สร้างชาติด้วยบุคลากรคุณภาพ เริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิด

สังคม, 16 กรกฎาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • เพื่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำให้กับกลุ่มคนเปราะบาง ด้วยการดำเนินโครงการให้เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ จำนวน 45 ล้านคน ๆ ละ 600 บาทต่อเดือน พร้อมขยายโอกาสให้เข้าถึงสิทธิทุก ๆ ด้านอย่างเท่าเทียม
  • นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองที่มีเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เนื่องจากครอบครัวได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยการจ่ายเงินตรงเข้าบัญชีของผู้ปกครอง จำนวน 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ด้วยกัน
  • ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โธมัส ดาวิน กล่าวว่า โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทยในการดำเนินงานเพื่อคุ้มครองเด็กในกลุ่มเปราะบางที่สุดของประเทศ อีกทั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศในระยะยาว

ประเทศจะเติบโตมั่นคงเกิดจากรากฐานที่ดี และรากฐานที่ดีที่สุด คือ คุณภาพของประชากร การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพจึงต้องสร้างกันตั้งแต่แรกเกิด แต่ด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งมีอยู่ในทุกประเทศ มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ได้ทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม ในกรณีของประเทศไทย รัฐบาลจึงได้พยายามสร้างระบบรัฐสวัสดิการขึ้นเพื่อดูแลประชาชนทุกคนภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

จากการศึกษาของ ศ.ดร. เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พบว่า การลงทุนในเด็กเล็กจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาว กลับมา 7 เท่า แต่การลงทุนในกลุ่มเด็กเล็กที่มาจากครอบครัวยากจนจะได้รับผลตอบแทนระยะยาวเพิ่มมากถึง 17 เท่า

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2563 ซึ่งตรงกับวันเด็กของชาติ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่ารัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนทุกคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต โดยต้องทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีความเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย

รัฐบาล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงได้ร่วมมือกับทาง UNICEF เรียนรู้ ศึกษา เก็บข้อมูลจากพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของครอบครัวหลากหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทย แล้วนำมาสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม ด้วยการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนให้กับเด็กแรกเกิดในครัวเรือนยากจนหรือเสี่ยงต่อความยากจน เพื่อเป็นมาตรการให้บิดามารดานำเด็กเข้าสู่ระบบบริการของรัฐ และได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมสร้างศักยภาพคนของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) และแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติฉบับที่1 (พ.ศ.2555-2559) และฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2564) ที่ได้กำหนดไว้เป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิด้านการอยู่รอดและการพัฒนาตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วันที่ 31 มีนาคม 2558 รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้มีมติให้งบประมาณอุดหนุนแก่ผู้ปกครองที่มีเด็กแรกเกิดที่อยู่ในครัวเรือนยากจนหรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน ที่เกิดระหว่าง 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 รายละ 400 บาท ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข เป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน

ต่อมา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้งบประมาณอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดต่อเนื่อง โดยให้เงินอุดหนุนตั้งแต่แรกเกิดจนครบอายุ 3 ปี สำหรับเด็กที่อยู่ในครัวเรือนยากจน หรือครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน และเพิ่มเงินอุดหนุนเป็น 600 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559

“โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด” นับเป็นกลไกสำคัญระดับชาติตามแผนบูรณาการการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่มุ่งหวังให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เหมือนเป็นการประกันสิทธิให้เด็กได้รับสิทธิโดยตรง ทั้งด้านการอยู่รอด มีช่องทางการเข้าถึงสิทธิในเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดนี้ สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิด ทั้งทางด้านสุขภาพ โภชนาการ เครื่องนุ่มห่ม และอุปกรณ์เครื่องมือในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบประมานอุดหนุนไว้ตั้งแต่ปี 2562-2567  ถึง 8.2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้สามารถเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือเด็กแรกเกิดให้ได้ 1.8 ล้านคน

และในปี พ.ศ. 2562 รัฐบาลยังได้ออกระเบียบกรมกิจการเด็กและเยาวชน ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกิจการเด็กและเยาวชน พ.ศ.2558 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ขยายอายุเด็กที่สามารถรับสิทธิได้จากเด็กแรกเกิดถึง3 ขวบ เพิ่มเป็นถึง 6 ขวบ
  2. การปรับเพิ่มวงเงินจาก400 บาท เป็น 600 บาทต่อเดือน
  3. การขยายเพิ่มสิทธิให้แก่ผู้ที่ถือบัตรประกันสังคมสามารถใช้สิทธิได้
  4. การเพิ่มคุณสมบัติของผู้รับสิทธิ จากผู้มีรายได้ไม่เกิน36,000 บาทต่อปีให้เป็นมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
  5. ขยายสิทธิให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กให้สามารถยื่นขอรับสิทธิโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นบิดาหรือมารดา และสามารถลงทะเบียนตามที่อยู่อาศัยปัจจุบันได้โดยไม่ต้องตามสำเนาทะเบียนบ้าน

ประโยชน์อันจะได้รับ 3 ประการ ได้แก่

* ประโยชน์ต่อเด็ก : เด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนจะได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพกว่า เข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้มากกว่า ได้รับสารอาหารที่ดีกว่า มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เมื่อเติบโตถึงวัยเรียน มักจะมีระดับผลการเรียนที่ดีกว่า ช่วยลดความแตกต่างของผลการเรียน และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระยะยาว

* ประโยชน์ต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก : ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก เข้าถึงบริการ สาธารณสุขได้มากขึ้น ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

* ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ : เด็กที่รับเงินอุดหนุนเมื่อโตขึ้น จะมีผลการเรียนที่ดีขึ้น และนำไปสู่ระดับรายได้ที่สูงขึ้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เด็กได้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โธมัส ดาวิน กล่าวว่า โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการดำเนินงานเพื่อคุ้มครองเด็กในกลุ่มเปราะบางที่สุดของประเทศ และสนับสนุนพัฒนาการของเด็กเหล่านี้ในช่วงปฐมวัย อีกทั้งเป็นการลงทุนที่มองการณ์ไกลสู่อนาคตอันมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

กระทั่งในปี 2563 เมื่อเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในทุกประเทศทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งด้านสาธารณสุข และเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงได้ออกหลายมาตรการเพื่อช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบางซึ่งรวมถึงเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ ประมาณ 1.45 ล้านคนด้วย โดยให้เงินเยียวยาเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพิ่มเติมจากเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กเดือนละ 600 บาท โดยดูรายละเอียดได้ที่ https://www.pmdu.go.th/relieve-for-infant/

#เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

16 กรกฎาคม 2563/ 19 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

24 กรกฎาคม 2563/ 17 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 29 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

17 กรกฎาคม 2563/ 306 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 29 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

15 เมษายน 2563/ 76 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

1 พฤษภาคม 2563/ 193 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 55 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

15 เมษายน 2563/ 116 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

24 กรกฎาคม 2563/ 28 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที