รถไฟ – รถไฟฟ้า เชื่อมต่อการเดินทาง

by Admin

ในอดีตกรุงเทพมหานคร เคยถูกขนานนามว่า “เมืองหลวงแห่งรถติด” เพราะมีปัญหารถติดมากจนถูกจัดให้เป็นอันดับต้น ๆของโลก รัฐบาลทุกยุคสมัยพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด และเริ่มมีการนำระบบราง หรือรถไฟฟ้ามาใช้  จนนำมาสู่โครงการต่อยอดเรื่อยมาอีกหลายโครงการ เพื่อให้สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล

ณ วันนี้ กล่าวได้ว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าด้านการคมนาคมขนส่งทางรางไปแล้วอย่างมาก หลายโครงการแม้จะยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการแต่ก็จัดได้ว่า มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่หลายโครงการได้เริ่มเปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการแล้ว

เริ่มต้นที่ความคืบหน้าการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจงานไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของตัวอาคารที่ทั้งใหญ่โตและงดงามนั้นมีความคืบหน้าไปถึง 99 %  งานระบบควบคุมคืบหน้าไปแล้ว 89 %  คาดว่าจะเปิดบริการให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 หลังจากใช้เวลาก่อสร้างเป็นเวลาร่วม 8 ปี บนพื้นที่กว่า 487 ไร่

เมื่อแล้วเสร็จ สถานีกลางบางซื่อจะเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมระบบรางแห่งใหม่ที่ทันสมัยที่สุดของประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียน ล้มแชมป์เก่าอย่าง “สถานี KL Sentral” ของประเทศมาเลเซียลงได้

นอกจากสถานีกลางบางซื่อจะเชื่อมโยงการคมนาคมไปยังทุกภาคของประเทศไทยแล้ว ยังจะเชื่อมโยงการเดินทางต่อเนื่องทั้งระบบ ทั้งทางราง ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศอีกด้วย

“ทางราง” เชื่อมกับรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน รถไฟชานเมืองสายสีแดง รถไฟทางไกล และรถไฟความเร็วสูง

“ทางบก” เชื่อมกับทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกตะวันตก และทางยกระดับอุตราภิมุข (โทลล์เวย์)

“ทางน้ำ” สามารถนั่งรถไฟฟ้า MRTสายสีน้ำเงิน ไปลงสถานีบางโพ ก่อนเชื่อมต่อไปยังท่าเรือบางโพ และบริการเรือด่วนเจ้าพระยา

“ทางอากาศ” สถานีกลางบางซื่อ จะเป็นจุดจอดของสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา

อ่านรายละเอียดทั้งหมดของสถานีกลางบางซื่อได้ที่ www.pmdu.go.th/bangsue-main-station-to-asian

การก่อสร้างรถไฟก็เป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าที่สำคัญ เริ่มกันที่รถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และได้เดินรถทดสอบระบบเป็นที่เรียบร้อย ยังคงเหลือเพียงงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ซึ่งมีความก้าวหน้า 89.10%  หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิตจะเปิดทดลองใช้ในเดือนกรกฎาคม และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้

สำหรับการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กิโลเมตร นั้น ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2555 แต่กำลังรอการติดตั้งระบบเดินรถที่  รฟท. นำไปรวมกับช่วงบางซื่อ-รังสิต

ทั้งหมดนี้ จะทำให้รถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน มีสถานีรวมทั้งสิ้น 13 สถานี ระยะทางรวมประมาณ 38 กิโลเมตร วิ่งเชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือไปยังฝั่งตะวันตก ขนส่งผู้โดยสารที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชานเมืองเข้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยระบบรางที่รวดเร็ว ถือเป็นการช่วยทำให้ระบบขนส่งมวลชนทางรางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ จะช่วยลดปัญหารถติดบนท้องถนนด้วย

สำหรับอัตราค่าโดยสาร เบื้องต้น รฟท.จะกำหนดตามมาตรฐาน โดยมีราคาค่าแรกเข้าอยู่ที่ 15 บาท และจะปรับเพิ่มขึ้นตามระยะทาง ทั้งนี้ เมื่อเปิดให้บริการแล้ว คาดว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณ 86,000 คน/วัน

ต่อกันด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว ที่ได้ฤกษ์เปิดให้บริการครบทุกสถานีไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 โดยเปิดช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต เพิ่มอีก 7 สถานี ซึ่งถือเป็นส่วนสุดท้ายของโครงการ ประกอบไปด้วย สถานีพหลโยธิน 59 (N18) สถานีสายหยุด (N19) สถานีสะพานใหม่ (N20) สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช (N21) สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ (N22) สถานีแยกคปอ. (N23) และสถานีคูคต (N24) ทำให้ในวันนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสสายแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการครบแล้วทั้ง 59 สถานี รวมระยะทางกว่า 66.7 กิโลเมตร หลังจากใช้เวลาก่อสร้างมายาวนานถึง 21 ปีนับตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการช่วงหมอชิต – อ่อนนุชเป็นช่วงแรก เมื่อปี 2542

การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียวครบทุกเส้นทาง ทำให้ประชาชนใน 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ และปทุมธานี สามารถเดินทางถึงกันได้อย่างไร้รอยต่อ รวดเร็ว และปลอดภัย อีกทั้งยังสามารถบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรอบเส้นทางรถไฟฟ้า และรองรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนในอนาคต

ปิดท้ายด้วยรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1 รถไฟฟ้าที่มีระยะสั้นที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางเพียง 1.8 กิโลเมตร มีสถานีจำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีกรุงธนบุรี สถานีเจริญนคร และสถานีคลองสาน ซึ่งได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 รถไฟฟ้าสายสีทองเป็นรถไฟฟ้าขนาดรองแบบรางเดี่ยว (โมโนเรล) ที่มีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารจากเขตคลองสานและเขตธนบุรีเข้าสู่รถไฟฟ้าสายหลัก โดยรัฐบาล คสช. ได้อนุมัติการก่อสร้างรถไฟฟาสายนี้เมื่อปี 2560 ภายหลังจากที่ย่านนี้มีการเติบโตด้านการค้าและมีการลงทุนโครงการต่าง ๆ จนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของฝั่งธนบุรี

รถไฟฟ้าสายสีทอง จะช่วยเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนทั้งทางรถยนต์ ราง และเรือ โดยเชื่อมกับรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีลมที่สถานีกรุงธนบุรี และในอนาคตจะเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ที่สถานีประชาธิปก และรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงหัวลำโพง-มหาชัย ที่สถานีคลองสาน อีกทั้งเชื่อมการเดินทางทางน้ำ สำหรับประชาชนที่ใช้บริการเรือข้ามฟาก และเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ท่าเรือคลองสานและท่าเรือไอคอนสยาม

สำหรับรายละเอียดของขบวนรถ เป็นรถไฟฟ้ารุ่น Bombardier Innovia  APM 300 จำนวน 3 ขบวน ขบวนละ 2 ตู้ ความจุผู้โดยสาร 138 คน/ตู้ มีที่จอดรถเข็นสำหรับผู้พิการตู้ละ1 คัน มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นรถไฟฟ้าระบบไร้คนขับสายแรกของประเทศไทย และเป็นรถไฟฟ้าที่ใช้ล้อยาง สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดว่า จะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 42,000 คนต่อวัน โดยมีความถี่ของการเดินรถในช่วงเวลาเร่งด่วน 5-6 นาที และเปิดให้บริการเวลา 06.00-24.00 น.

รถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1 สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สถานีคลองสาน ได้เปิดให้บริการฟรีเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2563 – 15 มกราคม 2564 ขณะนี้เริ่มเก็บค่าโดยสารแล้วแต่อยู่ในอัตราค่าใช้บริการแบบคงที่ที่ 15 บาทตลอดสาย ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 เป็นต้นมา

ในอนาคตจะมีการก่อสร้างงระยะที่ 2 เพิ่มเติมอีก 0.9 กิโลเมตร ตามแนวถนนสมเด็จเจ้าพระยา ผ่านสถาบันจิตเวชศาสตร์ฯ โรงเรียนจันทรวิทยา และสิ้นสุดแถวที่วัดอนงคารามวรวิหาร หรือ สถานีประชาธิปก

การที่โครงการรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เปิดเพิ่มอีก 2 ช่วงนี้ ทำให้เวลานี้ประเทศไทยมีรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้วรวมเป็นระยะทาง 168 กิโลเมตร จากระยะทางทั้งหมดในแผนแม่บทรถไฟฟ้า 560 กิโลเมตร

โดยระยะทาง 168 กิโลเมตร และสถานีทั้งหมด 126 สถานี แบ่งเป็น

1. สีเขียว  – ระยะทาง 66.7 กิโลเมตร จำนวนสถานี 59 สถานี  

2. สายสีน้ำเงิน – ระยะทาง 48 กิโลเมตร จำนวนสถานี 40 สถานี

3. แอร์พอร์ตลิงก์ – ระยะทาง 28.5 กิโลเมตร จำนวนสถานี  8 สถานี

4. สายสีม่วง – ระยะทาง 23 กิโลเมตร จำนวนสถานี 16 สถานี

5. สายสีทอง – ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร จำนวนสถานี   3 สถานี

จะเห็นได้ว่า ในระยะเวลา 6 ปี ที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ ตั้งแต่รัฐบาล คสช. จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ได้เร่งรัดให้การก่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จไปแล้วถึง 81 กิโลเมตร ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การลงนามสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระหว่างกรุงเทพมหานครกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2535 ถึงปี 2557 รวมระยะเวลา 22 ปี พบว่า มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จไปเพียง 87 กิโลเมตร

ขอบคุณภาพจาก FB ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

เมื่อวันที่ 15 และ 16 ธันวาคม 2563 พลเอกประยุทธ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าทั้งการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การทดสอบรถไฟชานเมืองสายสีแดง และเป็นประธานเปิดการเดินรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายในข้างต้น โดยนายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่โครงการต่าง ๆ มีความคืบหน้า และยืนยันว่า รัฐบาลจะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยให้ขยายออกไปไกลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางเอาไว้

You may also like