ไทยเดินหน้าสร้างเส้นทางสายไหม เชื่อมไทยสู่โลก

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลไทยเร่งผลักดันการดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค เฟสแรก เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) โดยขณะนี้ มีการทำสัญญาก่อสร้างโครงการดังกล่าวไปแล้วรวม 10 ฉบับจากที่ต้องทำสัญญาทั้งหมด 14 ฉบับ และรัฐบาลตั้งเป้าจะลงนามในสัญญาที่เหลืออีก 4 ฉบับสุดท้ายภายในปีนี้
  • สัญญาทั้ง 3 ฉบับที่เพิ่งลงนามไป ได้แก่ สัญญาที่ 4-3 งานโยธาช่วงนวนคร-บ้านโพ สัญญาที่ 4-4 งานโยธาสำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย และสัญญาที่ 4-6 งานโยธาช่วงพระแก้ว-สระบุรี
  • คาดว่า จะสามารถเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงช่วงที่ 1 ได้ภายในปี 2570 ส่วนโครงการช่วงที่ 2 เส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย คาดว่า จะเปิดบริการได้ในปี 2572 เมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 ระยะ จะเป็นการยกระดับมาตรฐานรถไฟไทยให้ทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคต่อไป

คืบหน้าไปอีกขั้น สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสแรก เส้นทางกรุงเทพ-หนองคาย ช่วงที่ 1 กรุงเทพ-นครราชสีมา วงเงินก่อสร้าง 179,413 ล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามในสัญญาก่อสร้างเพิ่มเติม 3 ฉบับ ระหว่างผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับผู้แทนบริษัทคู่สัญญา โดยมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยาน

สัญญาทั้ง 3 ฉบับ มี ดังนี้

1. สัญญาที่ 4-3 งานโยธาสำหรับช่วงนวนคร-บ้านโพ วงเงินก่อสร้าง 11,525,350,500 บาท จำแนกเป็นงานโครงสร้างทางรถไฟแบบทางยกระดับ 23 กิโลเมตร งานก่อสร้างทางวิ่งเข้าศูนย์ซ่อมบำรุง งานอาคารและสิ่งปลูกสร้างรองรับงานระบบรถไฟฟ้า  งานระบบระบายน้ำ งานรื้อย้ายราง และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ

2. สัญญาที่ 4-4 งานโยธาสำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย วงเงินก่อสร้าง 6,573,000,000 บาท โดยเป็นการก่อสร้างทางรถไฟระดับพื้นในศูนย์ซ่อมบำรุง งานอาคารภายในศูนย์ซ่อมบำรุงรวมถนนต่อเชื่อม ได้แก่ อาคารระบบซ่อมบำรุงขบวนรถไฟ 19 อาคาร อาคารควบคุมระบบการจัดการเดินรถและฝึกอบรม 4 อาคาร อาคารสำหรับระบบซ่อมบำรุงทาง 8 อาคาร งานก่อสร้างถนนงานระบบระบายน้ำ และงานรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ

3. สัญญาที่ 4-6 งานโยธาสำหรับช่วงพระแก้ว-สระบุรี วงเงินก่อสร้าง 9,428,999,969.37 บาท เป็นงานก่อสร้างโครงสร้างทางรถไฟ ระยะทางรวม 31.60 กิโลเมตร แบ่งเป็น คันทางระดับดิน 7.02 กิโลเมตร และทางยกระดับ 24.58 กิโลเมตร งานอาคารและสิ่งปลูกสร้างรองรับงานระบบรถไฟฟ้า 7 แห่ง รวมทั้งงานรื้อย้ายสถานีเดิม งานปรับปรุงย้ายถนนเดิม งานก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ งานระบบระบายน้ำ และงานรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ

โดยสัญญาทั้ง 3 ฉบับ มีระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน และมีวงเงินวงเงินก่อสร้างรวม 27,527,350,469.37 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ได้มีการลงนามในสัญญาจ้างงานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร หรือ สัญญา 2.3 ของโครงการดังกล่าวไปแล้ว คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ในเวลานี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพ- นครราชสีมา สามารถลงนามในสัญญาไปแล้ว 10 ฉบับ จากสัญญาทั้งหมด 14 ฉบับ เหลือเพียงอีก 4 ฉบับได้แก่ สัญญาที่ 4-1 บางซื่อ-ดอนเมือง วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท สัญญาที่ 4-2 ดอนเมือง-นวนคร วงเงิน 8.62 พันล้านบาท สัญญาที่ 4-5 บางซื่อ-พระแก้ว วงเงิน 9.11 พันล้านบาท และสัญญาที่ 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า วงเงิน 9.33 พันล้านบาท โดยแต่ละสัญญาที่เหลือ อยู่ในกระบวนการพิจารณาและจัดเตรียมเอกสาร ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าที่จะลงนามสัญญาอีก 4 ฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 นี้

สำหรับภาพรวมความคืบหน้าการก่อสร้างเส้นทางช่วงที่ 1 นั้น ปัจจุบัน ได้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จ 1 สัญญา คือ ช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร และอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 6 สัญญา ได้แก่ (1) สัญญา 2-1 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กิโลเมตร มีความคืบหน้าร้อยละ 60.37 (2) สัญญาที่ 3-2 อุโมงค์มวกเหล็กและลำตะคอง ระยะทาง 12.23 กิโลเมตร จะเริ่มก่อสร้างวันที่ 19 เมษายน ศกนี้ และ (3) สัญญาที่ 3-3 ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ระยะทาง 21.6 กิโลเมตร วงเงิน 9,838 ล้านบาท ได้เริ่มการก่อสร้างไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 มีความคืบหน้าร้อยละ 0.05

รัฐบาลคาดว่า รถไฟความเร็วช่วงที่ 1 กรุงเทพ-นครราชสีมา จะสามารถเปิดให้บริการได้ปลายปี 2569 หรือช้าสุดไม่เกินปี 2570 ค่าโดยสารประมาณ 107- 534 บาท โดยจะทำให้ประชาชนสามารถเดินทางไปยัง จ. นครราชสีมา ด้วยเวลาเพียงแค่ 1ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ถึง 1 เท่าตัว

สำหรับความคืบหน้าของโครงการในช่วงที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 356 กิโลเมตร นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบในรายละเอียด คาดว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการได้ประมาณเดือนกรกฎาคม หรือเดือนกันยายน 2564 และอาจเปิดประมูลได้ในช่วงปลายปีนี้ ก่อนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2565 โดยคาดว่า จะใช้เวลาก่อสร้างงานโยธา 3 ปี และใช้เวลาติดตั้งงานระบบอาณัติสัญญาณอีก 3 ปี เพื่อให้พร้อมให้บริการได้ในปี 2572 โดยคิดค่าโดยสารตลอดสาย 984 บาท เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ จะทำให้สามารถเดินทางจากกรุงเทพไปหนองคายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง 15 นาที หากเดินทางโดยรถยนต์ จะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง

เส้นทางรถไฟสายนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 ช่วง จะเป็นการยกระดับมาตรฐานรถไฟไทยให้ทันสมัยและประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว อีกทั้งเส้นทางรถไฟสายนี้ยังจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยนอกจากจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางของไทย อาเซียนและจีนให้เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ยังจะเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” หรือที่เรียกว่า Belt and Road Initiative ของจีน ซึ่งจะเชื่อมระบบรางของทวีปเอเชียเข้ากับทวีปยุโรปอีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *