ปราบปรามประมงผิดกฎหมายไปเพื่ออะไร?

งานด้านกฎหมาย, 5 พฤษภาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • หลังสหภาพยุโรปประกาศให้ใบเหลืองแก่ไทยเมื่อปี 2558 เนื่องจากพบปัญหาการทำประมงที่ผิดกฏหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU รัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เร่งปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย และเริ่มต้นการปฏิรูปการประมงทั้งระบบโดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการทำประมงอย่างยั่งยืน จนในที่สุด สหภาพยุโรปได้ประกาศยกเลิกใบเหลืองที่เคยให้กับไทย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562
  • ปัจจุบัน สินค้าประมงไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นจากผู้บริโภคในทุกประเทศทั่วโลก ทั้งในเรื่องคุณภาพและความรับผิดชอบต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการเอาจริงกับการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กและแรงงานบังคับในภาคประมงไทยที่เคยเป็นปัญหาหมักหมมมาอย่างยาวนาน

จากคำบอกเล่าที่ว่า “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แผ่นดินของเราอุดมสมบูรณ์” และถ้ามีปู่ย่าตายายอยู่ในบ้าน เชื่อว่าพวกเราคงเคยได้ยินเรื่องเล่า เช่น “เมื่อสมัยปู่ยังเด็กปลาทูที่ซื้อจากตลาดจะตัวโตมากและราคาถูกกว่าสมัยนี้เยอะ” หรือ  “เมื่อสมัยยายยังเด็ก วิ่งไปตามท้องนาก็จับปลาดุกได้ เด็ดผักบุ้งมากินสด ๆ ได้” หรือแม้แต่ “ตอนพ่อเด็ก ๆ ว่ายน้ำลงไปจากชายฝั่งนี้นิดเดียวก็จับปูม้ามากินได้” เป็นคำบอกเล่าที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์เมื่อครั้งอดีตที่ยังมีสัตว์น้ำสารพัดชนิดไว้เป็นอาหารและมีราคาถูกด้วย

แต่สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ต่างกับในอดีต คำถามตามมาคือ วันนี้สัตว์น้ำลดลงไปมากแค่ไหน มีโอกาสจะหมดหรือไม่ แล้วจะทำอย่างไร เพราะถ้าอยากเห็นสัตว์น้ำกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง ก็ต้องมีเวลาให้มันวางไข่ ออกลูกออกหลาน เติบโตและขยายพันธุ์ได้

ลองนึกภาพถ้าในแม่น้ำมีปลาหลากหลายชนิดตัวโต ๆ จำนวนมาก แต่ถ้าชาวบ้านพากันเหวี่ยงแห ลากอวน จับปลาในปริมาณมาก ๆ ทุกวัน หลายเดือนติดต่อกัน ไม่รอให้ปลาได้วางไข่ เติบโต คิดว่าสักครึ่งปีก็อาจจะไม่มีปลาเหลืออยู่  ในมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดียทุกวันนี้ มีเรือประมงขนาดใหญ่ คอยลากอวนจับปลากะตัก ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ได้ทีละเป็นร้อย ๆ ตัน จับปลาทุกวัน ปลาในทะเลและมหาสมุทรจะหมดไปเช่นกัน  หากจับกันแบบนี้อีกต่อไปปลาก็จะเหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ คนรุ่นหลัง ๆ ก็จะต้องกินปลาที่ราคาสูงขึ้นและหายากมากขึ้น ท้ายที่สุดก็อาจไม่เหลือปลาให้จับอีกต่อไป

ความต้องการของชาวประมงบางกลุ่มที่ถ้าเลือกได้ อยากให้สามารถทำประมงอย่างไรก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด นั้น จะนำไปสู่ปัญหาอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในวันข้างหน้าได้อย่างแน่นอน รัฐบาลจึงต้องบัญญัติกฎหมายประมงขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพื่อการจัดระเบียบการประมงในประเทศไทยและในน่านน้ำทั่วไป ป้องกันมิให้มีการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงกลับใกล้ตัวทุกท่านมากกว่าที่คิด เพราะกฎหมายประมงจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับคนไทยทุกคนได้ว่า ประเทศไทยจะมีอาหารทะเลบริโภคอีกนานแค่ไหน จะยังมีอาชีพประมงหรือไม่ และไทยจะยังเป็นผู้นำลำดับต้น ๆ ของโลกในการส่งออกสินค้าประมงได้อีกต่อไปหรือไม่

คำถามสำคัญคือ ใครควรจะมีหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำ ถ้าเป็นแม่น้ำ หลายคนคงบอกว่า หมู่บ้านหรือชุมชนที่อยู่ติดแม่น้ำควรช่วยกันดูแล แต่ถ้าเป็นมหาสมุทรแล้วใครจะทำหน้าที่ดูแล เป็นคำถามที่ตามมาอีกว่า หากมีคนทำผิด ลักขโมย หรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน ใครจะเป็นผู้ที่บังคับใช้กฎหมายและนำคนผิดมาลงโทษ ที่สำคัญที่สุดคือพวกเราทุกคนในฐานะผู้บริโภคย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงไม่ว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือในอนาคต

ปัญหาการทำประมงไร้การควบคุมนี้เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะเมื่อโลกมีประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการเข้าถึงแหล่งอาหารก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไป โดยเฉพาะการจับสัตว์น้ำซึ่งเป็นธรรพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีมากขึ้น เป็นแรงกระตุ้นให้มีประมงเอกชนจำนวนมากเลือกที่จะทำผิดกฎหมาย เน้นจับสัตว์น้ำได้ปริมาณมากที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะมากเกินศักยภาพของธรรมชาติที่ให้จับได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ ทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ไปในที่สุด

ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการประกาศนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายประมง เพื่อปราบปรามและควบคุมดูแลการประมง IUU ร่วมกันของนานาประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) จนนำสู่การจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการสากล IPOA-IUU (International Plan of Action to _Prevent , Deter and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) ร่วมกันขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพื่อเป็นกรอบให้แต่ละประเทศสมาชิกนำไปจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการของประเทศและประกาศและบังคับใช้ต่อไป

สหภาพยุโรป เป็นประเทศแรกๆ ที่ได้จัดทำแผนปฏิบัติงานเพื่อป้องกัน และกำจัดการทำประมง IUU และนำเข้าสู่การบังคับใช้กับประเทศสมาชิก และจากการที่เป็นตลาดนำเข้าสินค้าประมงขนาดใหญ่ของโลก สหภาพยุโรปจึงได้ออกระเบียบฉบับที่ 1005/2008 ลงวันที่ 29 กันยายน 2551 มาใช้บังคับกับทุกประเทศสมาชิกในประชาคมยุโรปว่าด้วยเรื่องการนำเข้าสัตว์น้ำทะเลจากประเทศอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553  โดยระเบียบนี้กำหนดให้ทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าประมงไปสหภาพยุโรปต้องทำการรับรองสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลที่ส่งออกว่าไม่ได้มาจากการทำประมง IUU อย่างแน่นอน และภายใต้บทบัญญัติดังกล่าว สหภาพยุโรปได้กำหนดกระบวนการในการติดตามและประเมินความน่าเชื่อถือของใบรับรองการจับสัตว์น้ำที่มีการออกไปยังสหภาพยุโรป และมีการประกาศรายชื่อประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านกำประมง IUU หากใบรับรองการจับสัตว์น้ำนั้นไม่มีความน่าเชื่อถือและสหภาพยุโรปจะมีคำสั่งไม่นำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศเหล่านี้โดยเด็ดขาด หรือที่เรียกว่า เป็นการให้“ใบแดง”กับประเทศนั้นๆ

แรงกดดันของระเบียบของสหภาพยุโรปดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและมาตรการประมงของประเทศต่างๆ ที่จับปลาและส่งออกไปยังสหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยได้ถูกประกาศให้เป็น “ประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่จะถูกขึ้นบัญชีเป็นประทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม”  (ถูกให้ใบเหลือง) เดือนเมษายน 2558

การปฏิรูปการประมงของไทยจึงเริ่มต้นขึ้น โดยรัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำประมงใหม่ทั้งหมด เพราะพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่ล้าสมัยมาก ไม่มีการกล่าวถึงการจัดการกับการทำประมง IUU ไว้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่รองรับพันธกรณีที่ประเทศไทยมีในขณะนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UNCLOS 1982 ที่ประเทศไทยเพิ่งให้สัตยาบันเมื่อปี 2554 และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเงื่อนไขทางการค้าที่เพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งในขณะนั้น ไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะนำไปสู่การจัดการกองเรือประมงให้สมดุลกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำไทย ไม่มีการควบคุมการใช้เครื่องมือประมงที่มีระดับการทำลายล้างสูง ทำให้ชาวประมงที่ขาดจิตสำนึกสามารถจับปลาเล็กปลาน้อยได้ทั้งหมด การปฏิรูปการประมงของไทยจึงต้องเริ่มอย่างจริงจังด้วยการแก้ไขหรือตรากฎหมายขึ้นใหม่หมดอย่างเร่งด่วน ทั้งกฎหมายประมง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรือและการเดินเรือ และกฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงาน  เพื่อให้รองรับกับบริบทใหม่ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้มีกฎหมายใหม่ สิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่านั้นคือ ทำอย่างไรที่จะนำไปสู่การปฏิบัติใหม่ที่ดีขึ้น ที่จะนำไปสู่การทำประมงอย่างยั่งยืนได้จริง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย

จากการทำงานร่วมกับสหภาพยุโรป และนานาประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์นับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดประเทศไทยก็สามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติและมีมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทำประมง IUU ดังนี้

  1. การกำหนดมาตรการต่างๆ ทางกฎหมายเพื่อควบคุมเรือประมงและการทำประมง : เช่นควบคุมและเฝ้าระวัง ทั้งเรือประมงไทยและเรือประมงต่างชาติทั้งที่เดินเรือในและนอกน่านน้ำไทย โดยกำหนดให้มีการแจ้งเข้า-ออกท่าเรือของเรือประมงที่ศูนย์ PIPO (Port-In Port-Out) เรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ที่กำหนดไว้จะต้องมีการติดตั้งระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System) การจัดระเบียบท่าเทียบเรือ การกำหนดเขตทะเลชายฝั่งตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละจังหวัด
  2. การจัดการกองเรือที่มีประสิทธิภาพ : เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่สามารถรู้ได้แล้วว่าวันนี้ ไทยมีเรือประมงและเรือสนับสนุนการทำประมงที่ถูกกฎหมายจริงทั้งหมดกี่ลำ แต่ละลำมีสถานะล่าสุดอย่างไร ทั้งเรือประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ มีการจัดทำอัตลักษณ์และวัดขนาดเรือประมงพาณิชย์ แก้ไขปัญหาการสวมสิทธิเรือ การควบคุมเรือที่ไม่มีใบอนุญาต และเรือที่มีความเกี่ยวข้องกับการประมง IUU ไม่ให้ออกไปทำประมงทั้งในและนอกน่านน้ำได้อีก เป็นต้น
  3. มีระบบการติดตาม ควบคุม เฝ้าระวัง (Monitoring, Control, Surveillance) : การประมงของไทยได้รับการติดตามเฝ้าระวัง ทั้งในส่วนของทรัพยากร การทำประมง โดยผ่านศูนย์ควบคุมและเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) และศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) 32 ศูนย์
  4. มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) : การควบคุมผลผลิตและสินค้าประมงตั้งแต่ในทะเล จนถึงผู้บริโภค โดยจัดให้มีการบริหารจัดการและจัดระบบทุกท่าเทียบเรือ เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของสัตว์น้ำ การตรวจสุขอนามัย และมีเอกสารการกำกับการซื้อขายด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่า ไม่มีสัตว์น้ำจากการทำประมง IUU ขึ้นท่า แปรรูป และเข้ามาในห่วงโซ่อุปทานในประเทศหรือส่งออกไปจากไทย และผลิตภัณฑ์ของไทยมีคุณภาพได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำการประมงยั่งยืนและรับผิดชอบทั้งในเชิงทรัพยากร การทำประมงผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือการคุ้มครองดูแลแรงงานภาคประมงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการประกอบอาชีพประมงให้เป็นไปตามหลักการทำประมงอย่างรับผิดชอบและสิทธิมนุษยชน รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายรับรองกระบวนการคุ้มครองแรงงานในภาคประมงให้ได้รับความเป็นธรรม เช่น ต้องไม่ใช้แรงงานที่ถูกบังคับ (forced labour) รับประกันความปลอดภัยการทำงานในทะเล แรงงานประมงมีอำนาจในการเจรจาต่อรองสัญญาจ้างงาน โดยมีการวางระบบตรวจสอบแรงงานที่ศูนย์ PIPO เช่น จำนวนแรงงานที่เข้าและออกในเรือจะต้องข้อมูลตรงกัน จัดหาล่ามสัมภาษณ์แรงงาน เพื่อสืบสวนการเอารัดเอาเปรียบ การบังคับแรงงาน การค้ามนุษย์ และแรงงานเด็ก เป็นต้น

การดำเนินการมาตรการควบคุม ป้องกัน และปราบปราม การทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) นับเป็นการแก้ไขวิกฤติทางทรัพยากร และการประมงของประเทศไทย และเปลี่ยนวิกฤติดังกล่าวให้กลายเป็นโอกาส และในที่สุดข่าวดีที่ชาวประมงและผู้ส่งออกไทยทุกคนรอคอยก็มาถึง คือสหภาพยุโรปได้ประกาศยกเลิกใบเหลืองกับไทยแล้วเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 หลังจากการทำงานร่วมกันมาอย่างหนักและต่อเนื่องกว่า 3 ปี หลังสหภาพยุโรปยอมรับถึงความตั้งใจจริงและพัฒนาการต่างๆ ที่ดีขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในการปฏิรูปภาคการประมงของไทย

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ณ กรุงบรัสเซลล์ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และนายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทะเล และประมง ร่วมแถลงข่าวเรื่องการปลดใบเหลืองให้กับประเทศไทย สหภาพยุโรปชื่นชมประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เพราะรัฐบาล และคนไทยทุกคนยังมีภารกิจที่ต้องทำร่วมกันต่อไปอีกมากเพื่อให้ภาคประมงไทยเข้มแข็งและยั่งยืนได้จริงในระยะยาว ให้การประมงของไทยเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ปัญหานี้จะแก้ไขให้สำเร็จไม่ได้หากปราศจากความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน ที่จะต้องตระหนักร่วมกันถึงความสำคัญของการทำให้ได้มาซึ่งความมั่นคงยั่งยืนของทรัพยากร แม้อาจจะต้องแลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบ้างเพราะมีกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงระบบเครื่องมือติดตามเรือ ฯลฯ ที่ต้องเพิ่มขึ้น แต่ ณ วันนี้ สินค้าประมงไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้วจริงจากผู้บริโภคในทุกประเทศทั่วโลก ทั้งในเรื่องคุณภาพและความรับผิดชอบต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน และภาพลักษณ์ในเชิงลบเดิมของไทยในฐานะประเทศที่มักตกเป็นเป้าโจมตีโดยสื่อสากลและองค์กรต่างๆ ในภาคประชาสังคมทั่วโลก ได้เริ่มกลับมาดีขึ้นแล้วเพราะนานาประเทศเริ่มเห็นถึงความเอาจริงเอาจังของไทยในการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กและแรงงานบังคับในภาคประมงไทย

ไม่ว่าท่านจะเป็นชาวประมง นักวิชาการ NGO เอกชน หรือผู้บริโภค เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ในการร่วมมือกันพัฒนาให้การประมงไทยพัฒนาต่อไปยิ่งๆ ขึ้นได้อย่างยั่งยืนเพื่อลูกหลานของพวกเราทุกคนในวันข้างหน้า

5 พฤษภาคม 2563/ 161 Views/ เวลาอ่าน 13 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

24 กรกฎาคม 2563/ 57 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

19 เมษายน 2563/ 173 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

30 กรกฎาคม 2563/ 998 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

28 พฤษภาคม 2563/ 530 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

9 กรกฎาคม 2563/ 188 Views/ เวลาอ่าน 14 นาที

22 เมษายน 2563/ 491 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที