ปิด 3 เดือนเพื่อฟื้นฟูทะเลอันดามัน

ใจความสำคัญ

  • ทุกปี กรมประมง จะประกาศปิดทะเลอันดามันโดยจำกัดการทำประมงในพื้นที่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร เพื่อให้ทะเลและสัตว์น้ำมีโอกาสฟื้นฟู โดยในปีนี้ กำหนดให้ปิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลา 3 เดือน ตลอดจนห้ามใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำบางชนิดในบริเวณชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำที่เกิดใหม่
  • จากการปิดทะเลอันดามัน 3 เดือนในปีที่ผ่าน ๆ มา พบว่า บริเวณทะเลกระบี่มีฝูงลูกปลาทูเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และในพื้นที่ทะเลอันดามันตอนล่างมีสถิติการจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณมากขึ้นจาก 207,236 ตันเมื่อปี 2560 เพิ่มเป็น 290,035 ตันเมื่อปี 2563 ดังนั้น การปิดทะเล นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรแล้ว ยังช่วยให้ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้ตามขนาดที่เหมาะสมและในปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วย

ทะเลฝั่งอันดามันครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ของไทย ได้แก่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยเป็นท้องทะเลที่มีชื่อเสียงด้านความงดงามโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้เป็นจุดหมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนในแต่ละปี ซึ่งนอกจากสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว ทะเลอันดามันยังอุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมประมงของไทยอีกด้วย 

ในอดีต ประเทศไทยเคยทำประมงอย่างไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างสมดุล รวมทั้งมีการจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงที่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางทะเล เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 ได้เริ่มมีการจัดระเบียบและควบคุมการทำประมงเพื่อป้องกันและปราบปรามการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU รวมถึงปฏิรูปภาคการประมงไทยอย่างจริงจัง และเริ่มใช้มาตรการปิดทะเลอันดามันเป็นเวลา 3 เดือนในทุก ๆ ปี เพราะเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว

ช่วงที่เหมาะสมต่อการปิดทะเลที่สุด คือ ระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึงมิถุนายน เนื่องจากเป็นฤดูวางไข่และอนุบาลตัวอ่อนของบรรดาสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะตลอดบริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ จากการสำรวจพบว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีความหนาแน่นของสัตว์น้ำสูงสุดถึง 690 ตัวต่อ 10 ตารางเมตร เรียกได้ว่า การปิดทะเลได้ช่วยให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นและธรรมชาติก็ได้ฟื้นตัวกลับมาสวยงามอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด

เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในทะเลอันดามันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ส่งผลให้สัตว์น้ำเกิดการปรับตัวทางด้านชีววิทยาการสืบพันธุ์ และวางไข่ตามสภาพของสิ่งแวดล้อมในช่วงเวลาvนั้น ๆ โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการวางไข่ของสัตว์ทะเล เช่น การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ซึ่งมีผลต่ออุณหภูมิในแหล่งวางไข่ ก็เป็นสิ่งที่กรมประมงได้นำมาประกอบการพิจารณาปิดทะเลด้วย

ด้วยเหตุนี้ การออกกฎหมายคุ้มครองฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน จึงไม่สามารถกำหนดเป็นช่วงเวลาเดียวกันในแต่ละปีได้ แต่จำเป็นต้องปรับห้วงเวลาให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ นอกจากนี้ การกำหนดประเภทเครื่องมือประมงก็มีความสำคัญ เนื่องจากการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะมีผลต่อระบบนิเวศวงจรชีวิตของสัตว์น้ำด้วยเช่นกัน รัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แก้ไขกฎหมายการประมงเมื่อปี 2560 จากเดิมที่ให้อำนาจการประกาศปิดทะเลเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติการประมงและพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ก็ให้เปลี่ยนเป็นอำนาจของอธิบดีกรมประมงแทน นั่นก็เพราะกรมประมงคือหน่วยงานที่มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจต่อสภาพความเป็นจริงของระบบนิเวศทางทะเลและการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล จึงควรให้การตัดสินใจในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนหลักทางวิชาการและข้อเท็จจริงที่กรมประมงจะต้องเป็นผู้รวบรวมและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดโดยรวมของประเทศ ไม่ใช่เพียงเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

กรมประมงได้ใช้มาตรการปิดทะเลอันดามันมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2564 ก็เช่นเดียวกัน โดยล่าสุด กรมประมงได้ออกประกาศปิดทะเลอันดามัน ตั้งแต่ปลายแหลมพันวา อำเภอเมืองภูเก็ต จ. ภูเก็ต ถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จ. ตรัง ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 รวมระยะเวลา 3 เดือน พร้อมกับกำหนดเงื่อนไข ชนิดของเครื่องมือประมง และวิธีการทำประมงที่อนุญาตให้ทำได้ในช่วงปิดทะเลด้วย

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ออกคำสั่งปิดทะเลอันดามัน 3 เดือน เพื่อคุ้มครองฤดูวางไข่

รายละเอียดการกำหนดชนิดของเครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขที่สามารถทำการประมงในช่วงประกาศใช้มาตรการปิดทะเล มีดังนี้

1. เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ ที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 14 เมตร และต้องให้ทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืน นอกเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น

2. เครื่องมืออวนล้อมจับปลากะตัก ให้ทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางวัน และต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น

3. เครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 4.7 เซนติเมตรขึ้นไป และมีความยาวอวนไม่เกิน 2,500 เมตรต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ นอกนั้นให้ทำประมงเฉพาะนอกเขตทะเลชายฝั่ง

4. เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง อวนหมึก อนุญาตให้ใช้ทำการประมงได้

5. เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้เครื่องปั่นไฟ ให้ทำการประมงที่นอกเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น

6. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ แต่ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ 2.5 นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น

7. ลอบหมึกทุกชนิด อนุญาตให้ใช้ทำการประมงได้

8. ซั้งทุกชนิดของประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง อนุญาตให้ใช้ทำการประมงได้

9. คราดหอยที่ใช้ประกอบเรือกลขนาดความยาวไม่เกิน 18 เมตร มีความกว้างของปากคราดไม่เกิน 3.5 เมตร ช่องซี่คราดไม่น้อยกว่า 1.2 เซนติเมตร และจำนวนของเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 3 อัน (หน่วย) ต่อเรือกล 1 ลำ ที่ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือคราดหอยที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2560

10. อวนรุนเคย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ออกตามความในมาตรา 68 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558

11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก แผงยกปูจักจั่น อนุญาตให้ใช้ทำการประมงได้

12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง ยังอนุญาตให้ใช้ทำการประมงได้

13. การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงอื่นใด อนุญาตให้ใช้ทำการประมงได้ สำหรับการทำการประมงโดยใช้เครื่องมือในข้อ 3 , 4 , 5 , 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 และจะต้องไม่เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำการประมง ตามมาตรา 67, 69 หรือ 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 หากผู้ใดฝ่าฝืนจะเป็นความผิดตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาทไปจนถึง 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครอง ซึ่งกรมประมงได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง ใช้หลักการทำงาน 3 ป. คือ ป้อง ปราม และปราบ

จากสถิติของกรมประมงในปี 2563 หลังจากปิดทะเลอันดามัน 3 เดือน บริเวณทะเลกระบี่พบฝูงลูกปลาทูเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่วนฝั่งทะเลอันดามันตอนล่างก็มีปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 207,236 ตันใน ปี 2560 เป็น 290,035 ตันใน ปี 2563 และจากการติดตามเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่อนุญาตให้ทำประมงในพื้นที่ปิดทะเลได้ เช่น อวนกุ้ง และอวนปู พบว่า มีการจับสัตว์น้ำในขนาดที่เหมาะสม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของท้องทะเลฝั่งอันดามันได้เป็นอย่างดี จึงเห็นได้ว่า การปิดทะเลเป็นประโยชน์ต่อชาวประมง เพราะการปล่อยให้สัตว์น้ำได้วางไข่และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการรบกวน ทำให้ลูกสัตว์น้ำมีโอกาสเติบโต เพิ่มจำนวนสัตว์น้ำในทะเลไทย ทำให้ชาวประมงสามารถจับสัตว์น้ำได้เป็นจำนวนมากขึ้นและในขนาดใหญ่ขึ้นทุกปี ถือเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์จากท้องทะเล ทำให้ความอุดมสมบูรณ์อยู่คู่ทะเลไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *