ปี 2564 หน้าแล้งมาเยือนเร็ว
รัฐบาลออก 9 มาตรการหาน้ำ-บรรเทาทุกข์

ใจความสำคัญ

  • ภัยแล้ง เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ปี 2564 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป รัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้เตรียม 9 มาตรการหลักเพื่อให้รับมือได้อย่างทันถ่วงที ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมป้องกัน โดยมีแผนอีก 7 ด้าน รวมทั้งมาตรการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลให้ได้จำนวน 3,063 โครงการ ช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานด้วย
  • รัฐบาล ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้วางรากฐานการปฏิรูปการบริหารทรัพยากรน้ำ โดยให้มีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561–2580 และ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 นับเป็น “กฎหมายน้ำฉบับแรก” ของประเทศ พร้อมตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้เป็นองค์กรกลางด้านน้ำ เพื่อเชื่อมโยงระดับนโยบาย สู่ระดับปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี องค์ความรู้ใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อจัดหาแหล่งเก็บน้ำเพิ่มเติม แก้มลิง ประตูกักเก็บน้ำ การผันน้ำ ฯ มาบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน

ปัญหาภัยแล้งถือว่า เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ในทุก ๆ ปีได้ก่อความสูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก และยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะมีแผนบริหารจัดการน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561–2580 มีการวางระบบชลประทานทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กแต่ก็ยังไม่เพียงพอ มีการวางแผนกักเก็บและผันน้ำ รวมทั้งการขุดน้ำจากใต้ดินมาใช้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ นั่นเป็นเพราะโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงจนยากที่จะรับมือจากปรากฎการณ์เอลนิญโญ่ อีกทั้งประเทศไทยยังมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกก่อสร้างขวางทางน้ำ ซึ่งรัฐบาลก็เร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาดังกล่าว เริ่มต้นปี 2564 ปัญหาแรกที่รัฐบาลจะต้องเจอก็คือ “ภัยแล้ง” และเป็นปัญหาต่อเนื่องมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากในฤดูฝนกลับมีปริมาณน้ำฝนน้อย หรือเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือบางครั้งก็ตกมากเกินไปจนเกินกำลังในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ รวมทั้งปัจุบันมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินว่า ภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ อยู่ที่ราว 17,000-19,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.10-0.11 ของ GDP

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าบางพื้นที่ของประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป รัฐบาลโดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) จึงได้เตรียมแผนรับมือ เพื่อจะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้น โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วาง 9 มาตรการหลักรับมือ พร้อมผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 จากนั้นหน่วยงานต่างๆก็ได้เริ่มดำเนินการทันทีต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

ซึ่ง 9 มาตรการหลักที่ว่า มีดังนี้ 

  1. เร่งเก็บกักน้ำไว้ในแหล่งน้ำต่าง ๆ ก่อนหมดฤดูฝน
  2. จัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมวางท่อจากการประปาส่วนภูมิภาคสาขาข้างเคียงมาช่วยเสริม รวมทั้งมีแผนผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำโดยตรง
  3. ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมสำหรับการขึ้นบินในพื้นที่เป้าหมาย โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่ จ. นครสวรรค์ และมีกำหนดรายงานผลการปฏิบัติการประจำทุกเดือน
  4. กำหนดแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งที่ชัดเจน มีการติดตาม กำกับ ให้เป็นไปตามแผนเพื่อไม่ให้กระทบด้านอุปโภค บริโภค พร้อมจัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำ
  5. เฝ้าระวังคุณภาพในแม่น้ำสายหลัก รวมทั้งสายรอง
  6. วางแผนเพาะปลูกพืชในฤดูแล้ง รวมถึงมาตรการควบคุมการสูบน้ำ การแย่งน้ำ กรณีไม่อาจสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรโดยให้กำหนดมาตรการเยียวยาผลกระทบที่รวดเร็วชัดเจน
  7. ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ระบบ 3R ( Reduce ลดการใช้ Reuse การใช้ซ้ำ และRecycle นำกลับมาใช้ใหม่) เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า
  8. ติดตามประเมินผลการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้
  9. สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำอย่างต่อเนื่อง ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงปัญหา และให้ความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาช่วงฤดูแล้งต่อเนื่องถึงต้นฤดูฝนหน้าได้ตามแผน

ส่วนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ กอนช. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือแล้ว อาทิ กรมชลประทาน เข้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณบ้านเตว็ดกลาง หมู่ 4, 5 และ 9 ต. ทับผึ้ง อ. ศรีสำโรง จ. สุโขทัย เพื่อสูบน้ำจากคลองตาแห้ง หนองนกงิ้ว และหนองมะโกเขียว ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ เป็นต้น

ข้อมูลจาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2564 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจาก 9 มาตรการหลักแล้ว กระทรวงมหาดไทย ยังได้สั่งการให้ทุกจังหวัด เตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยดำเนินตามแผน 7 ด้าน ประกอบด้วย

  1. ติดตามสภาพอากาศ และติดตามระดับน้ำในแหล่งเก็บน้ำขนาดต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด กำหนดแนวทางในการระบายน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และจัดเตรียมกำลังคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งพร้อมเผชิญเหตุตลอด 24 ชั่วโมง
  2. สำรวจ ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้ถึงระดับหมู่บ้าน ชุมชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแผนรองรับ อาทิ แหล่งสำรองน้ำดิบ แผนการวางท่อน้ำประปา แผนรับน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำโดยตรง และแผนจัดสรรน้ำดิบ เพื่อให้การผลิตน้ำประปาเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่
  3. ให้จังหวัดทบทวนและจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง โดยใช้ข้อมูลผลการสำรวจพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งบทเรียนปัญหาอุปสรรค์จากปีที่ผ่านมา เพื่อวางแผนบูรณาการและแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร ให้ดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกำหนดมาตรการรองรับในพื้นที่ โดยเฉพาะพืชสวน ไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษกิจ และให้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำฝนหลวงในพื้นที่เกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เมื่อสภาวะอากาศเอื้ออำนวย

5. เฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ คู คลอง หรือแหล่งน้ำต่าง ๆ และส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมจัดการน้ำเสียตามหลัก 3R (Reduce ลดการใช้ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่) สำรวจและกำหนดมาตรการรองรับกรณีเกิดการพังทลายของตลิ่ง

6. ให้ฝ่ายปกครองร่วมกับฝ่ายทหารในพื้นที่ทำความเข้าใจ และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน โดยเฉพาะกรณีการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำ

7. สร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และมาตรการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการใช้น้ำอย่างประหยัด

นอกจาก 9 มาตรการ ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)  และ 7 มาตรการเสริมจากกระทรวงมหาดไทยขั้นต้นแล้ว หากย้อนกลับไปในปี 2563 รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางจ่ายฉุกเฉิน รวม 6 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมรวม 23,286 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการหลายรูปแบบ ทั้งการจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน การวางท่อน้ำดิบ สถานีสูบน้ำ และอีกแนวทางที่รัฐบาลนำมาเสริม คือ การขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จำนวน 3,063 โครงการ วงเงิน 3,070.68 ล้านบาท

ปัจจุบันการขุดเจาะบ่อบาดาล ได้แล้วเสร็จไปจำนวน 1,533 โครงการ แบ่งรายภาคได้ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 550 โครงการ ภาคเหนือ 337 โครงการ ภาคกลาง 548 โครงการ ภาคตะวันออก 58 โครงการ และ ภาคใต้ 40 โครงการ ยังอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 1,530 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2564 นี้ คิดเป็นปริมาณน้ำบาดาลจำนวน 462,432 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 

ปัญหาความต้องการน้ำ และปัญหาน้ำท่วม หากมีความรุนแรง จะสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน และความสูญเสียต่อเศรษฐกิจขึ้น อีกทั้งอาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมวิกฤตการแพร่ระบาดขอไวรัสโควิด-19 รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการรับมือป้องกัน เพื่อบรรเทาผลกระทบแก่พี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

 (อ่านบทความ อุโมงค์ผันน้ำยักษ์ เขื่อนแม่งัดฯ-เขื่อนแม่กวงฯ ช่วยชาวเชียงใหม่-ลำพูน ไม่ขาดแคลนน้ำ-ลดอุทกภัย)

(อ่านบทความ แก้ภัยแล้ง 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *