เมืองไทยในวันหน้า ต้องดีกว่าวันนี้

เมืองไทยวันนี้, 28 ตุลาคม 2563

ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกและการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีการติดเชื้อกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมนุษยชาติ โรคร้ายที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันนี้ บังคับให้คนในสังคมต้องปรับพฤติกรรมเพื่อความอยู่รอด หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง บ้างต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน บ้างปรับลดขนาด ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงกับรายได้ของประชาชน ทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น และกระทบปากท้องพี่น้องประชาชนคนไทยจนหลาย ๆ คนตั้งคำถามว่า เมืองไทยวันนี้ดีขึ้นจากอดีตจริงหรือ และรัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำอะไรให้ประชาชนบ้าง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามบอกประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ไทยกำลังเดินหน้า ก้าวไกล แกร่งกล้า และยั่งยืน ท่ามกลางความกังขาของประชาชนว่า รัฐบาลปกปิดข้อมูลหรือไม่ ทำไมชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจึงรู้สึกว่าลำบากและอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

คนไทย ในฐานะเจ้าของประเทศ สามารถตั้งคำถามในลักษณะนี้ได้ แต่พึงระลึกเสมอว่า คนในครอบครัวจะรู้สึกถึงปัญหาต่าง ๆ ในบ้านตัวเองได้มากกว่าบุคคลภายนอก ซึ่งไม่แปลก เพราะเป็นบ้านที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันจนเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่การมองภาพที่แท้จริง บางครั้งอาจต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ หรือให้คนนอกมองเข้ามา เพื่อให้เห็นภาพที่ทั้งสองด้าน ซึ่งจะสะท้อนความจริงได้สมบูรณ์ขึ้น

ประเทศไทยในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก และในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จะต่างจากวันนี้ และจากมุมมองของคนนอก มองเข้ามาที่บ้านเรา แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไทยกำลังก้าวหน้าอย่างมั่นคง และมีความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ ด้านการทำธุรกิจในไทย การสาธารณสุข การเมืองการปกครอง หรือคุณภาพชีวิตโดยรวม

การดึงดูดการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นแรกที่ประชาชนคนไทยสงสัยกันเป็นอย่างมากคือเรื่องเศรษฐกิจไทย หรือพูดกันง่าย ๆ ว่าประเด็นปากท้องนั่นเอง และในปี 2020 คงต้องยอมรับว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง โดย“เศรษฐกิจไทยปี2563 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -8.5 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -9.0 ถึง -8.0) จากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.4 ต่อปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักหดตัวลง

ไทยได้มีมาตรการที่เข้มแข็งในการช่วยเยียวยาเศรษฐกิจในช่วงที่ยากลำบากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยซึ่งใช้ไป 15 เปอร์เซ็นต์ของ GDP จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากและสร้างพื้นฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต ไทยได้จัดเตรียมงบประมาณ 9 ล้านล้านบาทเพื่อบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19
ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากเป็นประวัติศาสตร์และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจประชาชนเป็นลำดับแรก

ความหวังของคนไทยในเวลานี้คือ รัฐบาลที่มุ่งหน้าสร้างพื้นฐานทางการค้าและการลงทุนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยนักลงทุนต่างชาติมองเห็นถึงความแข็งแกร่งของไทย โดย Wharton School of the University of Pennsylvania หนึ่งในมหาวิทยาลัยธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก ได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นการทำธุรกิจเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ในปี 2562 นอกจากนี้ US News & World Report ได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นการทำธุรกิจในปี 2563 และ US News ยังได้จัดให้ไทยเป็นประเทศลำดับ 2 ที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2563

( ติดตามลิงค์ www.pmdu.go.th/thailand-best-start-a-business/ )

ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรระดับโลกเช่น ธนาคารโลก ยังได้จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่ายที่สุดเป็นลำดับ 21 ของโลกจากทั้งหมด 190 ประเทศ และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้จัดให้ไทยเป็นประเทศลำดับที่ 29 จาก 63 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด

( ติดตามลิงค์ www.pmdu.go.th/ease-of-doing-business-rank-up-to-21/ )

โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มองไปข้างและประชาชนมีความสุขเชิงเศรษฐกิจที่สุดในโลก
ประเทศไทยยังมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มองไปข้างและพร้อมรับนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศผลการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government Development Index : EGDI ) โดยจัดอันดับประเทศไทยขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 57 จากอันดับที่ 73 ในปี 2561 โดยขยับขึ้นถึง 16 อันดับ จาก 193 ประเทศ ยกระดับขึ้นจากประเทศในกลุ่มที่มีการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระดับสูง มาอยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนาในระดับสูงมาก ข้อมูลนี้ ได้รับการสนับสนุนโดยการจัดอันดับในดัชนีนวัตกรรมของโลกที่จัดทำโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization : WIPO) ซึ่งในปี 2562 ให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 43 จากทั้งหมด 129 ประเทศ โดยไทยเป็นลำดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ซึ่งมีทั้งหมด 34 ประเทศ

ในการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจสำหรับอนาคต ไทยเป็นประเทศที่มีความเชื่อมโยงด้านดิจิทัลลำดับ 25 ของโลก และลำดับที่ 3 ในอาเซียน (DHL Global Connectedness Index) มีผู้ใช้การทำธุรกรรมธนาคารผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่มากที่สุดในโลก (Global Digital Report 2019) และอัตราการเจริญเติบโตด้าน e-commerce ที่สูงที่สุดในอาเซียน ASEAN (Electronic Transactions Development Agency – ETDA)
นอกจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีและดึงดูดการลงทุนแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะไม่ทราบว่า ไทยได้รับการจัดอันดับจากสำนักพิมพ์บลูมส์เบิร์กกว่า เป็นประเทศที่ทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก หรือเรียกอีกอย่างว่า ประเทศมีความสุขเชิงเศรษฐกิจที่สุดในโลกเป็นเวลาถึง 5 ปีติดต่อกัน โดยการจัดอันดับดังกล่าว วัดจากตัวเลขคนว่างงานและเงินเฟ้อของไทย ที่ต่ำที่สุดในโลก ซึ่งแม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่สะท้อนถึงระดับความพัฒนา แต่ก็เห็นว่า แม้คนไทยจะไม่ร่ำรวย ทว่าจำนวนคนตกงานก็มีน้อย และข้าวปลาอาหารไม่แพงและสามารถกินอิ่มอร่อยได้ในราคาประหยัด ต่างกับหลาย ๆ ประเทศที่เงินเดือนสูง แต่คนตกงานมีมากกว่า ราคาอาหารแต่ละมื้อ และค่าครองชีพประจำวันที่แสนแพง ทำให้ทุกข์ยากแม้จะมีรายได้มากก็ตาม
ระบบสาธารณสุขที่ดีเยี่ยม

(ติดตามลิงค์ www.pmdu.go.th/bloomberg-admires-thai-volunteer/ )

การรับมือกับไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนเท่านั้น แต่ยังมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง โดยรัฐบาลได้เตรียมการเรื่องการสร้างระบบสาธารณสุขมาเป็นเวลานาน ภายใต้แผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี (พ.ศ. 2561 – 2580) โดยมีแผนย่อย ที่เน้นการพัฒนา สร้างระบบรับมือ และปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลคือ คนไทยนอกจากมีความเป็นอยู่ดีแล้ว ยังมีระบบสาธารณสุขที่ดีอีกด้วย โดยการจัดอันดับ Global Health Security (GHS) Index 2019

( ติดตามลิงค์ www.pmdu.go.th/thailand-rank-1st-for-best-covid-19-recover/ )

ล่าสุดของมหาวิทยาลัย John Hopkins ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้จัดให้ไทยเป็นอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ ที่มีผลงานอย่างชัดเจนในเรื่องความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยไทยเป็นประเทศลำดับที่ 1 ของเอเชีย และเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียว ที่อยู่ใน 10 ลำดับแรกของโลก นอกจากนี้ นิตยสาร CEO WORLD ให้ไทยได้รับการจัดให้เป็นประเทศอันดับที่ 6 ของโลกที่มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลก และนิตยสาร International Medical Travel Journal ให้ไทยเป็นประเทศที่คนจะเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ลำดับ 3 ของโลก

( ติดตามลิงค์ www.pmdu.go.th/thailand-become-medical-hub/ )

การท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นความฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และการจัดอันดับของสำนักต่าง ๆ ทั่วโลกยืนยันว่าไทยยังคงยืนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบและสถานที่ท่องเที่ยวดีที่สุดในโลก
ในปี 2562 MasterCard ได้จัดให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนเดินทางมามากที่สุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีภูเก็ตเป็นอันดับที่ 14 และพัทยาเป็นอันดับที่ 15 นอกจากนี้ ผู้อ่าน Conde Nast Traveler จัดให้ไทยเป็นประเทศอันดับที่ 2 ที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด และ US News จัดให้เป็นประเทศลำดับที่ 10 สำหรับการท่องเที่ยวตามลำพังเพียงคนเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของการท่องเที่ยวในไทย

นิตยสาร Travel+Leisure จัดให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยยังได้จัดให้กรุงเทพเป็นเมืองที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 12 อีกด้วย อีกทั้ง Internations ยังจัดให้ไทยเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อาศัยในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของตน (expatriats) อีก

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแม้คนไทยใฝ่ฝันที่จะท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ยุโรป เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่คนในประเทศเหล่านั้นกลับหวังว่า ซักวันหนึ่งเขาจะได้เดินทางมาเที่ยว กิน และอยู่ในบ้านของเรา ซึ่งหากเราไม่ทราบเรื่องนี้ เราอาจเข้าใจผิดได้ว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่ ทั้ง ๆ ที่คนต่างชาติเห็นตรงกันข้ามกับเรา

ระบบการเมืองการปกครองที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
หน่วยงานวิจัยของสำนักพิมพ์ The Economist หรือ The Economist Intelligence Unit ปรับปรุงลำดับความเป็นประชาธิปไตยให้สูงขึ้น 38 ลำดับ โดยจัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยลำดับที่ 68 จาก 167 ประเทศในผลการจัดอันดับในปี 2562 ซึ่งแม้จะยังไม่สูง แต่รัฐบาลทราบดีว่า ยังมีงานต้องทำอีกเยอะและยังต้องต่อยอดจากความสำเร็จนี้ เนื่องจากสิ่งที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประชาธิปไตยคือการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องไม่เน้นเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่จะต้องมีการจัดสรรรายได้อย่างเท่าเทียมและจะต้องมีการขจัดความยากจนพร้อมกันด้วย

จนวันนี้ ยังไม่เคยมีประเทศใดที่กลับไปสู่การปกครองโดยทหารหลังจากที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) ขึ้นไปสู่ระดับ $8,000 โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของไทยถึงระดับ $7,792 จึงนับว่าใกล้ระดับดังกล่าวมากแล้ว
ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไร รัฐบาลได้พยายามทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนคนไทยทุกคน มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นใจว่าไทยจะเดินทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีความมั่นคง ทั้งนี้ สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคในการทำงาน อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบต่อไป เนื่องจากพัฒนาการด้านประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวโยงกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลได้ประกาศความตั้งใจที่จะรับฟังข้อเสนอของทุกภาคส่วนด้วยความโปร่งใส โดยเลือกใช้แนวคิดซึ่งเหมาะสมกับประเทศซึ่งคำนึงถึงความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประชาชน โดยมีความมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อสร้างความมั่นใจว่าชนรุ่นใหม่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่ารุ่นของเรา เราจะต้องไม่ใช้เครื่องมือของโลกเก่ามารองรับความท้าทายของโลกใหม่

ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น ประเทศไทยวันนี้แตกต่างจากประเทศไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก และประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ย่อมจะก้าวหน้ากว่าประเทศไทยในวันนี้ แต่เราจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ในความเป็นจริง รับทราบวข้อเด่นที่น่าภาคภูมิใจ และยอมรับข้อด้อยของประเทศที่คนไทยทุกคนยังต้องร่วมมือกันปรับปรุง และช่วยกันพัฒนาประเทศด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และสุจริต

28 ตุลาคม 2563/ 44 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ