ไทยเดินหน้าสู่ Medical Hub คุมเข้มโควิด-เปิดรับนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

ใจความสำคัญ

  • ประเทศไทยเตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเชิงการแพทย์ หรือที่เรียกว่า Medical and Wellness Tourism จำนวน 30,000 คนเข้ามาในประเทศ โดยจะเน้นการให้บริการทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคระบาด เช่น การทำศัลยกรรมเสริมความงาม การรักษาอาการมีบุตรยาก เป็นต้น และนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเชิงการแพทย์ทุกรายยังคงต้องผ่าน State Quarantine เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นรอบที่สอง
  • สถานพยาบาลทุกแห่งต่างจัดมาตรการที่รัดกุม ทั้งสถานที่กักตัว 14 วัน และการรักษาพยาบาล โดยนักท่องเที่ยวจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด จึงไม่กระทบกับงบประมาณดูแลผู้ป่วยของรัฐบาลแต่อย่างใด รวมทั้งจะไม่กระทบความสามารถของไทยที่จะรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

หลังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เตรียมเปิดให้ 2 กลุ่มชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้าไทยได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นี้ ประกอบด้วยนักธุรกิจและนักลงทุน 700 คน รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเชิงการแพทย์ หรือที่เรียกว่า Medical and Wellness Tourism อีกกว่า 30,000 คน ทำให้เกิดความกังวลว่าชาวต่างชาติเหล่านี้จะนำเชื้อไวรัสมาระบาดรอบ 2 ได้หรือไม่

ศบค. ยืนยันว่า ชาวต่างชาติทุกคนต้องผ่านมาตรการสถานที่กักตัวที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) 14 วัน ยกเว้นกลุ่มที่มาในระยะสั้น ซึ่งต้องมีมาตรการควบคุมและติดตามอย่างละเอียด ด้วยแอปพลิเคชันที่รัฐบาลกำหนด รวมทั้งต้องมีใบรับรองแพทย์จากประเทศต้นทางจึงจะอนุญาตให้เข้ามา

สาเหตุที่ยอมให้นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เข้ามาจำนวนมากเช่นนี้ ก็เพราะประเทศไทยตั้งเป้าหมายจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์อย่างครบวงจร (Medical Hub) โดยภาครัฐพยายามผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้ยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ให้ยืนอยู่ในระดับโลก แม้จะมีคู่แข่งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งเกาหลีใต้ อินเดีย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังคงมียอดตัวเลขนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย หรือราว 38% จากการจัดอันดับโดย The International Healthcare Research Center หรือ IHRC ด้วยปัจจัยดังนี้

1 ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกและบริการที่ดีกว่าประเทศอื่น

2 จำนวนโรงพยาบาลมาตรฐานที่มากกว่า

3 แพทย์ไทยมีชื่อเสียงด้านการทำศัลยกรรมและความงาม

4 ภาครัฐ และ EEC จริงจังในการผลักดันไทยเข้าสู่ Medical Hub ของโลก

เมื่อมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่นนี้ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ว่าประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศที่รับมือกับไวรัสมรณะได้ดีที่สุด นั่นยิ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสายตานานาชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และเชิงสุขภาพ เช่น ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมเสริมความงาม ผู้ที่ต้องการเข้ามารักษาอาการมีบุตรยาก เป้นต้น ต่างก็ต้องการเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เมื่อน้ำขึ้นจึงต้องรีบตัก แต่ก็ต้องวางมาตรการทุกไว้อย่างให้รัดกุมมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ส่วนข้อกังวลว่า หากนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เหล่านี้มาซื้อแพ็คเกจบริการ เพื่อจะอาศัยประเทศไทยในการรักษาโรคโคโรนา 2019 และอาจทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการดูแลจำนวนมากนั้น ในความเป็นจริง การพักในสถานที่กักตัวที่รัฐจัดให้จะลดความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวฯ จะติดเชื้อไวรัสโคโนา 2019 ไปมากแล้ว นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ดังกล่าวจะไม่กระทบความสามารถของระบบสาธารณสุขไทย ที่จะรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื่องจากเราจะเน้นการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ด้านอื่น ๆ โดยจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคระบาด

อย่างไรก็ดี หากพบว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง หรือตามที่ตกลงไว้กับสถานพยาบาล โดยจะไม่กระทบกับงบประมาณของแผ่นดินแต่อย่างใด

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล JCI (Joint Commission International Accreditation) ถึง 64 แห่ง มากเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค AEC และเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งสถานพยาบาลส่วนใหญ่อยู่ในเมืองท่องเที่ยว ครอบคลุม 12 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา เชียงราย พัทยา หัวหิน หาดใหญ่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เป็นต้น

ส่วนใหญ่บริการที่นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นิยมใช้บริการ คือตรวจสุขภาพ การศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม การรักษาโรคเฉพาะทาง เช่น กลุ่มโรคหัวใจและกระดูก ซึ่งจากผลสำรวจของ Global Wellness Institute พบว่า รูปแบบการบริการด้าน “ความงามและศัลยกรรม”เป็นบริการที่นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มองหามากที่สุด โดยไทยมีชื่อเสียงด้านศัลยกรรมเป็นอันดับ 8 ของโลก เนื่องจากไทยมีมาตรฐานการบริการในระดับใกล้เคียงกับโรงพยาบาลในสหรัฐฯ และยุโรป มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ระยะเวลาในการรอคิวไม่นาน ที่สำคัญมีข้อได้เปรียบชาติอื่นตรงค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่า ตัวอย่างเช่น ศัลยกรรมจมูกมีราคาถูกกว่าสหรัฐฯ 2 เท่า ศัลยกรรมแปลงเพศมีราคาถูกกว่าสหรัฐฯ และยุโรปถึง 10 เท่า และที่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนิยมไม่แพ้กันคือ การแพทย์ชะลอวัยและส่งเสริมสุขภาพ การรักษาผู้มีบุตรยาก การบำบัดผู้ติดแอลกอฮอล์ และการบำบัดผู้ติดยาเสพติด

นั่นทำให้บรรดาโรงพยาบาลเอกชนต่างให้ความสำคัญกับลูกค้านักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งเห็นได้จากการตั้งศูนย์บริการโดยเฉพาะ ให้มีล่ามแปลภาษาเพื่อให้มีการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ให้มีการเพิ่มช่องทางการให้บริการออนไลน์ และการจัดรถบริการรับ-ส่งที่สนามบิน และเร่งพัฒนาสถานพยาบาลให้เป็นศูนย์การแพทย์ที่ครบวงจร ซึ่งก็รวมถึงการจัดสถานที่กักตัวที่รัฐจัดให้ และการดูแลรักษาอย่างเข้มงวดตามมาตรฐาน ช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดให้บริการอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นประเทศศูนย์กลางการแพทย์อย่างครบวงจร หรือ Medical Hub เต็มตัว

จากวิกฤต หากเรามีมาตรการรองรับที่ดี ก็อาจเปลี่ยนเป็นโอกาสในการฟื้นฟูประเทศให้กลับมาได้เร็วขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *