ไทยเร่งพัฒนาวัคซีนสกัดไวรัสโควิด-19 เริ่มทดลองในคน เน้นความปลอดภัยสูง

พร้อมรับมือโควิด-19, เรื่องน่ารู้, 10 กรกฎาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ตามมาตรฐานสากล ที่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน สามารถเริ่มทดลองในคนแล้ว 2 งานวิจัย คือ วัคซีนชนิด mRNA จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวัคซีน DNA โดย บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด และไบโอเทค
  • การวิจัยวัคซีนทั้ง 2 รูปแบบ เป็นการตัดต่อสารพันธุกรรมของไวรัส ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ภายในต้นปี-กลางปี 2564 ขณะเดียวกันยังนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มาวิจัยโดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการทดลองในคนเช่นกัน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก หลายประเทศต่างเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกัน เช่นเดียวกับประเทศไทย แม้จะไม่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากเท่ากับประเทศอื่น ๆ แต่ไทยก็ให้ความสำคัญในพัฒนาวัคซีนโดยไม่รอคอยความหวังจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับคิดค้นวัคซีนเพื่อหยุดไวรัสโควิด-19 โดยรัฐบาลได้จัดหางบประมาณสนับสนุนจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการศึกษาและพัฒนาผ่านกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหลายหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์และคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด เป็นต้น

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ปัจจุบันมีรายชื่อวัคซีนที่อยู่ในกระบวนการวิจัยทดลองทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 142 รายการ โดยอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์เพียง 13 รายการ และที่เหลืออีกจำนวน 129 รายการ ยังคงอยู่ในกระบวนการวิจัยในหลอดทดลองและในสัตว์

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน มีวัคซีนที่อยู่ในรายชื่อตามประกาศขององค์การอนามัยโลกจำนวน 6 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้มีวัคซีนจาก 2 หน่วยงานที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนามากที่สุด คือ วัคซีนชนิด mRNA จากศูนย์วัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวัคซีนชนิด DNA ของบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด โดยเป็นการตัดต่อสารพันธุกรรม ซึ่งมีผลการศึกษาในสัตว์ทดลองขั้นแรกเป็นที่น่าพอใจ และกำลังจะเริ่มวิจัยในมนุษย์ต่อไป

วัคซีน DNA ที่วิจัยและพัฒนาโดย บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด และไบโอเทค เริ่มทดสอบในหนูทดลองแล้ว พบว่ามีความปลอดภัยและสร้างภูมิคุ้มกันในหนูได้ จากนั้นจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนการทดลองในคน ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหรือต้นเดือนสิงหาคม 2563 คาดว่า จะสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ในเชิงอุตสาหกรรมได้ราวต้นปี 2564

ส่วนวัคซีน mRNA โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ผ่านการทดลองในหนู และกำลังอยูในระหว่างการทดลองในลิง หากพบว่า มีผลเป็นที่น่าพอใจ จะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อใช้ทดลองในอาสาสมัคร ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนการทดลองในคนเช่นกัน ในชั้นนี้ คาดว่า จะเริ่มทดลองในคนระยะที่ 1 ได้ในเดือนตุลาคม 2563 จากนั้นจะเริ่มทดลองในคนในระยะที่ 2 ประมาณต้นปี 2564 และจะใช้เวลาติดตามผลอีกประมาณ 2 เดือน หากในขณะนั้นยังไม่มีประเทศใดผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับไทยได้สำเร็จ จะทดลองในระยะที่ 3 ต่อไป และคาดว่า ภายในกลางปี 2564 ประเทศไทยจะสามารถผลิตวัคซีนชนิด mRNA เพื่อใช้ป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับคนไทยได้

นอกจากดีเอ็นเอวัคซีน (DNA) และ เอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีน (mRNA) แล้ว ยังมีการพัฒนาวัคซีนรูปแบบอื่น ๆ เช่น Subunit vaccine หรือ การใช้โปรตีนบางส่วนของเชื้อ รวมทั้งการนำโครงสร้างมาทำเป็นเปลือกของไวรัส ที่เรียกว่า วีแอลพี (VLP) รวมทั้งใช้ไวรัสตัวอื่นมาเป็นพาหะในการนำสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาเป็นวัคซีน

นอกจากนี้ นักวิจัยไทยยังได้มีการศึกษาคุณสมบัติของสมุนไพรควบคู่ไปด้วย โดยทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดสรรงบประมาณ 200 ล้านบาท ให้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อนำสมุนไพรชื่อ “ฟ้าทะลายโจร” มาสกัดเป็นยา ปัจจุบัน ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แล้ว โดยจะทำการศึกษาวิจัยในคนที่ โรงพยาบาลสมุทรปราการ และโรงพยาบาลบางละมุง เนื่องจากเป็นสถานพยาบาลหลักที่รับผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาหากตรวจพบว่าป่วยระหว่างการกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) หลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ

ขณะที่ อย  ได้ประกาศความพร้อมในการรองรับการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมา อย. ได้เข้าร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่ดำเนินการวิจัย ตั้งแต่เริ่มโครงการ และมีการติดตามความก้าวหน้าในทุกกระบวนการอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้คำแนะนำ รวมถึงวางแผนไปจนจบกระบวนการที่จะสามารถผลิตเป็นวัคซีนออกมาได้ เพื่อให้ทุกขั้นตอนถูกต้องและเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล

ปัจจุบัน นอกจากการวิจัยและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศแล้ว รัฐบาลยังติดตามสถานการณ์การพัฒนาวัคซีนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยได้มีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยเร็ว ภายใต้มาตรฐานและความปลอดภัยสูง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทุกคนสามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยการรักษามาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ พร้อมทั้งร่วมกันจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่า พวกเราจะร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ทุกคน ทุกฝ่าย ได้ร่วมแรงร่วมใจจนทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้นจนเป็นที่ชื่นชมจากนานาประเทศในระยะที่ผ่านมา

10 กรกฎาคม 2563/ 116 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

30 มิถุนายน 2563/ 222 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

15 เมษายน 2563/ 209 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

14 กันยายน 2563/ 397 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 94 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

28 เมษายน 2563/ 144 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

27 มีนาคม 2563/ 149 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

28 เมษายน 2563/ 554 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

22 เมษายน 2563/ 84 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

9 กรกฎาคม 2563/ 125 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

สถานการณ์
โควิด-19