตัดผ่านเมืองราชบุรี วงเงิน 700 ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณปี 2564 เพื่อสำรวจ ออกแบบและศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะดำเนินงานก่อสร้างในปี 2566 และแล้วเสร็จในปี 2568

อย่างไรก็ดี โดยที่ปัจจุบันตัวสะพานสิริลักขณ์มีสภาพทรุดโทรม มีการใช้งานมากว่า 65 ปีแล้ว อีกทั้งมีขนาด 4 ช่องจราจร ไป-กลับ ทำให้รองรับปริมาณการจราจรได้ไม่เพียงพอ จึงมีแผนจะปรับปรุงเป็นสะพานขนาด 6 ช่องจราจรไป-กลับ ความยาวสะพานข้างละ 267 เมตร โดยจะสร้างสะพาน 6 ช่องจราจรดังกล่าวข้างสะพานเดิม เพื่อไม่ให้กระทบการจราจรระหว่างการก่อสร้าง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนก่อสร้างมอเตอร์เวย์ช่วงหาดใหญ่ – ชายแดนไทย-มาเลเซีย (ด่านสะเดา) ระยะทาง 71 กิโลเมตร วงเงิน 40,620 ล้านบาท มีรูปแบบการลงทุนในลักษณะ PPP โดยได้ออกแบบรายละเอียดเสร็จแล้ว รวมทั้งรายงาน EIA ก็ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งนี้ คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ในปี 2565-2566 โดยประมาณ

เมื่อโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ช่วงหาดใหญ่ – ชายแดนไทย-มาเลเซียแล้วเสร็จ จะช่วยให้การเดินทางระหว่างตัวเมืองหาดใหญ่กับด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีความสะดวกรวดเร็ว เพิ่มศักยภาพด้านคมนาคมขนส่งของภาคใต้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยด้วย

ภายหลังจากที่ทั้งห้าโครงการก่อสร้างที่กล่าวถึงข้างต้นแล้วเสร็จตามแผน แน่นอนว่า จะทำให้การสัญจรสู่ภาคใต้สะดวกมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ประชาชนคงไม่ต้องทนเห็นภาพการซ่อมแซมปรับปรุงถนนครั้งแล้วครั้งเล่าและแต่ละครั้งต้องใช้เวลายาวนานอีกต่อไป

You may also like