ลดวันกักตัว หวังฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ใจความสำคัญ

  • ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ระยะเวลาที่ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะต้องกักตัว จะลดลงเหลือ 7 วันสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วและมีเอกสารรับรอง | ลดเหลือ 10 วัน สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน แต่จะยังคงไว้ที่ 14 วันตามเดิมสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 11 ประเทศ
  • สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คาดว่า มาตรการลดวันกักตัวจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ และเมื่อประกอบกับการฉีดวัคซีนให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นตามแผน ก็ประเมินว่าจะทำให้ในครึ่งปีหลังมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเมืองไทยประมาณ 3 ล้านคน และสร้างรายได้รวมราว 56 แสนล้านบาท เมื่อธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ในปีนี้อาจขยับมาอยู่ที่ร้อยละ 3.0-3.5

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 ​ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาด​ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติอนุมัติแนวทางการผ่อนคลายการกักตัว ให้มีระยะเวลาสั้นลง เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติที่ประสงค์เดินทางมาประเทศไทยด้วย ซึ่งระยะแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564

แนวทางการกักตัวรูปแบบใหม่ จะยังคงเงื่อนไข​สำคัญที่สุดไว้ คือ ชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 และผลตรวจยืนยันไม่พบเชื้อ ประกอบกับการขอ COE (Certificate of Entry) จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก จึงจะสามารถเดินทางเข้ามาได้ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศ โดยมาตรการใหม่ที่ ศบค. เพิ่งเห็นชอบ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. ลดระยะเวลากักตัวเหลือ 7 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน อย่างน้อย 14 วันก่อนการเดินทาง และเมื่อเข้ามาไทยแล้ว จะต้องถูกตรวจหาเชื้อโควิดในช่วงวันที่ 56 ส่วนกรณีคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แม้ต้องขอ COE แต่ไม่ได้กำหนดให้ตรวจโควิด-19 ก่อนเดินทาง ดังนั้น เมื่อเข้ามาถึงประเทศไทยวันแรก จะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RTPCR ตั้งแต่วันแรกที่ถึงไทย และตรวจซ้ำอีกครั้งในวันที่ 56

2. ลดระยะเวลากักตัวเหลือ 10 วัน สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือได้รับวัคซีนแล้วแต่ไม่ครบ 14 วันก่อนการเดินทางเข้าไทย หรือได้รับวัคซีนไม่ครบ 2 โดส จะต้องตรวจหาเชื้อโควิดโดยวิธี RTPCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 35 ครั้งที่สอง คือวันที่ 910

3. คงระยะเวลากักตัวอย่างน้อย 14 วันไว้สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่พบการรายงานไวรัสโควิดกลายพันธุ์ 11 ประเทศ คือ แอฟริกาใต้ โมซัมบิก แทนซาเนีย ซิมบับเว บอตสวานา แซมเบีย เคนยา รวันดา แคเมอรูน คองโก และกานา จะต้องตรวจหาเชื้อโควิดโดยวิธี RTPCR 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในวันแรกที่เดินทางมาถึง ครั้งที่สอง วันที่ 67 และคร้งที่สาม วันที่ 1213

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกักตัว 7 วัน 10 วัน หรือ 14 วัน รัฐบาลยังกำหนดให้มีระบบการติดตามตัวจนครบ 14 วัน แม้ว่าจะออกจากสถานกักตัวไปแล้วก็ตาม

วัคซีนโควิด-19 ที่คณะกรรมการอาหารและยารับรอง 8 ชนิด

ขณะนี้ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับรองวัคซีนโควิด-19 ถูกกฎหมายแล้ว 8 ชนิด (สถานะวันที่ 5 เมษายน 2564) เพื่อให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนทั้ง 8 ชนิดนี้ครบโดสสามารถเดินทางเข้าประเทศไทย​ได้โดยกักตัวเพียง 7 วัน ได้แก่

1. CoronaVac ซึ่งผลิตโดยบริษัท Sinovac Life Science จากจีน

2. AstraZeneca COVID-19 ซึ่งผลิตโดยบริษัทแอสตราเซเนกา จากอังกฤษ

3. AstraZeneca COVID-19 ซึ่งผลิตโดยบริษัท SK Bioscience จากเกาหลี

4. Sinopharm COVID-19 ซึ่งผลิตโดย The Beijing Institute of Biological Products  จากจีน

5. Pfizer-BIONTEC COVID-19 :ซึ่งผลิตโดยบริษัทไฟเซอร์ จากสหรัฐอเมริกา

6. Moderna COVID-19 ซึ่งผลิตโดยบริษัทโมเดิร์นนา จากสหรัฐอเมริกา

7. Janssen COVID19 ซึ่งผลิตโดยบริษัท Janssen Biotech ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน จากสหรัฐอเมริกา

8. COVIDSHIELD (ChAdOx1_nCoV-19) ซึ่งผลิตโดย Serum Institute of India จากอินเดีย

เหตุผลสำคัญในการผ่อนคลายมาตรการกักตัวต่าง ๆ นอกเหนือจากการที่ขณะนี้หลายประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนของตนมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ยังเป็นเพราะไทยจำเป็นต้องเตรียมมาตรการเพื่อจะรองรับการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งที่ประชุม​ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ได้เสนอมาตรการผ่อนคลายการกักตัวสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วและมีใบรับรองการฉีดวัคซีนเท่านั้น ​ โดยมีมาตรการออกมา 4 ระยะประกอบด้วย

ระยะแรก เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2564 ผู้เดินทางที่ได้รับการรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน กักตัว 7 วัน ภายในโรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็น SQ ASQ และ ALQ ทั่วประเทศ

ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ผู้เดินทางที่ได้รับวัคซีนครบโดส และมีใบรับรองการฉีดวัคซีนที่เดินทางตรงไปที่ จ.ภูเก็ต ไม่ต้องกักตัว ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ยังคงกักตัว 7 วัน

สำหรับการยกเว้นการกักตัวใน จ. ภูเก็ต นั้น จะบริหารการท่องเที่ยวจะทำในรูปแบบของ แซนด์บอกซ์หรือการจำกัดพื้นที่เพื่อทำการทดสอบ โดยผู้เดินทางบินตรงถึงจุดหมาย จากนั้นเปิดพื้นที่ให้ท่องเที่ยว หรือเส้นทางที่กำหนดไว้ หากครบ 7 วันแล้วไม่มีการติดเชื้อ ก็สามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ โดยจะใช้แอปพลิเคชันติดตามตัวด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีภูเก็ต จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อทางจังหวัดฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่ถึงร้อยละ 70 เสียก่อน

ระยะที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ผู้เดินทางที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน ไม่ต้องกักตัวเฉพาะพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ เชียงใหม่ และชลบุรี (พัทยา)

ระยะที่ 4 เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ผู้เดินทางทุกรายที่ฉีดวัคซีนครบโดส และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน เดินทางเข้าไทย​ได้โดยไม่ต้องกักตัว

ทั้งนี้ ทุกคนจะต้องใช้แอปพลิเคชันติดตามตัวควบคู่ตลอดระยะเวลาการควบคุมโรคด้วย โดยแผนการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้น จะเปิดรับการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ก่อน เพื่อง่ายต่อการติดตามและการบริหารจัดการ อย่างไรก็ดี มาตรการผ่อนคลาย ในระยะที่ 24 จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ศบค. อีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะมีผลบังคับใช้ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์การแพร่ระบาด​ของโรคโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *