รัฐบาล-กทม.เตรียมรับมือฝุ่นละออง PM 2.5 ชวนประชาชนร่วมมือลดมลพิษ

สาธารณสุข, 19 พฤศจิกายน 2563

ใจความสำคัญ

  • ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 ตรวจพบฝุ่นละออง PM 5 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มมากที่สุดในช่วงต้นปี 2564 รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงเตรียมมาตรการไว้รับมือทั้งระดับประเทศและในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการบูรณาการระหว่างทุกหน่วยงาน  พร้อมทั้งได้ประกาศให้การแก้ปัญหาฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ
  • รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขยายเครือข่ายการแจ้งเตือนตรวจสอบคุณภาพอากาศ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น การลดการเกิดมลพิษตั้งแต่ต้นทางให้ประสานข้อมูลทำแผนเผชิญเหตุ ให้มีแอปพลิเคชันแจ้งเตือน ทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ตั้งจิตอาสาดับไฟป่า และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละพื้นที่เรื่องการดูแลป่าไม้ตามมาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติปี 2562
  • กทม. ได้ออกมาตรการห้ามรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปเข้าพื้นที่กรุงเทพฯชั้นในตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. เพิ่มบริการตรวจเช็กควันดำเครื่องยนต์ฟรี ให้ปิดการเรียนการสอนโรงเรียนสังกัด กทม. ตั้งแต่ 3 – 15 วัน พร้อมทั้งมีระบบแจ้งข้อมูลฝุ่นแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มเติมจากมาตรการการฉีดพ่นละอองน้ำจากอาคารสูงเพื่อช่วยลดฝุ่น

ในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา แทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. และหลายจังหวัดภาคเหนือ ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ปกคลุมท้องฟ้าในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือน ธันวาคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิตของประชาชน

สาเหตุหลักของฝุ่น PM 2.5 แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ในภาคเหนือ เกิดจากการเผาพื้นป่า ทั้งในพื้นที่เองและจากประเทศเพื่อนบ้าน การเผาวัสดุทางการเกษตร ส่วนพื้นที่ใน กทม. และปริมณฑล สาเหตุหลักมาจากการรถยนต์ดีเซล การจราจร ภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และการเผาในที่โล่ง เมื่อมาเจอสภาพความกดอากาศสูง ทำให้ลักษณะของอากาศสภาพคล้ายฝาชีมาครอบอยู่ หรือที่เรียกว่าอากาศปิด  เพราะไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่านไปมาได้ อากาศและฝุ่นควันที่มีอยู่แล้ว จึงไหลย้อนกลับมาสู่พื้นดินอีกครั้ง ทำให้เกิดปัญหามลพิษฝุ่นละอองขึ้น

การแก้ปัญหาของภาครัฐ ย้อนไปตั้งแต่ยุครัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 1 ได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างมาก เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย

โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เคยประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ว่า ปัญหา PM2.5 ใน กทม.และปริมณฑล จะทำให้เสียโอกาสด้านเศรษฐกิจประมาณ  3,200-6,000 ล้านบาท ด้านสุขภาพประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท การท่องเที่ยว 1,000-2,400 ล้านบาท และด้านอื่น ๆ อีก 200-600 ล้านบาท (ลิงก์การประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

มาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่กับมาตรการระยะยาว

เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 รัฐบาลจึงได้วางมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการวางมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งมาตรการระยะสั้นที่นำมาใช้นั้น มีตั้งแต่การตรวจจับรถที่มีควันดำสูง ห้ามรถเมล์ ขสมก. ที่ควันดำเกินค่ามาตรฐานออกมาวิ่ง ขอความร่วมมือเอกชนหยุดการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ควบคุมและงดการเผาในที่โล่งแจ้ง ปฏิบัติการฝนหลวง ฉีดพ่นละอองน้ำบนอากาศ ปิดการเรียนการสอนโรงเรียนสังกัด กทม. แจกหน้ากากอนามัย N95 แก่ประชาชน พร้อมแจ้งเตือนและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ  และอื่น ๆมากมาย

สำหรับมาตรการระยะยาว นั้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ปัญหาฝุ่นพิษ เป็นวาระแห่งชาติ  เพื่อจัดการฝุ่นละอองในอากาศอย่างยั่งยืน และให้ทุกหน่วยงานจัดลำดับความเร่งด่วนโดยแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง  จากนั้น 8 เดือนต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล พลเอกประยุทธ์ 2 ก็ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง”  เมื่อเดือนตุลาคม  2562 โดยแบ่งเป็น 3 มาตรการ และแบ่งตามระยะเวลาคือเร่งด่วน ระยะสั้น (2562-2564) และระยะยาว (2565-2567) ได้แก่ มาตรการที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ มาตรการที่ 2 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) มาตรการที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ (ดาวน์โหลดมาตรการระยะยาว)

การกลับมาของฝุ่น PM 2.5 และมาตรการรองรับ

ซึ่งในเวลานี้ฝุ่น PM 2.5 ได้เริ่มกลับมาเยือนคนกรุงเทพอีกแล้ว โดยในช่วงปลายเดือนตุลาคมและบางวันของช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เว็บไซต์ air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ ได้ตรวจพบปริมาณค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. อยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ”  ในบางพื้นที่ของ กทม.และปริมณฑล

รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงได้เตรียมพร้อมมาตรการรับมือในภาพใหญ่ทั้งประเทศ รวมถึงในระดับพื้นที่ โดยวางมาตรการแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อดำเนินงานร่วมกัน

สำหรับมาตรการรับมือภาพใหญ่ทั้งประเทศ มีดังนี้ 

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ ประสานข้อมูลกับกรมควบคุมมลพิษ และ GISTDA จัดทำแผนเผชิญเหตุ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง เกิดเหตุ ตามกลไก พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 บังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มความเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” กำหนดสถานที่พักชั่วคราว หรือ Safety Zone แจ้งเตือนแนะนำข้อปฏิบัติตนแก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมใส่หน้ากากอนามัย 

2. ป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ เร่งระบายการจราจรไม่ให้ติดขัด ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ตรวจสภาพและบำรุงรักษายานพาหนะขนส่งสาธารณะ ทำความสะอาดพื้นผิวถนน รวมทั้งควบคุมการเผาในที่โล่งโดยเฉพาะพื้นที่เกษตรอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบและควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงาน ป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง เป็นต้น

3. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบคุณภาพอากาศ ขยายเครือข่ายแจ้งเตือน จัดระเบียบการเผาตามลักษณะพื้นที่ให้สอดคล้องกับหลักวิชาการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและปรับพฤติกรรมประชาชน ในการลดการเผาในที่โล่ง พื้นที่การเกษตร และการเผาขยะในชุมชนหรือเมือง

ในส่วนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมการด้านวิชาการแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ และคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ พร้อมทั้ง กำหนด 12 มาตรการเฉพาะกิจการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ดังนี้

1. การสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย

2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภายใต้คณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

3. การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า

4. สร้างเครือข่าย อาสาสมัคร และจิตอาสา เป็นกลไกหลักเข้าถึงพื้นที่ ทั้งสื่อสาร ติดตามเฝ้าระวัง และดับไฟ

5. เร่งขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน

6. เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

7. การพยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชน

8. ประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการรายงานปริมาณฝุ่นละอองเชิงพื้นที่

9. พัฒนาระบบคาดการณ์ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการพัฒนาและใช้งานแอปพลิเคชัน บัญชาการการดับไฟป่า

10. บริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้แอปพลิเคชันลงทะเบียนจัดการเชื้อเพลิง

11. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าไม้ และลดการเผาป่า ผ่านการจัดที่ดินทำกิน

12. เจรจาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งระดับอาเซียน ระดับทวิภาคี และระดับพื้นที่ชายแดน

ศกพ. คาดการณ์ว่าช่วงที่จะมีฝุ่น PM 2.5 มากที่สุด คือ ช่วงต้นปี 2564 โดยได้ตั้งทีมแถลงข่าวรายงานสถานการณ์ฝุ่นเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้รับมือ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป

การเตรียมความพร้อมของ กทม.

ด้านความพร้อมของ กทม. ได้วางแผนการรับมือตามแนวทางหลักแบ่งเป็นระยะตามสถานการณ์ฝุ่นโดยเริ่มดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2563 –วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ประกอบด้วย

มาตรการสำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. จะดำเนินการห้ามรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป เข้าพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. กำกับดูแลสถานที่ก่อสร้าง บริการตรวจเช็กควันดำเครื่องยนต์ฟรี ควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมในการปล่อยควันดำ การล้างถนน กวดขัน ตรวจตราไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง งดกิจกรรมกลางแจ้งของเด็กเล็ก และประชาสัมพันธ์ให้สวมหน้ากากอนามัย ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณฝุ่น 50 สำนักงานเขต และสวนสาธารณะ 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ฉีดพ่นละอองน้ำบนอาคารสูง เปิดสายด่วน 1584 เพื่อแจ้งเบาะแสรถควันดำ และการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้บริการติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอพพลิเคชั่น

มาตรการสำหรับสถานการณ์ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 ระหว่าง 50-75 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. จะดำเนินการปิดการเรียนการสอนโรงเรียนสังกัด กทม. ครั้งละไม่เกิน 3 วัน การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดในการเผา การงดกิจกรรมก่อสร้างทุกประเภทที่เกิดฝุ่น การห้ามจอดรถริมถนนในถนนหลัก ถนนรอง การจัดให้มี Safe Zone ในทุกโรงเรียน และศูนย์เด็กเล็กสังกัด กทม. เก็บขยะมูลฝอยให้แล้วเสร็จก่อนเวลา 04.00 น. และการออกหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยบริการเคลื่อนที่ กทม.

มาตรการสำหรับสถานการณ์ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 เกิน 76 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. จะดำเนินการสั่งหยุดการก่อสร้างรถไฟฟ้า เป็นระยะเวลา 5-7 วัน ปิดการเรียนการสอนครั้งละไม่เกิน 15 วัน ให้บุคลากรของ กทม. เหลื่อมเวลาการทำงานและลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ใช้มาตรการจับปรับจอดรถไม่ดับเครื่อง และประสานให้หน่วยงานราชการใช้ระบบขนส่งมวลชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิดในการเผา การตรวจวัดควันดำรถโดยสารไม่ประจำทางทุกคัน

นอกจากนี้ กทม. จะยังคงมาตรการการฉีดพ่นน้ำล้างต้นไม้ การล้างถนน และการฉีดพ่นละอองจากอาคารสูงอย่างต่อเนื่อง อีกประการที่สำคัญเช่นเดียวกันคือ การให้ความรู้กับเด็ก เยาวชน เพื่อลดปัจจัยการเกิดฝุ่น PM2.5 ในอนาคต การให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับความเข้มข้นของฝุ่นละอองแบบเรียล ไทม์ (Real Time) เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่กับปัญหาฝุ่นได้เหมือนกับที่สามารถอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ได้ด้วยดี

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังอาจสร้างความเสียหายต่อประสิทธิภาพด้านการคิดและสติปัญญาของเรา และเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคความเสื่อมถอยต่างๆได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อม

ขณะที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้สำรวจพบว่า ในแต่ละปีมีประชากรที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคน  ในจำนวนนี้ เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ถึงร้อยละ 10 หรือประมาณ 600,000 คน 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัญหาฝุ่น PM2.5 เราคงไม่สามารถให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาเพียงฝ่ายเดียวได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประชาชนคนไทยทุกคน ต้องร่วมมือกันลดหรือเลิกกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นต่อให้มาตรการของรัฐออกมาดีเพียงใด ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

19 พฤศจิกายน 2563/ 16 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

19 พฤศจิกายน 2563/ 19 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

14 กันยายน 2563/ 473 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

19 พฤศจิกายน 2563/ 12 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที