ต่างชาติยกย่องแนวทางไทยสู้โควิด-19 แต่ “การ์ดต้องไม่ตก”

พร้อมรับมือโควิด-19, เรื่องน่ารู้, 22 เมษายน 2563

ใจความสำคัญ

  • หลังเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก หลายประเทศชื่นชม และหันกลับมามองวิธีการบริหารจัดการแบบของประเทศไทย ที่ใช้มาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับด้านสาธารณสุข การบังคับใช้กฎหมาย และการช่วยเหลือทางสังคม เพื่อมุ่งสกัดกั้น ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ได้เร็วที่สุด ตลอดจนสร้างภาวะตระหนักรู้ให้กับคนในชาติ
  • พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)  ได้สั่งกำชับทุกฝ่ายว่า แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลดลง แต่ขอให้พวกเรา “อย่าการ์ดตกเป็นอันขาด”  เพราะไวรัสพร้อมที่จะกลับมาทุกเมื่อ อย่างประเทศ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ที่มีผู้ติดเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง

เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่ไวรัสโควิด-19 เข้ามาแพร่ระบาดอยู่ในประเทศไทยและลามอย่างหนักไปทั่วทั้งโลก แต่เชื้อไวรัสนี้ เปรียบเหมือนวายร้ายตัวใหม่ของโลกที่แพร่เชื้อได้รวดเร็วจนยากที่ชาติไหนจะรับมือทัน ทั่วโลกจึงพยายามมองหาต้นแบบในการจัดการที่เป็นไปได้มากที่สุด และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับคำชม อาทิ เว็บไซต์ Berliner Morgenpost  สื่อของประเทศเยอรมนี เสนอข่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเยอรมนีควรเรียนรู้จากรัฐบาลไทยในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ก็คือ มาตรการที่ตื่นตัว ต่อเนื่อง และรัดกุม

สิ่งที่สื่อของประเทศเยอรมนีรายนี้ชื่นชม คือการที่มาตรการต่อสู้รับมือกับไวรัสโควิด-19 ของไทยมีความต่อเนื่อง มากกว่าที่พบเห็นในกรุงเบอร์ลิน ผู้คนตามแหล่งท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้า ในกรุงเทพฯ บางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเดินทางไปบริเวณใดของกรุงเทพฯ ประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงชาวต่างชาติ ต่างสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตัวเอง ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าของตึกและอาคาร รวมถึงสถานที่สำคัญทางราชการ มีจุดคัดกรองวัดอุณหภูมิ มีขวดเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือตั้งวางไว้ นอกจากนี้ สิ่งที่พบเห็นได้มากที่สุดก็คือข้อความ หรือแผ่นประกาศที่ระบุขั้นตอนวิธีการปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ถูกต้องเพื่อรับมือกับไวรัสโควิด-19

แม้จะดูเหมือนมากเกินไปในสายตาของใครหลายคน กลับเป็นสิ่งที่เรียกว่าความสม่ำเสมอต่อเนื่อง ที่สื่อเยอรมันเห็นว่า สมควรนำมาเป็นแบบอย่าง ยังไม่นับรวมการตั้งโต๊ะเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิของผู้ที่ผ่านเข้าออก  ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ชาวเยอรมันอยากเห็นในประเทศของตัวเอง และทางการเยอรมันควรเรียนรู้จากกรุงเทพฯ ประเทศไทย และนำมาใช้อย่างเหมาะสม   แม้แต่ในจังหวัดเล็ก ๆ ของไทย ก็ยังมีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ที่รัดกุมมากกว่าในกรุงเบอร์ลินเสียอีก

นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร (H.E. Mr. Michael George DeSombre) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมมาตรการของรัฐบาลไทย ที่ทำให้มีแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นแนวราบ ทั้งนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ดูแลประชาชนในประเทศไทยให้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

“พวกเราที่เมืองไทยคุ้นเคยอย่างมากกับการสวมหน้ากากเมื่อออกไปในที่สาธารณะ การสวมหน้ากากผ้าเพียงพอแล้วสำหรับการปกป้องผู้อื่น เพราะลดความเสี่ยงที่ละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจจะแพร่กระจายจากปากของคนๆ หนึ่งขณะที่เขาพูด ไอหรือจามได้ มั่นใจอย่างยิ่งว่ากรุงเทพฯ จะเป็นที่ที่ดีมากสำหรับครอบครัวของผมในช่วงวิกฤตินี้ อย่างที่ได้พูดไปแล้วว่า ที่นี่มีบริการด้านสาธารณสุขที่เป็นเลิศ”

ศ.นพ. ลินคอล์น เชน ประธาน China Medical Board ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศ และอดีตศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา บอกว่า “ประเทศไทยสามารถจัดการป้องกันและควบคุมโรคระบาดได้เป็นอย่างดี  เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาลใหญ่ที่มีคุณภาพ โรงพยาบาลชุมชนในระดับอำเภอ และยังมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ค่อนข้างครอบคลุม ซึ่งทำให้เชื่อมั่นว่าสามารถป้องกันการระบาดได้”

การที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่ครบถ้วนจะเป็นประโยชน์หากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพราะจะช่วยให้สามารถจัดการแยกผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อตามลำดับขั้น และเข้าไปหยุดยั้งการแพร่กระจาย-การระบาดของโรคได้

“ประเทศไทย ยิ่งกว่าพร้อมในการรับมือปัญหาโรคระบาดด้วยสเกลขนาดนี้ หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขประเทศไทย และบุคลากรสาธารณสุขของไทยนั้น เข้มแข็งที่สุดแล้ว”

ดร.จอห์น แคมป์เบลล์ อาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาลอังกฤษ และเป็นผู้เขียนตำรา Campbell’s Pathophysiology Notes กล่าวชื่นชมมาตรการการป้องกันไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยที่ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อจำนวนน้อยลง โดยระบุว่า “มาตรการป้องกันที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องแพง ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยอาจใช้อุปกรณ์ราคาถูกติดดิน แต่ต้องมีการลงมือบังคับใช้อย่างจริงจัง”

นายเจเรมี ฮันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ เสนอต่อรัฐบาลว่าให้ดูตัวอย่างมาตรการต่อสู้กับเชื้อไวรัสของระบบสาธารณสุขของไทย ไต้หวัน และฮ่องกง  รัฐบาลอังกฤษยังขยับตัวยังไม่เร็วพอและหลักฐานของความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสนี้ ต้องดูที่ประเทศไทยเป็นตัวอย่าง

ขณะที่บรรดา ส.ส.อังกฤษ ต่างพากันอภิปรายโจมตีนายกฯ ตนเองอย่างหนักถึงแนวทางที่รัฐบาลอังกฤษเคยเสนอว่า อาจให้มีวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และการให้ธรรมชาติเป็นผู้คัดสรร  พร้อมกับให้มาดูวิธีบริหารจัดการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำของไทย ที่มุ่งชะลอการระบาด ใครป่วยให้อยู่บ้าน ถ้าป่วยหนักให้ไปหาหมอ บริหารแบบ “ฝ่ายกั้นโรค” รีบค้นหาผู้ป่วยรายใหม่เอามารักษาและมีมาตรการป้องกันโรคหลากหลายทางเพื่อหน่วงโรคตามวิธีภูมิปัญญาสาธารณสุขไทยระหว่างรอวัคซีน

แม้จะได้รับคำชม และแม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยวันนี้จะลดลง แต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) หรือ ศบค.  ก็ยังสั่งกำชับทุกฝ่ายว่า “อย่าการ์ดตกเป็นอันขาด”   เพราะไวรัสพร้อมที่จะกลับมาทุกเมื่อ เช่นประเทศ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ที่มีผู้ติดเพิ่มขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง

ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามใช้หลายมาตรการในการควบคุมป้องกันไวรัสโควิด-19 ทั้งสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ มาตรการทางสาธารณสุข มาตรการด้านการแพทย์ มาตรการด้านสุขอนามัยส่วนบุคคล ทั้งการรณรงค์ให่ใส่หน้ากากผ้า การวางเจลแอลกอฮอล์อย่างทั่วถึง การใช้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน  (อสม.) จำนวนนับล้านคนทั่วประเทศ  มาตรการควบคุมกิจการและสถานที่เสี่ยง มาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) มาตรการจำกัดการเดินทาง และ มาตรการเพิ่มระยะห่างทางสังคม ที่สำคัญคือ ชี้ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายของไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดเชื้อโดยไม่ทันตั้งตัว จึงจะต้องไม่ “ลดการ์ด” เป็นอันขาด

วันนี้ ศบค. ยังคงเต็มไปด้วยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ต่างก็กำลังทุ่มเทร่วมมือกันทำงานอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น เรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในทุกพื้นที่จังหวัด รวมไปถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ในทุกสาขาอาชีพ ที่ต่างก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อร่วมมือร่วมใจกันในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้มากที่สุดจนเป็นศูนย์ และให้มีผู้สูญเสียชีวิตน้อยที่สุด ซึ่งเป็นโมเดลการทำงานที่คิดคำนวณจากโครงสร้างทางระบบสาธารณสุขของประเทศไทย คำนึงถึงศักยภาพของประเทศ และพิจารณาไปถึงบริบทในสังคมที่เป็นจริง จึงได้ผลลัพท์ที่ดี จนประเทศไทยเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก

ข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2563  พบว่าไวรัสโควิดระบาดไปแล้วถึง 208 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่พบสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1.สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 138,913 ราย เสียชีวิต 39,015 ราย

2.สเปน มีผู้ติดเชื้อ 194,416 ราย เสียชีวิต 20,636 ราย

3.อิตาลี มีผู้ติดเชื้อ 175,925 ราย เสียชีวิต 23,227 ราย

4.ฝรั่งเศส มีผู้ติดเชื้อ 151,793 ราย เสียชีวิต 19,323 ราย

5.เยอรมนี มีผู้ติดเชื้อ 143,724 ราย เสียชีวิต 4,538 ราย

6.อังกฤษ มีผู้ติดเชื้อ 114,217 ราย เสียชีวิต 15,464 ราย

7.จีน มีผู้ติดเชื้อ 82,735 ราย เสียชีวิต 4,632 ราย

8.ตุรกี มีผู้ติดเชื้อ 82,329 ราย เสียชีวิต 1,890 ราย

9.อิหร่าน มีผู้ติดเชื้อ 80,868 รายเสียชีวิต 5,031 ราย

10.เบลเยียม มีผู้ติดเชื้อ 37,183 ราย เสียชีวิต 5,453 ราย

ส่วนประเทศไทย ปัจจุบัน อยู่ในอันดับที่ 53  มีผู้ติดเชื้อ 2,765 ราย เสียชีวิต 47 ราย

#PMDU #รวมกันติดหมู่แยกกันอยู่เรารอด #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ

22 เมษายน 2563/ 1005 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

1 สิงหาคม 2563/ 70 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

4 มิถุนายน 2563/ 62 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 343 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

27 เมษายน 2563/ 169 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

19 เมษายน 2563/ 238 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

9 พฤษภาคม 2563/ 112 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

15 พฤษภาคม 2563/ 156 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 134 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

15 เมษายน 2563/ 128 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

สถานการณ์
โควิด-19