พรก. ซอฟต์โลนใหม่ 3.5 แสนล้าน ช่วย SME อย่างครอบคลุม

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ “ร่างพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. …” หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ฉบับใหม่ วงเงินรวม 350,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและแหล่งทุนเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบการ โดยปรับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ SME และกลุ่มที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตาม พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ฉบับก่อนหน้า โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการ ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระหนี้และดอกเบี้ย ทำให้สามารถพยุงกิจการไปได้ ไม่ต้องเลิกกิจการ หรือขายกิจการในราคาต่ำกว่าที่ควร
  • ร่างพ.ร.ก.ซอฟต์โลนฉบับใหม่ 350,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อ วงเงิน 250,000 ล้านบาท และมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ 100,000 ล้านบาท โดยหวังจะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ให้พร้อมกลับมาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต แข็งแรง และแข่งขันได้ เมื่อสถานการณ์โรคโควิด-19 ผ่านพ้นไป

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่ทุเลาลง ภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ต่างได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการจ้างงานสูงกว่า 10 ล้านคน ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด เนื่องจากนักท่องเที่ยวลดลงถึงร้อยละ 99.7 จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาประเทศไทยปีละประมาณ 40 ล้านคน แต่เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้าประเทศไทยเพียงประมาณ 120,000 คนเท่านั้น เนื่องมาจากมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ และด้วยความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเกิดการระบาดระลอกที่สามและระลอกที่สี่ไปทั่วโลก จึงอาจต้องใช้เวลานานนับปีกว่าที่การเดินทางระหว่างประเทศจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนการระบาด ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เผชิญความยากลำบากในการประคับประคองธุรกิจของตน

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ออกมาตรการมาช่วยเยียวยาผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการพักหนี้ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษี ไปจนถึงการออก “พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ หรือ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน 500,000 ล้านบาท” เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2563 อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังคงยืดเยื้อ ก็ทำให้เงื่อนไขต่าง ๆ ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญ และเกิดกรณีที่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว โดยสถิติตั้งแต่ พ.ร.ก. นี้ มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2564 มีการอนุมัติสินเชื่อไปเพียง 133,000 ล้านบาท มีผู้ได้รับซอฟต์โลน 76,700 ราย เฉลี่ยวงเงินรายละ 1.73 ล้านบาทเท่านั้น

โดยที่ พ.ร.ก.ซอฟต์โลนฉบับเดิมกำลังจะหมดอายุในวันที่ 19 เมษายน ศกนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ รัฐบาลจึงได้มีมาตรกาช่วยเหลือ SME เพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนด้วยการออก พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ฉบับแก้ไขใหม่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 ได้เห็นชอบ “ร่าง พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ…” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.ก.ซอฟต์โลนฉบับใหม่ 350,000 ล้านบาท” โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยไม่ให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง โดยการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้นและในปริมาณที่เพียงพอ อันจะช่วยลดภาระหนี้และดอกเบี้ย ช่วยรักษาการจ้างงาน ป้องกันการเลิกกิจการ การถูกยึดทรัพย์สิน และการขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจ หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โดยมีระยะเวลาเบิกเงินกู้ได้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ และขยายต่ออายุได้อีก 1 ปี หากมีเหตุจำเป็น

ร่าง พ.ร.ก.ซอฟต์โลนฉบับใหม่ 350,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ดังนี้

1. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อ วงเงิน 250,000 ล้านบาท เน้นการสนับสนุนสินเชื่อแก่ธุรกิจ SME ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 แต่ยังมีศักยภาพ โดยเป็นการปลดล็อกประเด็นที่เป็นข้อติดขัดของ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ฉบับเดิม เพื่อให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น อาทิ

– ขยายขอบเขตลูกหนี้ให้ครอบคลุมทั้งลูกหนี้รายเดิม และลูกหนี้รายใหม่ที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ลูกหนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

– ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้ยาวขึ้น จากเดิมกำหนดอายุโครงการไว้ 2 ปี โดยรัฐบาลค้ำประกันสินเชื่อให้ 2 ปี เปลี่ยนเป็นกำหนดอายุโครงการ 5 ปี และรัฐบาลค้ำประกันสินเชื่อนาน 10 ปี ผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

– ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันการเงิน เพื่อให้เกิดการส่งผ่านสภาพคล่องไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจที่จะให้สินเชื่อในวงเงินที่สูงขึ้นและกำหนดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม

– ผู้ประกอบการที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หรือ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินใดเลย ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกที่สถาบันการเงินได้รับแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทย – กระทรวงมหาดไทยจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดจำนองหลักทรัพย์ค้ำประกันจากการดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนสินเชื่อฯ เหลือร้อยละ 0.01 เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ

2. มาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว แต่ยังมีศักยภาพและมีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ด้วยการเจรจากับเจ้าหนี้สถาบันการเงินให้รับโอนทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

– ให้ผู้ประกอบการรายเดิมมีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนเป็นลำดับแรกในราคาต้นทุน ภายในระยะเวลา 3 – 5 ปี เท่ากับราคาตีโอน บวกด้วยต้นทุนการถือครองทรัพย์ร้อยละ 1 ต่อปีของราคาตีโอน และต้นทุนในการดูแลรักษาทรัพย์ตามที่จ่ายจริง และสมควรแก่เหตุ – ผู้ประกอบการรายเดิมสามารถขอเช่าทรัพย์กลับมาดูแลหรือเปิดดำเนินการได้ และสถาบันการเงินจะนำค่าเช่าที่ได้รับไปหักออกจากราคาที่ขายคืนทรัพย์ให้กับลูกหนี้ เพื่อช่วยรักษาโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่ถูกกดราคาบังคับขายทรัพย์ และสามารถกลับมาดำเนินกิจการเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ต่อไป

พ.ร.ก. ซอฟต์โลนฉบับใหม่นี้ กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนสภาพคล่องต้นทุนต่ำแก่สถาบันการเงิน ในจำนวนที่เท่ากับมูลค่าทรัพย์ที่สถาบันการเงินและลูกหนี้แต่ละรายตกลงร่วมกัน นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมในการตีโอนทรัพย์ ทั้งขารับโอน และขายคืน ให้กับลูกหนี้รายเดิม ค่าธรรมเนียมการโอนจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันให้สถาบันการเงิน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการด้วย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลนฉบับใหม่ จะสามารถยกระดับการช่วยเหลือฟื้นฟูให้ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างตรงจุดและเพียงพอ รวมถึงมีความยืดหยุ่น ทำให้ภาครัฐสามารถปรับปรุงเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รักษาการจ้างงาน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ การจัดทำมาตรการที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน อาทิ หอการค้าไทย และสภา-อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งทุกฝ่ายต่างสนับสนุนและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ SME ของไทย ให้พร้อมกลับมาเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ได้อย่างยั่งยืนเมื่อสถานการณ์โรคโควิด-19 ผ่านพ้นไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *