ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก ดันไทยเป็น “มหานครผลไม้โลก”

เป็นโชคดีของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่บนภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม ส่งผลให้ไทยขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองแห่งพืชผักผลไม้นานาชนิด และยังมีให้เลือกรับประทานได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ขาดแคลน ทำให้ผลไม้ทั้งสดและแปรรูป กลายเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเกษตรกรไทยปลูกไม้ผล 57 ชนิด บนพื้นที่ประมาณ 7.7 ล้านไร่ เก็บผลผลิตได้ปีละประมาณ 10.81 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกราว 4.5 หมื่นล้านบาทในแต่ละปี

แต่ที่ผ่านมา พบปัญหาเกี่ยวกับการผลิต การซื้อขาย รวมไปถึงการส่งออก โดยเฉพาะการซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อเหมา เป็นการซื้อขายแบบยกสวนที่มีการจ่ายเงินล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถต่อรองราคาได้

นอกจากนี้ยังพบว่า การส่งออกผลไม้สดของไทยกระจุกตัวอยู่ที่ผลไม้เพียง 3 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมังคุด คิดเป็นสัดส่วนรวมกันเกือบ 90% ของมูลค่าส่งออกผลไม้สดทั้งหมด โดยส่งให้กับตลาดใหญ่เพียง 2 แห่ง คือจีนและเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

นับตั้งแต่รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ปี 2561 รัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้วางแนวทางแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีแนวคิดจัดตั้ง “ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก” หรือ Eastern Fruit Corridor : EFC นำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรภาคตะวันออก จ.จันทบุรี และได้รับไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการ พร้อมตั้งเป้าจะทำให้ภาคตะวันออกเป็น “มหานครผลไม้ของโลก” ภายในปี 2564

เหตุที่ต้องเลือกดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออก ก็เพราะต้องการเชื่อมต่อ “ภาคเกษตรกรรม” เข้ากับ “ภาคอุตสาหกรรม” ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งมีโครงสร้างพร้อมรองรับ โดยจะมีการสร้างห้องเย็นขนาดใหญ่เพื่อเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดใหม่ได้โดยไม่ต้องรีบขาย ขณะที่ภาคตะวันออก ถือเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญหลายชนิดของไทยอยู่แล้ว เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย ลองกอง สร้างรายได้มูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

เป้าหมายของโครงการ “ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก” คือ สร้างมาตรฐานระบบการซื้อขายให้เป็นสากล เชื่อมโยงกับผู้ค้าในตลาดโลก มีระบบประมูลสินค้า ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรอง และได้ราคาที่เพิ่มสูงมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนด้านการเงิน และทำการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผลไม้ไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมากขึ้น โดยโครงการได้ยึดเอาโมเดลระบบตลาดประมูลไม้ดอกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มาประยุกต์ให้เป็นระบบตลาดประมูลซื้อขายผลไม้ ซึ่งโครงการจะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จังหวัดระยอง

การผลักดันโครงการนี้ ต้องใช้เวลากว่า 3 ปี จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างโดยช่วงเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมา ชาวสวนผลไม้ก็ได้รับข่าวดี เมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดทำระบบห้องเย็น (Blast freezer & Cold storage)

ภายใต้โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก ความร่วมมือของ 3 หน่วยงานมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยปตท.จะเป็นผู้ลงทุนจัดทำระบบห้องเย็นทันสมัยขนาด 4,000 ตันด้วยเทคโนโลยี Blast freezer และ Cold storage เพื่อรักษาคุณภาพผลไม้ให้เสมือนเพิ่งเก็บจากสวน รักษาคุณภาพของผลไม้ให้ขายได้ตลอดปี โดยไม่ต้องรีบเก็บ รีบขาย อย่างเช่นในปัจจุบัน ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้หาพื้นที่ โดยกำหนดว่าจะอยู่ในบริเวณ Smart Park ที่มาบตาพุดตามแผน

ด้านสำนักงาน EEC จะเป็นผู้วางกลไกการบริหาร รวมถึงประสานงานเพื่อคัดสรรผู้บริหารงานของโครงการ โดยเฉพาะจากเอกชนผู้เชี่ยวชาญการค้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประโยชน์จากโครงการกลับไปสู่ประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญระเบียงผลไม้ตะวันออก ได้ถูกกำหนดให้เป็นโครงการหลักของแผนพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่ EEC ที่ปรับการทำธุรกิจให้เป็นไปตาม “ความต้องการของตลาด”  คือ การวางธุรกิจทั้งระบบจากการกำหนดสินค้าและบริการที่ตลาดต้องการ รวมถึงกำหนดวิธีการค้า-การขนส่ง-การเพาะปลูก ให้ตรงเป้า 

วันที่ 25 มกราคม 2564 : 3 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU สร้างห้องเย็นผลไม้ 

ในส่วนรูปแบบของโครงการ จะมีการสร้างห้องเย็นสำหรับจัดเก็บผลไม้ อาคารคลังสินค้า อาคารโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ อาคารสำนักงานด้านศุลกากรและชิปปิ้ง พื้นที่แสดงสินค้า อาคารประมูลผลไม้ โดยจะมีการใช้แนวทางประชารัฐ เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม คาดว่าจะมีมูลค่าลงทุนถึง 1,500 ล้านบาท

โครงการ “ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก” ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ

  • ศึกษา ติดตามความต้องการของตลาดทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมทั้งวงรอบ และปริมาณการผลิตทั้ง ทุเรียน มังคุด และผลไม้อื่น ๆ ของภาคตะวันออก
  • วางระบบการค้าสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นการค้าผ่าน e-commerce และ e-auction รวมทั้งการลงทุนการบรรจุหีบห่อจากวัสดุธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ และสามารถขนส่งทางอากาศได้สะดวก เพื่อให้ผลไม้ของภาคตะวันออกเข้าสู่ตลาดสากล
  • จัดระบบสมาชิก ชาวสวนผลไม้สหกรณ์ ที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยเกษตรกรต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ได้สินค้าคุณภาพพรีเมียม และตรงความต้องการของตลาด
  • จัดกิจกรรมเสริม เช่น การประมูลผู้ส่งออก (exporter auction) ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (finished product) เป็นต้น

โครงการนี้จะนำร่องด้วยทุเรียน ซึ่งเป็นราชาผลไม้ของไทย รวมทั้งผลไม้อื่น ๆ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ต้องการเก็บรักษาคุณภาพสินค้าให้สดใหม่ เช่นอาหารทะเล

คาดว่าเมื่อโครงการ “ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก” เริ่มอย่างเป็นทางการ จะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนและการซื้อขายผลไม้ในโครงการถึง  51,931 ล้านบาท และที่สำคัญยังจะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรระยะยาวอีกด้วย ส่วนผลประโยชน์ที่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกจะได้รับนั้น รัฐบาลมั่นใจว่า จะสามารถลดปัญหาด้านอุปทาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลน หรือมากจนล้นตลาด ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้ และยังเพิ่มอำนาจการต่อรองราคา สร้างกำไรให้สูงขึ้น โดยคาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนใหม่ของนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้สดและผลไม้แปรรูป ไปจนถึงเกิดการจ้างงานใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออก

โดยกลไกทั้งหมดนี้ จะช่วยขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยให้กระจายตัวไปยังนานาชาติเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก อาทิ รัสเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และอาเซียน ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ประเทศเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโมเดลที่จะขยายไปในภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไปด้วย

การที่รัฐบาลเดินหน้ายกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นมหานครผลไม้ของโลก ก็เพื่อจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกร ซึ่งมีจำนวนประชากรกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ ได้มีทางเลือกในการผลิตสินค้าเกษตร มีรายได้ที่มั่นคง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

***หมายเหตุ  Blast freezer  เป็นห้องเย็นสำหรับแช่เยือกแข็งอาหารที่ถูกควบคุมอุณหภูมิที่ -30 องศาเซลเซียส โดยทำให้น้ำภายในเซลล์ของผักผลไม้เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นเกล็ดน้ำแข็งในเวลารวดเร็ว โดยไม่ทำให้ผนังเซลล์แตก เพื่อการเก็บรักษาให้ได้นานยิ่งขึ้น

***หมายเหตุ  Cold storage เป็นห้องเย็นสำหรับแช่ในอุณหภูมิไม่ต่ำถึงขั้นจุดเยือกแข็ง หรือประมาณ 3 – 7 องศาเซลเซียส ทำให้การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ลดลง ชะลอเวลาที่อาหารจะเสีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *