ประเทศไทย ฟื้นตัวจากโควิด-19 ดีเป็นอันดับ 2 ของโลก

ใจความสำคัญ

  • ประเทศไทยได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ของโลก (จาก 184 ประเทศ) ที่สามารถฟื้นตัวจากโรคโควิด-19 โดยการคำนวณโดยองค์กร Global COVID-19 หรือ (GCI) ภายใต้กำกับของรัฐบาลมาเลเซีย (PEMANDU) ด้วยระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทันสมัย และคะแนนดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (GHS) โดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์
  • ใน 20 อันดับแรกของโลก พบว่ามีประเทศในเอเชียถึง 6 ประเทศ โดยไทยเป็นอันดับแรก ตามด้วย ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และมาเลเซีย

องค์กร Global COVID-19 หรือ (GCI) หน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาลมาเลเซีย (PEMANDU) ร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย และกลุ่ม Sunway นำระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่เรียกว่า “พารามิเตอร์” มาจัดอันดับคะแนนการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 และความสามารถในการฟื้นตัวของทั้ง 184 ประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองออสเตรเลียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

20 ประเทศ ที่ฟื้นตัวจากโรคระบาดโรคโควิด-19 ดีที่สุดในโลก

  1. ออสเตรเลีย
    2. ไทย
    3. เดนมาร์ก
    4. ฮ่องกง
    5. ไต้หวัน
    6. นิวซีแลนด์
    7. เกาหลีใต้
    8. ลิทัวเนีย
    9. ไอซ์แลนด์
    10. สโลวีเนีย
    11. ลัตเวีย
    12. สวิตเซอร์แลนด์
    13. เวียดนาม
    14. มาเลเซีย
    15. นอร์เวย์
    16. สโลวาเกีย
    17. เยอรมนี
    18. ออสเตรีย
    19. ลักเซมเบิร์ก
    20. ฟินแลนด์

จัดอันดับโดย : องค์กร Global COVID-19 หรือ (GCI) ของมาเลเซีย

———————-

ใน 20 อันดับแรก พบว่ามีประเทศในเอเชียเพียง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และมาเลเซีย โดยไทยได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชีย ทั้งนี้ ระบบพารามิเตอร์จะคำนวณสัดส่วนจำนวนของผู้ติดเชื้อ อัตราการขยายตัว อัตราผู้เสียชีวิต มาเทียบกับจำนวนประชากรของแต่ละประเทศ โดยคำนวณสัดส่วนแบบวันต่อวัน นับตั้งแต่มีรายงานพบผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 รายแรกขึ้นในประเทศนั้น ๆ ออกมาเป็นคะแนนร้อยละ 70

อีกร้อยละ 30 มาจากคะแนนดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (GHS) ซึ่งคำนวณจากระบบที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัย จอห์นฮอปกิ้นส์ ภายใต้ทุนจากมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ GHS เพื่อประเมินความพร้อมของแต่ละประเทศในการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019

สาเหตุที่ไทยได้รับคะแนนในอันดับที่สูงเช่นนี้ เกิดจากจากความตระหนักรู้ ความตื่นตัว ความร่วมมือร่วมใจของทุกคนในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่ระดมคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมกันวางแผน โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน

นับตั้งแต่ประเทศไทยพบนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ติดเชื้อเป็นรายแรก เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 หน่วยงานรัฐต่างพยายามรับมือการแพร่ระบาด ก่อนจะตั้ง ศบค. ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์สั่งการเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 พร้อมกับประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามด้วยการประกาศเคอร์ฟิว รวมทั้งอีกหลายมาตรการเพื่อควบคุมการระบาด ทั้งการรักษาระยะห่างทางสังคม การคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ตลอดจนหามาตรการต่าง ๆ มาบรรเทาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมมากที่สุด ทำให้ขณะนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ) ไม่ปรากฎพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศไทยนอกเหนือจากที่อยู่ในสถานกักตัวของรัฐ นานต่อเนื่องถึง 21 วันแล้ว จนเป็นที่มาของมาตรการผ่อนคลาย 4 ระยะ รวมทั้งยกเลิกเคอร์ฟิว

แม้จะคลายล็อก แต่ก็ยังไม่สามารถคลายใจลงได้ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังเฝ้าระวังต่อไป ไม่ให้ไวรัสกลับมาระบาดในประเทศได้อีก ขณะที่ประชาชนทุกคนก็ยังคงต้องเคร่งครัดต่อมาตรการป้องกันตัวเองต่อไป จนกว่าโลกจะมีวัคซีนป้องกัน

ลำดับเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย

12 มกราคม 2563 พบผู้ติดเชื้อรายแรกเป็น นทท.หญิงชาวจีนมาจากอู่ฮั่น

31 มกราคม 2563 พบผู้ติดเชื้อคนไทยรายแรก จากขับแท็กซี่รับผู้โดยสารชาวจีน

10 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ติดเชื้อ 32 รายจากผับย่านทองหล่อ

29 กุมภาพันธ์ 2563 ไทยประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย

1 มีนาคม 2563 ชายไทย อายุ 35 ปี เสียชีวิตเป็นรายแรก

6 มีนาคม 2563 ติดเชื้อนับร้อยรายจากสนามมวย ( Super Spreader )

26 มีนาคม 2563 รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

3 เมษายน 2563 บังคับใช้ “เคอร์ฟิว” ห้ามออกจากเคหสถาน 4 ทุ่ม-ตี 4

13 พฤษภาคม 2563 ครั้งแรกที่ไม่พบทั้งผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตพร้อมกัน

13 มิถุนายน 2563 มียอดผู้ป่วยสะสม 3,134 ราย หายแล้ว 2,987 ราย เสียชีวิต 58 ราย

  • ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อ 19 วันติดต่อกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *