รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาโควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติมาตรการเพิ่มเติมในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม อาทิ จ่ายเงินเยียวยา 3,500 บาท และลดค่าน้ำค่าไฟ  ให้แรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ และเกษตรกร เป็นเวลา  2 เดือน และให้สถาบันการเงินในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง พักชำระหนี้และปล่อยกู้พิเศษ ฯลฯ
  • ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 4 มาตรการ คือ “โครงการเราไม่ทิ้งกัน” “โครงการเราเที่ยวด้วยกัน” “โครงการคนละครึ่ง” และ “โครงการกำลังใจ” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แม้ว่าจะทำให้รายได้ของประเทศลดลง แต่สิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นความเดือดร้อนที่รัฐบาลจะต้องเร่งดูแล

ประเทศไทยกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 และสถานการณ์การระบาดในครั้งนี้ดูจะรุนแรงกว่าในรอบแรก รัฐบาล โดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงเร่งจัดหาวัคซีน และได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เสี่ยง ทั้งการขอความร่วมมือประชาชนให้งดการเดินทาง งดงานรื่นเริง สั่งปิดสถานบริการบางส่วน ตลอดจนจำกัดเวลาการเปิดร้านอาหาร เป็นต้น

การระบาดครั้งใหม่ครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีอาชีพค้าขายและผู้ประกอบอาชีพอิสระ รัฐบาลจึงได้เร่งหาวิธีการบรรเทาความเดือดร้อนและมาตรการช่วยเหลือเยียวยาโดยด่วน

วันที่ 12 มกราคม 2564 การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว. กลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติอนุมัติและรับทราบมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 หลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเยียวยา การลดภาระค่าครองชีพ การพักชำระหนี้ การขยายเวลาโครงการสินเชื่อต่าง ๆ  และการเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ฯลฯ เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs โดยมีมาตรการสำคัญ ดังนี้

– โครงการ “เราชนะ” จ่ายเงินเยียวยา 3,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน

มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ และเกษตรกร  ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าถึงมาตรการนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับการผลกระทบน้อยหรือได้รับการดูแลอยู่แล้ว เช่น ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่อยู่ในฐานระบบกองทุนประกัน ตามมาตรา 33 ประมาณ 11 ล้านคน รวมทั้งกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะนำเสนอรายละเอียดของโครงการให้ที่ประชุม ครม. อนุมัติในวันที่ 19 มกราคม 2564 จากนั้นจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่าน “โครงการเราชนะ” ประมาณวันที่ 20 มกราคม 2564 โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะเริ่มใช้เงินได้ภายในสิ้นเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นอย่างช้า     

ลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า

มาตรการลดค่าน้ำประปา แบ่งเป็น

1) ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สิทธิ์ใช้ฟรีในวงเงิน 100 บาท ต่อครัวเรือน/เดือน

2) ประชาชนทั่วไป ลดค่าน้ำประปาลงร้อยละ 10 แก่บ้านพักอาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) สำหรับใบแจ้งหนี้ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้น้ำประปาประมาณ 6.76 ล้านราย

มาตรการลดค่าไฟฟ้า แบ่งเป็น

1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้ไฟไม่ถึง 50 หน่วยติดต่อกัน ให้ใช้ไฟฟ้าได้ฟรี 3 เดือน แต่ถ้าใช้เกิน 50 หน่วย/เดือน สามารถใช้สิทธิ์ตามมาตรการนี้ในวงเงินไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน หากใช้เกิน 230 บาท ต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้าเอง 2. ประชาชนทั่วไป ลดค่าไฟฟ้า 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 ผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 150 หน่วย ให้ใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก หากใช้เกิน 150 หน่วย/เดือน ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าตามเงื่อนไขกำหนด ส่วนกิจการขนาดเล็กใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรก ครอบคลุมที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก 23.70 ล้านราย

– ลงทะเบียน “คนละครึ่ง” รอบใหม่เพิ่มอีกประมาณ 1 ล้านสิทธิ
ที่
https://www.คนละครึ่ง.com/

คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ในวันที่ 20 มกราคม ศกนี้ ซึ่งผู้ลงทะเบียนสำเร็จจะสามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

– ลดค่าอินเทอร์เน็ต เพิ่มความเร็วและความแรงของสัญญาณอินเทอร์เน็ตบ้าน 3 เดือน

กสทช. และบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มความเร็วและความแรงของสัญญาณอินเตอร์เน็ตบ้านและมือถือ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ใช้บริการ รวมถึงเป็นการสนับสนุนมาตรการ Work From Home และยังไม่คิดค่า Data ในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ด้วย

– ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์

มาตรการนี้ จะลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงร้อยละ 90 ให้ชำระเพียงร้อยละ 10 ส่วนการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ จะลดเหลือเพียงร้อยละ 0.01 โดยจะเริ่มเมื่อไรนั้น จะต้องรอให้เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์นี้

– มาตรการทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 7 แห่ง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง  ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดได้ที่ https://gfa.or.th/sfi/Home/Measures

1. ธนาคารออมสิน จะมีโครงการสินเชื่อช่วยเหลือประชาชนหลายโครงการ อาทิ สินเชื่อเสริมพลังฐานราก วงเงิน 50,000 บาทต่อราย และสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 (สินเชื่อฉุกเฉิน) โดยทั้ง 2 โครงการได้ขยายเวลารับคำขอสินเชื่อออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 รวมทั้งออกมาตรการเยียวยาลูกค้าสินเชื่อในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 28 จังหวัดด้วย
ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 02-299-8000 หรือ Call Center 1115

  • ระบบลงทะเบียน มาตรการพักชำระหนี้ช่วยลูกค้าในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด https://ln15.gsb.or.th/ndrs-redzone/
  • ระบบลงทะเบียน ผ่อนปรนชำระหนี้ หลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ https://ln15.gsb.or.th/ndrs/

2. ธ.ก.ส. มีหลายโครงการออกมาช่วยเหลือลูกค้าและประชาชน อาทิ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พักหนี้ ขยายเวลาและลดภาระชำระหนี้ ฯลฯ

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 02-555-0555 หรือ call center 1593 หรือ https://www.baac.or.th/th/

3. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ขยายเวลาโครงการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 พร้อมออก “มาตรการพักชำระหนี้และดอกเบี้ย ในพื้นที่ควบคุมสีแดง สีส้ม และสีเหลือง”  ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยฟื้นฟูกิจการของลูกค้าที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากผลกระทบของโรคโควิด-19 โดยจะเข้าไปดูแลในรูปแบบการ “ส่งเสริม-ผ่อนปรน-ขยายระยะเวลา-ประคับประคอง”   ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 03- 271 3700 หรือ 02-617-2111 ต่อ 3510 – 2 หรือ https://www.exim.go.th/th/Home.aspx

4. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีมาตรการ “พักหนี้อุ่นใจ เติมเงินใหม่ไปต่อ” ดูแล SMEs ของไทย โดยให้สิทธิลูกค้าเดิมพักชำระหนี้เงินต้น 6 เดือน พร้อมเติมเงินเสริมสภาพคล่อง ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

 ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 02-265-3000 หรือ call center 1357

5. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ไทยสู้ภัยโควิด  โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro ไทยสู้ภัยโควิด ฯลฯ

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 02-890-9988 หรือ 02-890-9999 หรือ https://www.tcg.or.th/index.php

6. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มี 4 มาตรการ ช่วยลูกค้าทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ให้เลือกจ่ายเงินงวดเหลือร้อยละ 25 หรือ 50 หรือ 75 โดยตัดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 02-645-9000 หรือ ชมขั้นตอนการลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการลดภาระให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้ที่ https://www.ghbank.co.th/news/detail/public-relations/ghbank-2564

7. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ หลายมาตรการด้วยกัน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อย การพักชำระหนี้เงินต้น ยกเว้นดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระหนี้ และมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้อื่น ๆ รวมถึงการให้วงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมด้วย

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่  call center 1302 หรือ https://www.ibank.co.th/th

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยผู้ใช้สิทธิ์ สามารถเลื่อนการจองที่พักในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ออกไปได้จนถึงเดือนเมษายน 2564 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

อีกทั้งยังมีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานและรักษาระดับการจ้างงาน โดยกำชับให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาทั้งโดยภาครัฐและเอกชน รวมทั้งปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และผลกระทบที่เกิดขึ้น

– ยกเว้นภาษีโครงการกำลังใจ-เราไม่ทิ้งกัน-เราเที่ยวด้วยกัน-คนละครึ่ง 

ที่ประชุม ครม. ยังได้อนุมัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินสนับสนุนหรือประโยชน์ ที่ประชาชนได้รับจากมาตรการหรือโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล รวม 4 โครงการ ได้แก่ โครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” “โครงการเราเที่ยวด้วยกัน” “โครงการคนละครึ่ง” และ “โครงการกำลังใจ”

สำหรับมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ที่ออกมาในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เป็นมาตรการช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิตของประชาชน แม้จะไม่ใช่จำนวนมากมายนัก แต่เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และแม้ว่าการช่วยเหลือประชาชนอาจทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลง แต่ก็ถือเป็นความเดือดร้อนที่รัฐบาลจะต้องดูแล” 

ทั้งนี้ จากที่มีความห่วงกังวลว่า มาตรการเยียวยาของรัฐบาล โดยเฉพาะการโอนเงินตรงเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชน อาจไปกระทบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้ นั้น จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับ 12 ของโลก จำนวน 275,203.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 8,714,031.25 ล้านบาท มากกว่าสหรัฐฯ ที่อยู่ในอันดับ 20 และไทยมีทองคำสำรองสูงเป็นอันดับ 28 โลก ด้วยจำนวน 154 ตัน คิดเป็นเงิน 268,214,631.3 ล้านบาท หรือ 3.4 % ของเงินทุนสำรองฯ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเงินเพียงพอที่จะช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนต่อไปจนกว่าจะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะคลี่คลาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *