หาบเร่แผงลอยกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก

เศรษฐกิจ, บทความ - เมืองไทยวันนี้, 22 เมษายน 2563

ใจความสำคัญ

รัฐบาลเร่งทบทวนให้มีหาบเร่แผงลอยขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ พร้อมกับการบริหารจัดการที่เป็นระเบียบ โดยไม่ให้หาบเร่แผงลอยกีดขวางทางจราจรหรือลิดรอนสิทธิของผู้ใช้ทางเท้า ทั้งนี้ รัฐบาลได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด และได้ออกประกาศ กทม. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขายหรือจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ โดยประกาศฯ ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการทบทวนนโยบายของหาบเร่แผงลอย โดยแบ่งประเภทของหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ เป็น 2 ประเภท ได้แก่ หาบเร่แผงลอยในจุดท่องเที่ยวที่เน้นการขายอาหารท้องถิ่น หรือที่เรียกกันทั่วไปเป็นภาษาอังกฤษว่า street food และหาบเร่แผงลอยในจุดทั่วไปสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน โดยนโยบายของหาบเร่แผงลอยสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ 1 การแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน โดยลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทย ซึ่งระบุถึง “การทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562

ในส่วนของหาบเร่แผงลอยในจุดท่องเที่ยวหรือ street food ที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างเห็นตรงกันว่า เป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ โดยเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลก อย่าง CNN Travel ได้เลือกให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองอันดับหนึ่งสำหรับ street food เมื่อปี 2561 นั้น2 รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนผ่อนผันให้กลับมาเปิดขายแล้ว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้ปิดถนน 3 สายใจกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ถนนสีลม ถนนเยาวราช และถนนข้าวสาร เปลี่ยนโฉมใหม่เป็น “ถนนคนเดิน” (Walking Street) เพื่อจำหน่ายสินค้า อาหาร ของหาบเร่แผงลอยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คือ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2562 ที่ผ่านมา (โดยในช่วงนี้ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในส่วนของถนนเยาวราชและถนนข้าวสาร ยังคงเปิดให้บริการตามปกติภายใต้เวลาที่ทางภาครัฐจำกัดไว้สำหรับการเดินทางนอกเคหะสถานในช่วงระหว่างวัน)

ในขณะเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาที่ประชาชนเคยทักท้วงมามากในอดีต กล่าวคือ หาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ ที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาการจราจรติดขัด เกิดการลิดรอนสิทธิของคนใช้ทางเท้า และยังเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ทวงคืนทางเท้า” ใน กทม. ในช่วงปี 2556 รัฐบาลก็ได้เร่งรัดหาแนวทางการแก้ไขปัญหาหาบเร่แผงลอยในจุดทั่วไป ซึ่งถือเป็นแหล่งซื้ออาหารที่สำคัญของประชาชน โดยแต่เดิม จำนวนผู้ค้า/หาบเร่แผงลอย หรือ street vendors ทั่วกรุงเทพฯ มีอยู่ประมาณ 1.2 – 1.4 แสนคนหรือจุด3 และในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ค้าที่จดทะเบียนกับทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) 21,065 ราย4

แม้จะมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่อยากเห็นหาบเร่แผงลอยกลับมาอีก  แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หาบเร่แผงลอยยังคงเป็นทั้งแหล่งทำมาหากินสร้างรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย และช่วยลดค่าครองชีพ งานวิจัยของ WIEGO, Resource Document No.9, May 2018 ระบุว่า กลุ่มลูกค้าสำคัญของหาบเร่แผงลอยคือ พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ นักเรียน โดยเฉพาะแรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำ โดยร้อยละ 60 ของประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือน ซื้อของจากหาบเร่แผงลอยทุกวัน และหากไม่มีหาบเร่แผงลอย ประชาชนโดยเฉลี่ยจะต้องซื้ออาหารในราคาที่แพงขึ้นถึงประมาณเดือนละ 357 บาท

เพื่อประโยชน์ของประชาชน รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนให้มีหาบเร่แผงลอยขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ พร้อมกับการบริหารจัดการที่เป็นระเบียบ โดยไม่ให้หาบเร่แผงลอยกีดขวางทางจราจรหรือลิดรอนสิทธิของผู้ใช้ทางเท้า ทั้งนี้ รัฐบาลได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด และได้ออกประกาศ กทม. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขายหรือจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ โดยประกาศฯ ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา5 เพื่อใช้แทนประกาศเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2548

ต่อไป เราจะเห็นอนาคตของการจัดการหาบเร่แผงลอยของ กทม. ที่เปลี่ยนไป เราจะเห็นหาบเร่แผงลอยที่ตอบสนองความต้องการของทุกคนในสังคม และตอบโจทย์ให้กับทั้งคนเศรษฐกิจฐานรากและคนสัญจรทางเท้าได้พร้อมกัน

อันดับแรกและสำคัญที่สุด คือ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก ไม่มีแผงค้ากีดขวาง จะมีการจัดการพื้นที่วางหาบเร่แผงลอย ให้ผู้เดินเท้ายังสามารถสัญจรไป-มา บนทางเท้าได้อย่างสะดวก โดยจุดที่จะวางหาบเร่แผงลอยในเบื้องต้น จะต้องอยู่ในบริเวณทางเท้าที่มีความกว้างมากกว่า 3.5 เมตรขึ้นไป เพื่อให้มีทางเดินเท้าที่กว้างเพียงพอไม่ต่ำกว่า 2 เมตร สะดวกต่อการสัญจรไปมาของผู้คนรวมถึงคนสูงอายุและผู้พิการที่ใช้รถเข็นที่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการสัญจร

นอกจากนี้ สำหรับพื้นที่หาบเร่แผงลอยบางแห่งที่สร้างปัญหากีดขวางการจราจรบนท้องถนน กทม. ได้กำหนดพื้นที่ตั้งหาบเร่แผงลอยห่างจากพื้นผิวถนนหรือผิวจราจร 50 เซนติเมตร เพื่อไม่มีการรุกล้ำหรือกีดขวางบนท้องถนน และนำร่องให้มีจุดพื้นที่ตั้งหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าในพื้นที่ติดถนนที่มีช่องทางจราจร 4 เลนขึ้นไป เพื่อแก้ปัญหาคนหยุดรถเพื่อซื้อสินค้าจากหาบเร่แผงลอย

ประการที่สอง กทม. จะจัดแผงสินค้าให้สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดแผงสินค้าตามประเภท/ชนิดของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารต้องถูกสุขอนามัย พ่อค้าแม่ค้าต้องผ่านการอบรมหลักสูตรด้านสุขาภิบาล ไม่ทิ้งขยะ ของเสีย เศษอาหาร น้ำ ไขมัน สิ่งปฏิกูลลงในท่อน้ำ ทางระบายน้ำและพื้น และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการใช้เตาแก๊สและไฟฟ้า

ประการที่สาม คือ พื้นที่ทางเท้าที่ใช้ในการตั้งหาบเร่แผงลอยนั้น จะต้องเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ไม่ควรตกเป็นสมบัติส่วนตัวของคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปตลอด จึงได้กำหนดให้มีการจับฉลากคัดเลือกผู้ค้าเป็นประจำทุกปี เพื่อหมุนเวียนให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคนที่ต้องการได้พื้นที่ทำกิน โดยให้สิทธิพ่อค้าแม่ค้าที่มีสัญชาติไทย และเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยที่จำเป็นต้องมีที่ทำกินในราคาย่อมเยา อาทิ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ท้ายที่สุด เปิดให้สังคมมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง  โดยที่ผ่านมา กทม. ได้เริ่มจัดการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ที่จะตั้งหาบเร่แผงลอย เพื่อให้ประชาชนผู้สัญจรและใช้ทางเท้าในบริเวณนั้น เจ้าของอาคารในพื้นที่ ผู้พักอาศัยในรัศมี 500 เมตร และประชาชนที่ทำงานในรัศมี  500 เมตรของพื้นที่ดังกล่าว มีส่วนสำคัญในการกำหนดว่าจะอนุญาตให้มีการวางขายหาบเร่แผงลอยในบริเวณดังกล่าว หรือไม่ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนสอดส่องดูแลการค้าขายในพื้นที่ให้เป็นไปตามระเบียบ จะให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่เลือกผู้แทนขึ้นมา เพื่อช่วยดูแลพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณดังกล่าวด้วยกันให้ขายสินค้าตามระเบียบที่ กทม. ได้วางไว้

ปัจจุบัน กทม. กำลังเร่งคัดเลือกพื้นที่นำร่องที่เหมาะสม กำหนดเป็นจุดทำการค้าหาบเร่แผงลอย ที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามในอนาคตอันใกล้นี้ สมกับที่ทั่วโลกชื่นชมกรุงเทพฯ ของเราว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนน” ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างอาชีพอย่างแท้จริงนั่นเอง


1 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะ “ทบทวนรูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อคงเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนนหรือ Street Food ควบคู่กับความเป็นเมืองที่มีระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม” โดยเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะดำเนินการเพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของคนไทยและแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน2 https://edition.cnn.com/travel/article/best-cities-street-food/index.html

3 ข้อมูลจาก Women in Informal Employment Globalizing and Organizing: WIEGO, Strategic Brief No 20 September 2019

4 สถานะ ณ ปี 2556 ก่อนการจัดระเบียบโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

http://www.bangkok.go.th/upload/user/00000109/News/PR/0163/290163-1.pdf

22 เมษายน 2563/ 186 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

12 มิถุนายน 2563/ 144 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 138 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

24 กรกฎาคม 2563/ 102 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 64 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที

5 พฤษภาคม 2563/ 161 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

25 สิงหาคม 2563/ 40 Views/ เวลาอ่าน 9 นาที

11 สิงหาคม 2563/ 38 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

31 สิงหาคม 2563/ 30 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

22 เมษายน 2563/ 153 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที