รถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง เหนือ – อีสาน

by Admin

“รถไฟทางคู่” เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยจะทำให้สามารถเดินรถสวนทางกันได้โดยไม่ต้องสับหลีก ทำให้เพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสำหรับทั้งประชาชนและสินค้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม

รัฐบาล คสช. ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ได้บรรจุโครงการพัฒนาระบบรางไว้ในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 และในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยได้เร่งรัดการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่หลายเส้นทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายประชาชนและสินค้า เนื่องจากเล็งเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

แผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 เฟส โดยเฟสที่ 1 มีจำนวน 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 993 กิโลเมตร สร้างเสร็จและเปิดให้บริการไปแล้ว 2 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมทางฉะเชิงเทรา-ชุมทางคลองสิบเก้า-ชุมทางแก่งคอย และช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ส่วนอีก 5 เส้นทางที่ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564  และอีกสี่เส้นทางคือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ  ช่วงนครปฐม-หัวหิน  ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ และช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566

ส่วนเฟสที่ 2 มีทั้งหมด 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,483 กิโลเมตร ได้แก่  ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย  ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ  ช่วงขอนแก่น-หนองคาย  ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี  ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี  ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

โดยในเฟสที่ 2  มีอยู่ 2 เส้นทางที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเชื่อมต่อกับ สปป.ลาว ส่งผลดีต่อการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชน อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างดี ได้แก่

1. เส้นทางขอนแก่น – หนองคาย ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟของ สปป.ลาว ซึ่งเชื่อมต่อกับทางรถไฟของจีน ทำให้เส้นทางนี้สามารถเชื่อมโยงระบบ
โลจิสติกส์จากจีนเข้ามายังลาวและไทย จนลงมาถึงแหลมฉบังได้ ทั้งนี้ เส้นทางนี้เตรียมเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2564

การศึกษาโครงการในเบื้องต้นพบว่า มีความคุ้มค่าทางการลงทุน โดยประมาณการปริมาณการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึง 12ล้านตันต่อปีในปี 2580 และมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 19%

รายละเอียดของโครงการมีจุดเริ่มต้นที่ กม.453+955 ต่อจากรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และไปสิ้นสุดโครงการที่หนองคาย โดยมีสถานีทั้งหมด 14 สถานี ระยะทางรวม 167 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 25,842 ล้านบาท ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทำการศึกษา ออกแบบ และผ่านการพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ไปแล้ว โดยจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในเร็ว ๆ นี้

2. เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งปัจจุบัน แม้จะยังไม่เริ่มก่อสร้าง แต่ได้มีการวางเป้าหมายไว้แล้วว่า เส้นทางนี้จะต้องนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าภาคเหนือ รวมถึงรองรับศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ โดยเป็นการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ จากไทยไป สปป.ลาว จีน และเวียดนาม

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่ปี 2503 ที่เริ่มศึกษาความเหมาะสม และสำรวจพื้นที่ ต่อมาเมื่อปี 2512 จนถึงปี 2553-2554 จึงเริ่มศึกษาระบบรถไฟแบบทางคู่ ก่อนจะออกแบบเส้นทางจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2555  จนถึงปี 2561 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้มีมติอนุมัติให้ก่อสร้างเส้นทางดังกล่าว

รถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ มีระยะทาง 323 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้างจำนวน 72,921 ล้านบาท มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่สถานีเด่นชัย จ.แพร่ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือผ่านลำปาง พะเยา เชียงราย รวม 26 สถานี ก่อนไปสิ้นสุดที่ด่านพรมแดนเชียงของ จ.เชียงราย

สำหรับสัญญาการก่อสร้าง ได้แบ่งออกเป็น 3 สัญญา มีอุโมงค์รถไฟ 4 อุโมงค์ ระยะทางประมาณ 13.90 กิโลเมตร มีถนนยกข้ามทางรถไฟจำนวน 40 แห่ง มีถนนลอดใต้ทางรถไฟ 102 แห่ง ก่อสร้างรั้วตลอด 2 ข้างทางแนวรถไฟ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการให้บริการ ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารและสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะเปิดให้ประกวดราคาภายในปี 2564 และตามแผนเดิมจะก่อสร้างได้แล้วเสร็จในปี 2568-2569

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเวนคืนที่ดิน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย จำนวน 9.6 พันไร่ โดยมีประมาณการจ่ายเวนคืน 1 หมื่นล้าน สำหรับการเตรียมการก่อสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ โดยคาดว่าจะใช้เวลาสำรวจพื้นที่ 18 เดือน

อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณไปรับมือกับการระบาดและฟื้นฟูเศรษฐกิจ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงได้ขอให้ รฟท. ทบทวนความเร่งด่วนของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เฟส 2  โดยเลือกดำเนินโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับภาระด้านการคลังของรัฐบาลในขณะนี้

รฟท. จึงได้เลือกที่จะดำเนินและสานต่อโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางขอนแก่น – หนองคาย เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ และจำเป็นต้องเร่งรัดเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนโครงการอื่น ๆ แม้จะยังไม่เริ่มก่อสร้างในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็มีความคืบหน้าด้านการเตรียมการอย่างต่อเนื่อง  โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อสถานการณ์วิกฤตโรคโควิด-19 ผ่านพ้นไป โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่าง ๆ จะกลับมาดำเนินต่อได้อีกครั้ง และเมื่อแล้วเสร็จตามแผน ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศไทยเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงอย่างแน่นอน

You may also like