ไทยไม่ได้ตกขบวนวัคซีนโควิด-19 โครงการ COVAX
ความจริงที่หลายคนไม่ต้องการให้คุณรู้

ใจความสำคัญ

  • เดิม ประเทศไทยมีแผนเข้าร่วมโครงการ COVAX ตั้งแต่ต้น แต่หลังจากพิจารณาเงื่อนไขของ COVAX พบว่า ไม่คุ้มค่าต่อความเสี่ยงในการใช้งบประมาณแผ่นดินไปจองวัคซีนที่มีราคาสูงและมีเงื่อนไขตายตัวมากมาย จึงหันมาใช้ทางเลือกอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าและคุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว
  • การเข้าร่วม COVAX ไม่คุ้มค่า เนื่องจาก COVAX ให้วัคซีนฟรีแก่ประเทศยากจนเท่านั้น ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางจึงไม่เข้าข่ายได้รับวัคซีนฟรี แต่เราจะต้องใช้เงินงบประมาณรัฐจ่ายค่าวัคซีนให้แก่ผู้ผลิตโดยไม่สามารถต่อรองราคาได้ นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมที่บังคับจ่ายเพิ่มจากค่าวัคซีนอีก โดยหากสั่งแบบไม่เลือกผู้ผลิต ต้องเสียค่าธรรมเนียม 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส แต่หากเลือกผู้ผลิต จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อโดส และในการสั่งจอง จะต้องนำเงินไปลงขันซึ่งจะไม่ได้คืนแม้ว่าจะพัฒนาวัคซีนไม่สำเร็จก็ตาม
  • รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข จึงเลือกสั่งวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกา ซึ่งนอกจากจะทำให้ไทยได้รับวัคซีน 26 ล้านโดสในเวลาอันใกล้แล้ว ยังจะทำให้ไทยได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนดังกล่าวจากบริษัท ซึ่งจะทำให้เราสามารถผลิตวัคซีนภายในประเทศได้เองอีกด้วย

หนึ่งในประเด็นร้อนในโลกสังคมออนไลน์ขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของวัคซีนโควิด-19 จากโครงการ COVAX ที่มีองค์การอนามัยโลก ( WHO ) เป็นหัวเรือใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายที่จะให้ประเทศร่ำรวยและยากจนได้รับส่วนแบ่งวัคซีนโควิด-19 กันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แต่ในโลกออนไลน์บ้านเรากลับก็มีกลุ่มบุคคลที่พยายามเผยแพร่ข่าวที่บิดเบือนความจริง โดยระบุว่า ไทยตกขบวน “COVAX” เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่ได้วัคซีน ในขณะที่อีก 9 ประเทศอาเซียนได้รับวัคซีนจาก COVAX แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน หรืออินโดนีเซีย

ข้อเท็จจริง คือ โครงการวัคซีน COVAX ซึ่งย่อมาจาก Covid-19 Access Facility นั้น เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่ WHO ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรวัคซีน (The Vaccine Alliance) หรือ Gavi และกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations) หรือ CEPI จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ปี 2563 ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดช่วงแรก และกำลังลุกลามไปทั่วโลก

WHO ริเริ่มโครงการนี้ เพื่อให้การเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ของชาติต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ปัจจุบันมี 190 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ ในจำนวนนี้มี 92 ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดที่จะได้รับวัคซีนฟรีเป็นจำนวนร้อยละ 20 ของประชากร โดย WHO ตั้งเป้าจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประเทศที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 2,000 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้

เหตุใดโครงการ COVAX ถึงไม่มีชื่อประเทศไทย

เรื่องนี้ รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างกระทรวงสาธารณสุข ได้เคยออกมาชี้แจงต่อสังคมไปหลายครั้ง โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งต่างก็ยืนยันว่า ประเทศไทยมีแผนเข้าร่วมจัดหาวัคซีนจาก COVAXมาตั้งแต่ต้น ถึงขั้นส่งหนังสือแสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการ และมีการตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย ฯลฯ เพื่อพิจารณาเงื่อนไขการทำข้อตกลงเข้าร่วมโครงการ แต่สุดท้ายเมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ผู้เชี่ยวชาญของไทยต่างเห็นพ้องตรงกันว่า โครงการนี้มีเงื่อนไขหลายข้อที่ทั้งเสี่ยงและไม่คุ้มค่าต่อการเข้าร่วม

เงื่อนไขที่ทำให้ไทยไม่เข้าร่วม COVAX ประกอบด้วย

– COVAX จะมอบวัคซีนให้ฟรีเฉพาะประเทศยากจนเท่านั้น โดยที่ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง จึงไม่ได้สิทธิ์รับวัคซีนฟรี ในอาเซียนมีประเทศที่รับวัคซีนฟรี ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา

– ไทยต้องนำเงินไปลงขันในการจัดหาวัคซีน ทั้งที่ในเวลานั้น COVAX ยังไม่ทราบเลยว่า จะคัดเลือกวัคซีนจากผู้ผลิตรายใด เพราะผู้ผลิตทุกรายต่างอยู่ในขั้นตอนวิจัยพัฒนาทั้งสิ้น และไม่มีข้อมูลมายืนยันได้ว่า วัคซีนที่ผลิตออกมาจะมีประสิทธิภาพ หรือความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

– หากไทยสั่งจองซื้อวัคซีน จะต้องจ่ายราคาตามที่ผู้ผลิตเสนอ ไม่สามารถต่อรองราคาได้ และต้องยอมรับทุกเงื่อนไข รวมทั้งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าขนส่ง ค่าขึ้นทะเบียนวัคซีนในประเทศ และภาษี

– หากไทยสั่งจองซื้อวัคซีนจาก COVAX จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการดำเนินการให้ COVAX ด้วย โดยคิดเพิ่มจากค่าวัคซีน หากจองแบบเลือกไม่เลือกผู้ผลิต ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 1.6 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อโดส หากจองแบบเลือกผู้ผลิต ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 3.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อโดส แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีอิสระในการเลือกผู้ผลิต เพราะ WHO จะเป็นผู้คัดกรองรายชื่อผู้ผลิตมาให้ประเทศสมาชิกเลือก โดยขณะนี้ COVAX ได้ทำความตกลงไว้กับผู้ผลิตเพียง 4 รายเท่านั้น ได้แก่ แอสตราเซเนกา จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ชาโนฟี/จีเอสเค และไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค 

แม้ CEPI จะได้ลงทุนการวิจัยวัคซีนไปกับ 10 บริษัท แต่ก็มีบริษัทที่ผลิตสำเร็จแล้วเพียง 3 บริษัท ได้แก่ แอสตราเซเนกา โมเดิร์นนา และโนวาแวค นอกนั้น มีทั้งบริษัทที่เลิกล้มการทดลองไปแล้ว 1 บริษัท และอยู่ระหว่างทดลองอีก 6 บริษัท แม้แต่วัคซีน Spudnik จากรัสเซีย และจากซิโนแวคและซิโนฟามของจีน ก็ไม่ได้เข้าร่วมใน COVAX ด้วย

– ไทยจะไม่ได้รับเงินคืน หากยกเลิกสัญญาสั่งซื้อ แม้ว่าการยกเลิกสัญญานั้นเกิดจากการพัฒนาวัคซีนไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการ COVAX จึงไม่ต่างไปจากการแทงหวย ที่ผู้เล่นไม่สามารถเจรจาต่อรองอะไรกับเจ้ามือได้เลย และ COVAX ก็ทำหน้าที่ประหนึ่งพ่อค้าคนกลางเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญของไทยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจึงพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วต่างเห็นพ้องว่า ไม่สมควรที่จะนำงบประมาณจากภาษีประชาชนไปเสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยบวกที่ว่า รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ไทยซื้อวัคซีนโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ด้วยเหตุผลข้างต้น ไทยจึงเลือกวิธีเจรจาซื้อวัคซีนจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรงโดยเน้นเรื่องความปลอดภัยของประชาชนคนไทยเป็นหลัก และซื้อโดยไม่ผ่านคนกลาง เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่า สามารถต่อรองราคาได้หากซื้อเป็นจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดแล้ว ความพยายามเจรจากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนต่าง ๆ ก็สัมฤทธิ์ผล ทำให้ไทยกำลังจะได้รับวัคซีนโควิด-19 จากบริษัทแอสตราเซเนกาในเร็ว ๆ นี้ และบริษัทยังตกลงที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนดังกล่าวให้ไทย ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตวัคซีนโควิด-19 ส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

ทั้งนี้ บริษัทแอสตราเซเนกาได้เลือก บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นผู้ผลิตวัคซีนในประเทศไทย และจะเริ่มผลิตวัคซีนออกมาในเดือนมิถุนายน ศกนี้ ตามคำสั่งซื้อล็อตแรกจากรัฐบาลไทยจำนวน 26 ล้านโดส นอกจากนี้ ไทยยังได้สั่งซื้อวัคซีนเป็นการเร่งด่วนจากซิโนแวคและอยู่ระหว่างเจรจาโดยตรงกับผู้ผลิตรายอื่น ๆ ที่ไทยมั่นใจในคุณภาพด้วย ดังนั้น ข้อเท็จจริงในประเด็นโครงการ COVAX จึงสรุปได้ว่า ไทยไม่ได้ตกขบวน แต่เลือกที่จะไม่อยู่ในขบวน เพื่อกำหนดเส้นทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศด้วยตนเอง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และความคุ้มค่าของงบประมาณที่จะต้องจ่ายไปเป็นหลัก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *