ประกันราคายาง ระยะ 2 ประคองพี่น้องชาวไทย สู่เป้าหมาย “สวนยางยั่งยืน”

เศรษฐกิจ, 13 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งเสริมให้มีการแปรรูปผ่านการใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่ายาง สนับสนุนการจัดตั้งเมืองยางพารา กระตุ้นให้มีการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น ส่งเสริมการปลูก “พืชทางเลือก” ควบคู่กับการปลูกยาง ในปี 2562 ได้มีการจัดโครงการประกันรายได้ยางพาราภายใต้งบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ลงนามในMOU ยกระดับราคายางพารา เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ด้วยการนำน้ำยางพาราของเกษตรกรไทย มาใช้ผลิตแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ และหลักนำทางยางธรรมชาติยัง อีกทั้งได้ดำเนินโครงการด้านการตลาดและแปรรูปสินค้ายางพาราและสนับสนุนให้ใช้น้ำยางพาราเพื่อสร้างและซ่อมถนนทั่วประเทศด้วย
  • ล่าสุด ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือชาวสวนยาง ทั้งในส่วนของโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะ 2 กรอบวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท การขยายเวลาชำระหนี้ และการให้เงินเยียวยาเกษตรกร 5,000 บาท ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พร้อมย้ำแนวทางการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ด้วยการเกษตรแบบผสมผสาน ลดการพึ่งพารายได้จากยางเพียงอย่างเดียว ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 2 ล้านไร่ ในระยะเวลา 10 ปี

ยางพาราเป็นพืชหลักทางเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก หากรวมกับอินโดนีเซียและมาเลเซียแล้ว มีพื้นที่กรีดยางพารารวมกันมากกว่า 50 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62 ของเนื้อที่กรีดยางพาราของโลก ยางพาราจึงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย พร้อมทั้งยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนนับล้านคน

ปัจจุบันประเทศไทย มีพื้นที่ทำสวนยางอยู่ราว 19 ล้านไร่ มีเกษตรกรชาวสวนยางประมาณ 1.7 ล้านราย แบ่งเป็น เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1.4 ล้านราย และคนกรีดยาง 2.9 แสนราย ซึ่งหลายปีมานี้จากสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และปริมาณการปลูกยางเพิ่มขึ้นในต่างประเทศ ทำให้ชาวสวนยางต้องประสบปัญหาด้านราคาผลผลิตที่ตกต่ำลง

รัฐบาล โดย พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าแก้ปัญหาราคายางตกต่ำด้วยความจริงจังมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรชาวสวนยางให้สามารถพัฒนาและแปรรูปเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้ส่งเสริมให้มีการแปรรูปผ่านการใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่ายาง และสนับสนุนการจัดตั้งเมืองยางพารา พร้อมทั้งกระตุ้นให้มีการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น

เพื่อสานต่อนโยบายนี้ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2563 นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เรื่องอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยจากยางพารา ระหว่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับราคายางพารา และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ด้วยการนำน้ำยางพาราของเกษตรกรไทย มาใช้ผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตและหลักนำทางยางธรรมชาติ ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนนของทั้งกรมทางหลวง และ ถนนกรมทางหลวงชนบท ขนาด 4 ช่องจราจรกว่า 12,000 กม. จะแบ่งเป็นถนนของกรมทางหลวงประมาณ 11,000 กม. และ ถนนของกรมทางหลวงชนบทประมาณ 1,000 กม. ซึ่งระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2563-2565) ใช้วงเงินประมาณ 85,000 ล้านบาท

อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้เห็นชอบแผนการใช้งบประมาณและการใช้น้ำยางพาราเพื่อสร้างและซ่อมถนนทั่วประเทศปี 2559 ของกระทรวงคมนาคม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราเพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมใช้น้ำยางพารามากที่สุดจำนวน 20,687 ตัน วงเงิน 10,223 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้น้ำยางตามแผนปกติ 19,301 ตัน วงเงิน 9,528 ล้านบาท และการใช้งบเหลือจ่ายจากมาใช้ยางพาราเพิ่มอีก 1,386 ตัน วงเงิน 695 ล้านบาท เพื่อสร้างและซ่อมแซมถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบททั่วประเทศรวมแล้วประมาณ 37.1 ล้านตารางเมตร

นอกจากนั้น ยังส่งเสริมการปลูก “พืชทางเลือก” ควบคู่กับการปลูกยาง ตามแนวทางการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2562 รัฐบาลยังได้มีการจัดโครงการประกันรายได้ยางพารา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีรายได้ที่สม่ำเสมอในภาวะตลาดที่ยังผันผวน ภายใต้งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท โดยได้ดำเนินการลุล่วงไปแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนมกราคม 2563

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการด้านการตลาดและแปรรูปสินค้ายางพารา เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรได้เบิกเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปแล้ว 1.18 หมื่นล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 2 พันล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/เพิ่มมูลค่าสินค้า มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ กู้เงินแล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท ทำให้มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น 1.3 แสนตัน

ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ชาวสวนยางเป็นอีกกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตลาด งดการขนส่งบริเวณชายแดน และการขนส่งทางเรือ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งออกยางได้ โดยเบื้องต้นรัฐบาลได้พิจารณาเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงชาวสวนยาง ครัวเรือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 15,000 บาท งบประมาณรวม 150,000 ล้านบาท ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563  นอกจากนั้น ยังมีมาตรการพักชำระหนี้กองทุนพัฒนายาง ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางอีกประมาณ 30,000 ราย จากเดิมให้เวลาชำระหนี้ล่าช้าได้ 60 วัน โดยแก้ไขเป็นขยายเวลาออกไปเป็น 7 เดือน

สถานการณ์โควิด-19 ก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับตลาดยางพารา ซึ่งตัวเลขในไตรมาสแรกของปี 2563 (มกราคม – เมษายน) ความต้องการใช้ยางพาราในตลาดโลกลดลงร้อยละ 19.53 จากไตรมาสแรกของปี 2562 โดยจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่มีการใช้ยางลดลงเกือบร้อยละ 50

รัฐบาลจึงเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา และได้ประกาศการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะ 2 เพื่อมุ่งบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2563  โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ช่วงเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2563  กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 จะช่วยเหลือส่วนต่างราคายางพารา รายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยกำหนดราคาอ้างอิง 6 เดือนย้อนหลัง เพื่อเป็นฐานในการจ่ายเงินส่วนต่างราคา ประกอบด้วย ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาทต่อกิโลกรัม, น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยจะแบ่งสัดส่วนรายได้ระหว่างเจ้าของสวน 60% และ คนกรีด 40% ของเงินที่ได้รับจาการชดเชยหรือการประกันรายได้ ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยาง จะต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

พร้อมกันนี้ยังมีมติเห็นชอบการอนุมัติโครงการสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี จำนวนไม่เกิน 600 ล้านบาท

จากความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทั้งสภาวะตลาดในยามปกติหรืออยู่ในช่วงวิกฤต สิ่งที่นายกรัฐมนตรียังคงเน้นย้ำในการช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพชาวสวนยาง คือ แนวทางการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งเป้าหมายพร้อมแนวทางไว้ว่า 1) ต้องมีสวนยางที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน จำนวน 15 ล้านไร่ ภายใน 5 ปี  2) มีสวนอย่างยั่งยืนแบบผสมผสานลดการพึ่งพารายได้จากยางเพียงอย่างเดียว ไม่น้อยกว่า 2 ล้านไร่ ในระยะเวลา 10 ปี และ 3) แก้ปัญหาสวนยางในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์โดยส่งเสริมการทำสวนยางยั่งยืนที่เกื้อกูลธรรมชาติ ภายใต้ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าไว้ที่ 5 ล้านไร่

พี่น้องชาวสวนยางเป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรไทย อันเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชาติ แม้ว่าในเวลานี้ นานาประเทศยังคงต้องต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ แต่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเป้าหมายให้เกษตรกรไทย มีความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

13 มิถุนายน 2563/ 357 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

10 พฤษภาคม 2563/ 176 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 352 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

11 สิงหาคม 2563/ 90 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

12 มิถุนายน 2563/ 199 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 88 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

28 พฤศจิกายน 2563/ 8 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 252 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

18 พฤศจิกายน 2563/ 29 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

25 สิงหาคม 2563/ 950 Views/ เวลาอ่าน 9 นาที