สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี

#อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

28 ตุลาคม 2563

15 มิถุนายน 2563

สรุปมาตรการด้านเวชภัณฑ์ป้องกัน

คุณมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

  1. ธนาคารออมสินสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 150,000 ล้านบาท แก่สถาบันการเงิน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี และให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท และ ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) อีก 95,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็นสินเชื่อใหม่ เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต ลีสซิ่ง เช่าซื้อ ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลจากสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ได้โดยตรง
  2. SME Bank สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพอิสระรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจทัวร์ สปา โรงแรม ห้องพัก ร้านอาหาร เป็นต้น วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย และคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับ 2 ปีแรก ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SME Bank โทร.1357
  3. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผ่อนปรนการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยสามารถเลื่อนการผ่อนชำระออกไปได้อีกถึง 6 เดือน พร้อมมีนโยบายให้สถาบันการเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั้งนี้ ธปท. มีนโยบายธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราผิดนัด ค่าบริการ เบี้ยปรับ หรือค่าใช้อื่นอื่นใดเพิ่มเติมจากลูกหนี้ (หนังสือเวียน ธปท.ฝนส. (01) ว.380/2563 ลงวันที่ 26 มี.ค. 2563 และ ธปท.ฝนส. (23) ว.405/2563 ลงวันที่ 7 เม.ย. 2563) ซึ่งหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน หรือพบเห็นสถาบันการเงินใดทำผิดจากแนวปฏิบัติที่ ธปท. กำหนดไว้ สามารถร้องเรียนต่อ ธปท. ได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร. 1213 หรือ https://www.1213.or.th โดยทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดมาตรการการช่วยเหลือทางการเงินของทุกธนาคาร พร้อมรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือและช่องทางการติดต่อของทุกธนาคาร ได้ที่ https://www.bot.or.th
  4. การออกพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถให้กู้ยืมแก่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราวหรือรับซื้อตั๋วสัญญาเงินในวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs กู้ยืม และให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจชำระคืนเงินที่ได้กู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยแก่ ธปท. ภายใน 2 ปี
  5. การออกร่างพระราชกำหนดการสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยให้ ธปท. จัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (BSF) วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เป็นกองทุนรวมตามกฎหมาย เพื่อรับซื้อตราสารที่ออกโดยบริษัทที่ครบกำหนดไถ่ถอนแต่ประสบปัญหาสภาพคล่อง โดยกองทุน BSF จะให้ความช่วยเหลือไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าตราสารหนี้ที่จะครบกำหนด
  6. การออกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป เพื่อขยายการคุมครองเงินฝากที่ระดับ 5 ล้านบาท ที่เป็นวงเงินคุ้มครองปัจจุบัน ออกไปถึง 10 ส.ค. 64 จากเดิมที่จะลดลงเหลือ 1 ล้านบาทในวันที่ 11 ส.ค. 33
  7. จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของกระทรวงการคลัง โดยหากท่านมีคำถามหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการทางการเงิน โปรดสอบถาม/ร้องเรียนได้ที่ได้ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกสาขาทั่วประเทศ หากเป็นเรื่องมาตรการด้านภาษี สามารถสอบถาม/ร้องเรียนได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ และด่านศุลกากร นอกจากนี้ สามารถสอบถามและร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการอื่น ๆ ได้ที่สำนักงานคลังจังหวัด
  1. เลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ปีภาษี 2562
    • สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลื่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 จากในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ส.ค. 63 เป็นสิ้นสุด 31 ส.ค. 63 และ เลื่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 จากในช่วงเดือน ก.ค. ถึง ก.ย. 63 เป็นสิ้นสุด 30 ก.ย. 63
    • สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องหยุดกิจการตามคำสั่งของทางราชการ และผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับการเลื่อนเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีออกไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนดต่อไป
  2. มาตรการทางภาษีอากรและค่าธรรมเนียม เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของเจ้าหนี้ที่มิใช่สถาบันการเงิน โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ และผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญให้แก่เจ้าหนี้ สำหรับการปรับโครงสรางหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 63 ถึง 31 ธ.ค. 64 รวมทั้งลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดสำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01
  3. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สามารนำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่าจำนวนบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลเพื่อการสาธารณประโยชน์และเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ
  4. ให้ยกเว้นอากรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีบริจาคเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการป้องกัน ระงับ ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
  5. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่าง 1 เม.ย. – 31 ธ.ค. 63 ตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ครบ 12 เดือน ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายและมีวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 ก.ย. 62 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
  6. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 3 เท่า สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างของเดือน เม.ย. - ก.ค. 63 ให้แก่ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และได้รับค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ครบ 12 เดือน ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายและมีวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 ก.ย. 62 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน และจะต้องมีจำนวนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 31 ก.ค. 63 ไม่น้อยกว่าจำนวนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ณ วันสุดท้ายของเดือน ธ.ค. 62
  7. ลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 3 ให้เหลืออัตราร้อยละ 1.5 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 1 เม.ย. – 30 ก.ย. 63 และให้ลดเหลืออัตราร้อยละ 2 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 1 ต.ค. 63 – 31 ธ.ค. 64 ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax
  8. คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี กรณียื่นแบบ ภ.พ. 30 ทางอินเตอร์เน็ต ภายใน 15 วัน และกรณียื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ภายใน 45 วัน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ RD Intelligence Center 1161 หรือผ่านช่องทาง Line @rd1161 หรือติดต่อกรมสรรพากรในพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศและ www.rd.go.th
  9. ขยายเวลายื่นแบบรายการชำระภาษี และการยื่นงบเดือนแก่ผู้ประกอบการสถานบริการ เช่น ผับ บาร์ นวด ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พ.ค. 63 โดยให้ยื่นงบเดือนให้แล้วเสร็จภายใน 15 ก.ค. 63
  10. ขยายเวลาให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันขอยื่นชำระภาษีสำหรับงวดเดือน เม.ย. - มิ.ย. 63 จากเดิมภายใน 10 หลังนำสินค้าออกจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นภายใน 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงงานอุตสาหกรรม
  1. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าจนส่ง หรือรายจ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศ หรือรายจ่ายที่ได้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เพื่อการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 63 – 31 ธ.ค. 63 เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง
  2. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมหักรายจ่ายสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายเพื่อการต่อเติมเปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม จำนวน 1.5 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง โดยต้องเป็นทรัพย์สิน ดังนี้ (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และ (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร ที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 63
  3. ปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นที่ใช้ในรปะเทศ มีอัตราภาษีตามปริมาณ 0.20 บาท/ลิตร และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานไปต่างประเทศ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีสรรพสามิตประกาศกำหนด อัตราตามปริมาณ 0 บาท/ลิตร หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ใหเสียในอัตราตามปริมาณ 0.2 บาท/ลิตร
ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมลดลงจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 4 ของค่าจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และขยายกำหนดเวลายื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตน สำหรับค่าจ้างงวดเดือน มี.ค. 63 ให้นำส่งเงินสมทบภายใน 15 ก.ค. 63 และค่าจ้างงวดเดือน เม.ย. 63 นำส่งภายใน 15 ส.ค. 63 และค่าจ้างงวด พ.ค. 63 นำส่งภายใน 15 ก.ย. 63
  1. การช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจะได้รับ 5,000 บาท เป็นจำนวน 3 เดือน (เม.ย. - มิ.ย. 63) โดยผู้ที่จะลงทะเบียน ต้องมีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นแรงงาน ลูกจ้างชั่วคราวหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่ www.เราไม่ทิ้งกัน.com โดยสอบถามข้อมูลมาตรการเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02 273 9020 ต่อ 3421, 3422, 3423, 3424, 3425, 3427, 3429, 3430 และ 3572 (ในวันและเวลาราชการ) และสอบถามวิธีการลงทะเบียน สถานการณ์โอนเงินได้ที่ Krungthai Contact Center โทร. 02 111 1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
  2. การชดเชยรายได้ให้กับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดประกอบกิจการของสถานประกอบการที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการแต่ไม่เกิน 90 วัน เงินชดเชยจะจ่ายให้เดือนละ 5,045 – 9,300 บาท ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคม โทร. 1506 https://www.sso.go.th/eform_news/
  3. ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมลดลงจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 1 ของค่าจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จ่ายเงินสมทบลดลงในอัตราเดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 86 บาท และขยายกำหนดเวลายื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตน สำหรับค่าจ้างงวดเดือน มี.ค. 63 ให้นำส่งเงินสมทบภายใน 15 ก.ค. 63 และค่าจ้างงวดเดือน เม.ย. 63 นำส่งภายใน 15 ส.ค. 63 และค่าจ้างงวด พ.ค. 63 นำส่งภายใน 15 ก.ย. 63
  1. ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคงที่ไม่เกิน ร้อยละ 0.1 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน (ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน) ให้แก่ประชาชนที่มีอาชีพอิสระไม่มีรายได้ประจำหรืออาจตกงาน เนื่องจากได้รับผลกระทบ หรือเกษตรกรที่ไม่มีรายได้ประจำรายละไม่เกิน 10,000 บาท สามารถลงทะเบียนและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ln15.gsb.or.th/WEB-LN15/ สำหรับธนาคารออมสิน โทร 1115 และ https://www.baac.or.th/covid19/index.html สำหรับ ธ.ก.ส. โทร. 02 555 0555
  2. ธนาคารออมสิน ให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี ให้แก่ประชาชนที่มีรายได้ประจำแต่มีรายได้ลดลงหรือขาดรายได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 รายละไม่เกิน 50,000 บาท สามารถลงทะเบียนและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ln15.gsb.or.th/WEB-LN15/
  3. ธนาคารออมสิน ช่วย re-finance สินเชื่อบัตรเครดิต วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท ให้แก่คนทั่วไปที่ไม่มีประวัติค้างชำระเกิน 30 วัน และผ่อนชำระดี 12 เดือน โดยมีวงเงินต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8.5 -10.5 ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี โดยไม่มีหลักประกัน ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://www.gsb.or.th/products/cards/PrimaPeopleCard/GSBCardRefinance.aspx
  4. ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยผ่าน 8 มาตรการ รวมวงเงิน 415,472 ล้านบาท ลงทะเบียนผ่าน Application : GHB ALL ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 28 มิ.ย.63 ติดตามศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์โทร 0-2645-9000 Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ www.ghbank.co.th
  5. ธนาคารออมสิน พักชำระหนี้ 6 เดือน โดยไม่จำกัดยอดเงินต้นคงเหลือ ยกเว้นสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs วงเงินกู้คงเหลือเพิ่มจากไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลโดยอัตโนมัติทันทีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 30 กันยายน 2563 โดยลูกค้าไม่ต้องยื่นแสดงความจำนงที่ธนาคารออมสินแต่อย่างใด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb.or.th/GSB107.aspx หรือโทร 1115 
  6. โรงรับจำนำของรัฐ ได้แก่ สถานธนานุเคราะห์ ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถานธนานุบาล ในสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ลดดอกเบี้ยและขยายอายุตั๋วจำนำรวมระยะเวลาเป็น 8 เดือน ในขณะที่สถานธนานุบาล ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ลดดอกเบี้ยและขยายอายุตั๋วจำนำรวมระยะเวลาเป็น 6 เดือน ติดตามรายละเอียดได้ที่ :
  1. การให้ค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ที่ใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน ขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟฟ้า เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิลสำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน เม.ย. - มิ.ย. 63
  2. การลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่อยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์เกิน 5 แอมป์ และหากมียอดใช้ไฟเกิน 150 หน่วย โดย
    (1) ไม่เกิน 800 หน่วย จะคิดค่าไฟตามที่จ่ายจริงไม่เกินยอดเดือนกุมภาพันธ์ 63 (ใบแจ้งค่าไฟเดือนมีนาคม 63)
    (2) เกิน 800 หน่วย แต่ไม่เกิน 3,000 หน่วย จะลดค่าไฟร้อยละ 50 สำหรับส่วนที่เกินจากยอดเดือนกุมภาพันธ์ 63
    (3) เกิน 3,000 หน่วย จะลดค่าไฟร้อยละ 30 สำหรับส่วนที่เกินจากยอดเดือนกุมภาพันธ์ 63 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ จะลดค่าไฟฟ้าร้อยละ 3 ทั้งนี้ จะลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เม.ย. - มิ.ย. 63)
  3. การขยายการชำระค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ไฟฟ้าประเภทกิจการเฉพาะอย่าง (ธุรกิจโรงแรม และกิจการให้เช่าพักอาศัย) โดยไม่คิดดอกเบี้ยและสามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล สำหรับรอบการใช้ไฟฟ้าเดือน เม.ย. - พ.ค. 63
  4. การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก สามารถลงทะเบียนขอคืนได้ที่ การไฟฟ้านครหลวง สำหรับ ผู้ใช้ไฟฟ้าในจังหวัดกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ https://www.mea.or.th สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในจังหวัดอื่น ๆ สามารถลงทะเบียนได้ที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค https://www.pea.co.th/การขอรับคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ...
  5. การคืนเงินประกันค่าน้ำประปา สำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 ที่พักอาศัย สามารถลงทะเบียนขอคืนได้ที่ การประปานครหลวง สำหรับผู้ใช้น้ำประปาในจังหวัดกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ https://eservicesapp.mwa.co.th/ และการประปาส่วนภูมิภาค สำหรับผู้ใช้น้ำประปาในจังหวัดอื่น ๆ https://www.pwa.co.th/index.html
  6. ฟรีค่าธรรมเนียม 3 เดือนในการชำระค่าน้ำประปาผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (17 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2563) เทสโก้ โลตัสและบิ๊กซี (1 พ.ค. - 30 มิ.ย. 2563) พร้อมขยายเวลาการชำระจาก 10 วัน เป็น 20 วัน นานเวลา 3 เดือน และหากเลยกำหนดก็สามารถขอบาร์โค้ดผ่าน Line Official @PWAThailand ได้
  7. การเคหะแห่งชาติ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ใน 4 มาตรการด้วยกัน คือ (1) พักชำระค่าเช่าซื้อ 3 เดือน (เดือน เม.ย. - มิ.ย. 63) สำหรับลูกค้าสัญญาเช่าซื้ออาคาร/อาคารพร้อมที่ดิน/ที่ดินแปลงโล่ง (2) พักชำระเงินดาวน์หรือเงินจอง สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาจองหรือสัญญาจะซื้อจะขาย 3 เดือน (เดือน เม.ย. - มิ.ย. 63) (3) งดเก็บค่าเช่า 3 เดือน (เดือน เม.ย. - มิ.ย. 63) สำหรับลูกค้าสัญญาเช่าอาคาร/อาคารพร้อมที่ดิน/ที่ดิน ผู้เช่าแผงตลาดร้านค้ารายย่อย ผู้เช่ารายย่อยที่ทำสัญญาเช่ากับผู้เช่าเหมาอาคาร (4) ล่าค่าเช่า 50% 3 เดือน ให้ผู้เช่ารายย่อยในพลาซ่าหรือตลาดเช่าเหมา โดยสามารถลงทะเบียนและติดตามรายละเอียดได้ที่ https://covid.nha.co.th/home/ โทร.1615
  1. โครงการจ้างงานให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 โดยกรมการจัดหางาน ซึ่งได้เปิดให้ผู้ว่างงานสนใจสมัครงานในโครงการจ้างงานด่วน 45 วัน รายได้วันละ 300 บาท ทั่วประเทศ สมัครได้ตั้งแต่ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 -17 เม.ย. 63 สำหรับผู้ที่สนใจ ต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมสำเนาใบประกาศนียบัตร และสำเนาใบแสดงผลการศึกษาที่แสดงว่าเป็นผู้มีวุฒิการศึกษาตรงกับตำแหน่งที่สมัคร จำนวนอย่างละ 1 ฉบับ และ.บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง โดยมาสมัครด้วยตัวเองในวันเวลาราชการ ภาคเช้าตั้งแต่เวลา 09.00 - 12.00 น. และภาคบ่ายเวลา 13.00 – 15.00 น. ภายในวันที่ 15 – 17 เม.ย. 63 ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดขณะนี้ แต่ละจังหวัด กำลังตั้งคณะกรรมการสัมภาษณ์ และกรมการจัดหางานจะทะยอยแจ้งผลการพิจารณา ส่วนผู้ที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ กรมการจัดหางานจะส่งรายชื่อไปยังกรมต่างๆ ภายในกระทรวงแรงงานเพื่อพิจารณาเรื่องความเป็นไปได้ในการจ้างงานต่อไป นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปยังสามารถลงทะเบียนผู้ว่างงานได้เช่นเดียวกัน เพื่อให้กรมการจัดหางานช่วยเหลือเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2
  2. โครงการจ้างแรงงานชลประทาน โดยกรมชลประทาน เพื่อจะช่วยผู้ว่างงาน 88,838 คน ไปปฏิบัติงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอกปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำและโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ในพื้นที่โครงการชลประทานทั่วประเทศ ทั้ง 17 แห่ง ระยะเวลาการจ้างงาน 3 – 7 เดือน ค่าจ้างแรงงานประมาณเดือนละ 8,000 บาท สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460
  3. โครงการ พม. เราไม่ทิ้งกัน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมแลบะความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือชุมชนต่างๆ กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง ไร้บ้าน ผู้ตกงาน ที่มีการทำงานร่วมกับภาคีเรือข่ายภาคประชาชน ในการแจกหน้ากากผ้า และอุปกรณ์ป้องกันโรค อาหารและสิ่งของใช้จำเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงบริการสถานพักพิงชั่วคราว โดยนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงการเยียวยา ฟื้นฟู ฝึกอาชีพ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง
  4. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดโครงการฝึกอาชีพตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบที่ถูกเลิกจ้าง ว่างงาน รวมถึงแรงงานที่ต้องหยุดงานจากสถานประกอบกิจการที่ต้องหยุดชั่วคราว ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านอาชีพ และมีเบี้ยงเลี้ยงจำนวน 150 บาท เป็นรายได้ระหว่างการฝึกอบรม โดยจะดำเนินการ 390 รุ่น กว่า 7,800 คน กระจายไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ การฝึกอาชีพจะมีระยะเวลา 15 วัน โดยผู้สนใจสามารถสมัครฝึกอบรมได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้ง 76 จังหวัด และในกรุงเทพฯ สมัครได้ที่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 แห่ง โทร 02 392 4790-4 หรือ 02 245 4317 และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 หรือ กองสื่อสารองค์กร 02 245 4035
  1. เลื่อนเวลาการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2562 จากสิ้นสุด 31 มี.ค. 63 เป็น 31 ส.ค. 63
  2. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าตอบแทนที่ได้รับจากทางราชการจาก (1) ค่าตอบแทนเสี่ยงภัยจากโรคโควิด-19 (2) ค่าตอบแทนบุคคลที่มิใช่ข้าราชการในการให้คำปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงสาธารณสุข
  3. เพิ่มวงเงินหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เกิน 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท และเมื่อรวมกับการหักลดหน่อยค่าเบี้ยประกันชีวิต และเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับประกันสุขภาพที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 63
  4. ให้ประชาชนที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยแยกต่างหากจากวงเงินลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน SSF กรณีปกติ และไม่อยู่ในวงเงินหักลดหย่อนรวมของเงินสะสม เงินสมทบหรือค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ
  5. กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่บริจาคเงินให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นำมาหักค่าลดหย่อนได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่รวมเงินบริจาคทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
  6. ติดต่อสอบถามข้อมูลข้างต้นเพิ่มเติมได้ที่ RD Intelligence Center 1161 หรือผ่านช่องทาง Line @rd1161 หรือติดต่อกรมสรรพากรในพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศและ www.rd.go.th

  1. ให้สถานพยาบาลทุกแห่งให้การรักษาพยายาลผู้ป่วยฉุกเฉินจากโรคโควิด-19 เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขในการเก็บค่ารักษาพยาบาล
  2. การจัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ในการป้องกันและการจัดทำหน้ากากอนามัยแบบผ้าเพื่อป้องกันตนเองจำนวน 50 ล้านชิ้น ให้แก่ อปท. 7,774 แห่ง จำนวนรวม 50 ล้านชิ้น ของกระทรวงมหาดไทย และการจัดทำหน้ากากอนามัยแบบผ้า เพื่อแจกจ่ายใน กทม. และจังหวัดอื่น ๆ อีก 10 ล้านชิ้น ของกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. กำหนดให้ หน้ากากอนามัย และ ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม เพื่อให้คุมราคาจำหน่ายในท้องตลาด และไม่ให้มีการกักตุนสินค้าดังกล่าว
  4. สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่แพทย์และพยาบาล ได้แก่ หน้ากาก N95 อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล ชุด PPE เครื่องช่วยหายใจ ห้องแยกโรคความดันลบ (Negative pressure room) การพัฒนาวัคซีนและชุดตรวจมาตรฐาน
  5. ดำเนินโครงการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยให้เพียงพอและเป็นธรรม โดยการจัดซื้อหน้ากากโดยตรงจากโรงงานผู้ผลิต และส่งกระจายไปยังโรงพยาบาล และประชาชนกลุ่มเสี่ยงในทุกจังหวัด
  6. ดำเนินการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวกับการตรวจรักษาโรค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงเร่งตรวจรับรองมาตรฐาน เพื่อนำไปใช้ในการตรวจรักษา ภายในระยะเวลา 5 วัน
    • ยกเว้นอากรสำหรับการนำเข้าหน้ากากอนามัยชนิดที่ใช้ในห้องผ่าตัด (ตามประเภทย่อย 6307.90.40) และ หน้ากากกรองฝุ่น หมอกควันหรือสารพิษ (ตามประเภทย่อย 6307.90.90) และวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเป็นหน้ากากอนามัยข้างต้น
    • ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรคโควิด-19 ที่บริจาคให้แก่สถานพยาบาล หน่วยงานของรัฐหรือองค์การสาธารณกุศล สำหรับการบริจาคดังกล่าว
  7. ให้ ปตท. สนับสนุนจำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาดที่สามารถใช้ทำความสะอาดมือโดยไม่ต้องล้างน้ำออก และใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป ขนาด 1 ลิตรต่อ 1 ขวด ในราคา 110 บาท โดยเริ่มจำหน่ายในวันที่ 4 เม.ย. 63

รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาให้แก่เกษตรกรจำนวน 10 ล้านราย ในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 โดยแบ่งเป็นเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง จำนวน 8.43 ล้านราย และเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนอีก 1.57 ล้านราย โดยเกษตรกรทุกรายจะได้รับเงินจ่ายตรงจำนวน 3 เดือนๆ ละ 5,000 บาทตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม 2563 รวม 15,000 บาทต่อราย

ส่วนใครที่อยากรู้ว่า ตนเองมีสิทธิ์รับเงินเยียวยา 15,000 บาทนี้หรือไม่ สามารถตรวจสอบสถานะการเป็นเกษตรกรของท่านในฐานข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมงได้ที่ farmer.doae.go.th/ แต่สำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นเกษตรกร ขอให้รีบติดต่อทันที ก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ข้างล่างนี้

เฉพาะเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำกินแปลงเดิม-รายเดิมเท่านั้น กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แนะนำ 6 ขั้นตอนการลงทะเบียนผ่านแอปฯ Farmbook ดังนี้

  1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Farmbook ได้ทั้ง IOS และ Android
  2. กดเลือกเมนูแจ้งปลูก
  3. เลือกแปลงปลูกที่ต้องการแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร
  4. เลือกพืช ที่ต้องการแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร
  5. กรอกข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วน
  6. กดบันทึก

คุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ์

ต้องเป็นเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และมีเล่มทะเบียน ทบก. โดยแต่ละประเภทจะมีรายละเอียดในการจ่ายเงินเยียวยาแตกต่างกันไป ดังนี้

  1. ชาวนา ลงทะเบียนเป็นครัวเรือน หมายถึงครัวเรือนเกษตรกร ผู้ที่ถือ ทบก.จะเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่รวมสมาชิกในบ้าน จ่ายเฉพาะหัวหน้าครัวเรือนเท่านั้น
  2. เกษตรกรผู้ปลูกพืชอื่น ได้แก่ ชาวไร่ยาสูบ ปลูกหม่อน ไร่อ้อย ที่ผ่านมาลงทะเบียนเป็นราย กลุ่มนี้จะจ่ายเฉพาะหัวหน้าครัวเรือน เช่นเดียวกับกลุ่มชาวนา
  3. เกษตรกรชาวสวนยาง ที่ลงทะเบียนไว้กับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะได้รับเงินเยียวยาทั้ง ชาวสวน ผู้เช่า คนกรีดยาง และกลุ่มที่ทำสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ รวมประมาณ 1.8 ล้านราย

แต่เกษตรกรที่ลงทะเบียนขอได้รับเงินช่วยเหลือ 10 ล้านราย จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการได้รับความช่วยเหลือภายใต้โครงการ”เราไม่ทิ้งกัน” และไม่เป็นผู้ที่ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการบํานาญของกรมบัญชีกลาง หรือได้รับการเยียวยาผู้ประกันตนของสํานักงานประกันสังคมมาก่อน

ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมงจะดําเนินการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน และส่งข้อมูลและเลขประจําตัวประชาชน 13 หลัก ไปยัง ธ.ก.ส. ให้ตรวจสอบกับทางกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้ข้อมูลซ้ำซ้อนกัน เมื่อตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย ธ.ก.ส.จะดําเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือตามกลไกของธนาคารที่ตรวจสอบได้ โดยจะเริ่มจ่ายเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรงวดแรกได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ทันที 

ยกเว้นผู้ที่มี ทบก. และเป็นหัวหน้าครอบครัว มีเอกสารสิทธิ์ แต่เป็นข้าราชการบำนาญ ที่มีรายได้ประจำ กลุ่มที่ทำงานในระบบประกันสังคม ทำงานเอกชน จำนวนมากที่ขึ้นทะเบียน ทบก. 2 กลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินเยียวยา แม้จะเป็นเกษตรกรตัวจริงก็ตาม เพราะถือเป็นอาชีพอื่น

แนวทางการขึ้นทะเบียน และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยแบ่งเกษตรกรด้านพืช ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้?>

กลุ่มที่ 1  เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562 และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2563 แล้ว ขอให้ตรวจสอบรายชื่อที่ติดประกาศภายในชุมชน ตามที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 หากมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ รอรับเงินได้เลย เนื่องจากเป็นรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะได้รับเงินก่อน

กลุ่มที่ 2  เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรก่อนปี 2562 และยังทำการเกษตรอยู่ ขอให้ตรวจสอบรายชื่อที่ติดประกาศภายในชุมชน ตามที่ตั้งแปลงปลูกเช่นกัน หากพบว่ามีชื่ออยู่ในกลุ่มนี้ ขอให้ไปปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 โดยจะเป็นรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ในการเยียวยา

กลุ่มที่ 3  เกษตรกรรายใหม่ ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกร หลังจากที่ปลูกพืชแล้ว 15 วัน โปรดรีบติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 รายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ 3 ที่มีสิทธิได้รับเงิน แต่จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขของภาครัฐเท่านั้น โดยกรอกแบบฟอร์ม ทบก.01 พร้อมแนบหลักฐานที่กำหนด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรบันทึกข้อมูล ตรวจสอบพื้นที่จริง

  1. ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นชอบให้เพิ่มการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการจำนวน 2,027,459 คน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 1,000 บาท จำนวนหนึ่งครั้ง
  2. เพิ่มเบี้ยผู้พิการให้แก่ผู้ถือบัตรผู้พิการที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 120,000 คน จากเดือนละ 800 บาท เป็นเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563
  3. เพิ่มเบี้ยผู้พิการให้กับผู้ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากเดือนละ 800 บาท เป็น 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือน 1 ต.ค.2563
  4. ให้สามารถพักชำระหนี้ของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่กู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาคนพิการฯ เป็นระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย. 63 - มี.ค. 64
  5. ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาคนพิการฯ เพื่อการประกอบอาชีพ เป็นกรณีพิเศษ ในสภาวะวิกฤติโควิด-19 ในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย และไม่ต้องจ่ายคืนหนี้ในปีแรก ทั้งนี้ ให้ผ่อนชำระภายใน 5 ปี โดยผู้พิการสามารถขอกู้ยืมได้ระหว่างวันที่ 30 เม.ย. – 30 ก.ย.63

** หากมีปัญหาข้อสงสัย ท่านสามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน พม. โทร. 1300 ของศูนย์ช่วยเหลือสังคม และสายด่วนคนพิการ โทร. 1479 รวมทั้งศูนย์บริการคนพิการจังหวัดทั่วประเทศ

1 สิงหาคม 2020/ 47 Views / เวลาอ่าน 3 นาที

1 สิงหาคม 2020/ 51 Views / เวลาอ่าน 2 นาที

17 กรกฎาคม 2020/ 60 Views / เวลาอ่าน 4 นาที

17 กรกฎาคม 2020/ 858 Views / เวลาอ่าน 2 นาที

10 กรกฎาคม 2020/ 118 Views / เวลาอ่าน 5 นาที

9 กรกฎาคม 2020/ 126 Views / เวลาอ่าน 2 นาที

4 กรกฎาคม 2020/ 46 Views / เวลาอ่าน 6 นาที

1 กรกฎาคม 2020/ 153 Views / เวลาอ่าน 5 นาที

30 มิถุนายน 2020/ 222 Views / เวลาอ่าน 7 นาที