ไทยสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโควิด 26 ล้านโดส
นำประเทศกลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามจองวัคซีนโควิด-19 ล่วงหน้าล็อตแรกจำนวน 26 ล้านโดส จากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ที่รัฐบาลไทยตกลงร่วมมือในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 โดยไทยจะได้รับสิทธิ์ในการจัดซื้อวัคซีนล็อตแรกจำนวน 26 ล้านโดส ใช้งบประมาณราว 3.7 พันล้านบาท เพื่อแลกกับวัคซีนที่จะเพียงพอต่อประชากรกลุ่มเป้าหมาย 13 ล้านคน โดยคาดว่าประเทศไทยจะได้รับวัคซีนในช่วงกลางปี 2564
  • ผลการทดลองในเบื้องต้นพบว่า วัคซีนวิจัยชนิด AZD1222 ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าร่วมกันพัฒนา มีค่าเฉลี่ยของประสิทธิผลโดยรวมอยู่ที่ 4% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO ที่กำหนดไว้ว่าการจะรับรองคุณภาพวัคซีนโควิด-19 ได้ วัคซีนนั้น ๆ จะต้องมีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า 50%
  • การตัดสินใจครั้งนี้ จะทำให้ไทยเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งจะช่วยลดอัตราการป่วย การเสียชีวิต ช่วยให้สังคมกลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว และลดการสูญเสียเชิงเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท

ในสถานการณ์โลกที่ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต่างฝากความหวังไว้กับวัคซีนป้องกัน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้ให้ความสำคัญในการจัดหาวัคซีนดังกล่าวตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  โดยได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดผลักดันให้ไทยเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รวมทั้งให้ขยายความร่วมมือกับองค์กรและบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อหาทางเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้สุขภาพของประชาชนคนไทยทุกคน ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อทุกภาคส่วนจากโรคระบาด

ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ได้มีมติอนุมัติงบกลางวงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้  โดยแบ่งเป็น  3 แนวทาง ได้แก่

1. การวิจัยและพัฒนาวัคซีนเองภายในประเทศ (รัฐบาลจัดสรรงบประมาณแล้ว 400 ล้านบาท)

2. การทำความร่วมมือวิจัยและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนจากต่างประเทศ (รัฐบาลจัดสรรงบประมาณแล้ว 600 ล้านบาท)

3. การจัดซื้อ จัดหาวัคซีนด้วยการนำเข้าจากผู้ผลิตในต่างประเทศ

ต่อมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ได้มีมติเห็นชอบโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 สำหรับคนไทย ด้วยวิธีการจองล่วงหน้าและการจัดซื้อวัคซีน ในวงเงิน 6,049,723,117 บาท โดยได้มอบหมายให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดทำสัญญาการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้า

และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ได้รับข่าวดี เมื่อกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 จากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตกลงร่วมมือในการพัฒนาและเตรียมจัดซื้อวัคซีน ด้วยวิธีการจองล่วงหน้า ได้มีผลทดลองออกมาในเบื้องต้นและพบว่า วัคซีนวิจัยชนิด AZD1222 ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าร่วมกันพัฒนา มีประสิทธิผลดีกว่าข้อกำหนดของ WHO ต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีการลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้าและสัญญาซื้อวัคซีนจากการจอง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการรับประกันว่าไทยจะได้รับวัคซีนเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก โดยการสั่งซื้อล่วงหน้าในครั้งนี้ จะจัดซื้อวัคซีนล็อตแรกจำนวน 26 ล้านโดส ใช้งบประมาณราว 3.7 พันล้านบาทครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมาย 13 ล้านคน

วัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 จากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า มีสองแบบ โดยการให้วัคซีนแบบแรก คือ ฉีดครึ่งโดส แล้วฉีดตามด้วยอีก 1 โดส ซึ่งหลังจากฉีดครั้งแรก 1 เดือน พบว่า ประสิทธิผลในการป้องกันโรคโควิด-19 สูงถึง 90%  สำหรับการให้วัคซีนแบบที่สอง เป็นการฉีดวัคซีน 1 โดส แล้วฉีดตามอีก 1 โดส หลังจากฉีดครั้งแรก 1 เดือน พบว่า มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคโควิด-19 ที่ 62%

จากการให้วัคซีนทั้ง 2 แบบ พบว่าค่าเฉลี่ยของประสิทธิผลโดยรวมอยู่ที่ 70.4% ในขณะที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้กำหนดมาตรฐานการรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไว้ว่าต้องมีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า 50% เท่านั้น

ผลการทดลองพบว่า วัคซีนตัวนี้มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน AZD1222 ไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง หรือต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล  รวมถึงยังเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ

สำหรับขั้นตอนต่อไป บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า จะนำเสนอผลการทดลองเบื้องต้นที่สมบูรณ์ เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องพิจารณา ก่อนจะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์  ซึ่งเป็นของประเทศไทยเป็นผู้ผลิต โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้นไว้ว่าจะเร่งผลิตให้เพียงพอกับคนไทยและอาเซียน

ในเวลานี้ คาดว่า ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนในช่วงกลางปี 2564  ส่วนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ก่อน นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม ศกนี้ อย่างไรก็ดี เบื้องต้น เป็นที่แน่ชัดว่า กลุ่มที่จะได้รับการฉีดกลุ่มแรก จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มเด็กและแม่

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนจะต้องมีขั้นตอนเตรียมการ โดยต้องสำรวจความเห็นประชาชน  และทำการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครบถ้วน  เพราะอาจจะมีทั้งคนที่ต้องการฉีดและไม่อยากฉีดวัคซีน ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพดี และหลังจากมีการฉีดแล้ว จะต้องติดตามผลหลังการฉีด 6 เดือน หรือ 1 ปี

ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข สยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี กับแอสตร้าเซนเนก้า และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ในการผลิตวัคซีน AZD1222 จำนวนมากโดยไม่หวังผลกำไรในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ​คือ เพื่อให้คนไทยและประชากรในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมและทันเวลา นับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลต่าง ๆ ร่วมกับองค์กรด้านสาธารณสุขชั้นนำของโลก อาทิ องค์การอนามัยโลก กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (CEPI)  องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (GAVI) และผู้ผลิตวัคซีนทั่วโลก เป็นการผนึกกำลังเพื่อช่วยกันกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงและเท่าเทียมโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ความพยายามของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จะส่งผลให้คนไทยมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ใช้ โดยประเทศไทยจะเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกที่จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งจะช่วยลดอัตราการป่วย จำนวนผู้เสียชีวิต และค่าใช้จ่ายภาครัฐในการดูแลผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 รวมทั้งสามารถฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ คาดว่า จะสามารถลดการสูญเสียเชิงเศรษฐกิจได้เป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท อีกทั้ง การมีวัคซีนใช้เร็วขึ้นแม้เพียงแค่ 1 เดือน จะช่วยให้ประเทศสามารถกลับมาสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังจะเรียกความเชื่อมั่นทั้งจากนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติให้กลับคืนมาได้โดยเร็ว และที่สำคัญ คนไทยทุกคนจะได้มีโอกาสเข้าถึงวัคซีนตัวนี้เพื่อสุขภาพที่ดีและเราจะก้าวข้ามวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันตามหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังของรัฐบาลนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *