ลงใต้แล่นฉิวด้วยมอเตอร์เวย์
สายบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จะเริ่มก่อสร้างในปีนี้โดยกรมทางหลวง คือ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ “มอเตอร์เวย์” สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว (M82) ช่วงที่สอง ซึ่งเป็นเส้นทางช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กม. ค่าใช้จ่ายที่ตั้งไว้อยู่ในวงเงินทั้งสิ้น 19,700 ล้านบาทโดยจะเบิกจ่ายจากกองทุนมอเตอร์เวย์ โครงการช่วงที่สองนี้จะเชื่อมต่อกับโครงการช่วงแรก คือ ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย และคาดว่า โครงการทั้งสองช่วงจะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในช่วงต้นปี 2568 อันจะทำให้การเดินทางล่องใต้ของพี่น้องประชาชนสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงที่สอง คือ ช่วงบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว นี้ จะมีจุดเริ่มต้นบริเวณกิโลเมตร 20 + 295.417 ของทางหลวงหมายเลข 35 ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร และสิ้นสุดลงที่บริเวณกิโลเมตร 36 + 645 ของทางหลวงหมายเลข 35 ในเขตพื้นที่ อำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ระยะทาง 16.4 กม. โดยจะไปเชื่อมต่อกับเส้นทางช่วงแรก คือ ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการได้ก่อนในช่วงปี 2565 โดยประมาณ

สำหรับรูปแบบก่อสร้าง จะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ไป 3 กลับ 3 ) บนเกาะกลางถนนพระราม 2 มีด่านเก็บค่าผ่านทาง 4 ด่าน ได้แก่ ด่านมหาชัย ด่านสมุทรสาคร 1 ด่านสมุทรสาคร 2 และด่านบ้านแพ้ว ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีผ่านทางแบบไร้ไม้กั้น ( M-FLOW ) ด้วย

อัตราค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ มีค่าแรกเข้า 10 บาท อัตราค่าผ่านทางเพิ่ม 2 บาท/กม. รถ 6 ล้อ ค่าแรกเข้า 16 บาท อัตราค่าผ่านทางเพิ่ม 3.2 บาท/กม. ส่วนรถมากกว่า 6 ล้อ ค่าแรกเข้า 23 บาท อัตราค่าผ่านทางเพิ่ม 4.6 บาท/กม.

จุดสำคัญอีกประการของโครงการคือ สามารถเชื่อมต่อกับทางด่วนสายพระราม 3 ดาวคะนอง วงแหวนรอบนอกตะวันตกได้ด้วย ดังนั้น เมื่อโครงการทั้ง 2 ช่วงก่อสร้างแล้วเสร็จในต้นปี 2568 ถนนมอเตอร์เวย์สายบางขุนเทียนเอกชัยบ้านแพ้ว ซึ่งมีระยะทาง 25 กม. นี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดได้มาก โดยจะช่วยแบ่งเบาปริมาณการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 35 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ถนนพระราม 2” อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์​ให้กับโครงข่ายเส้นทางคมนาคมของไทย เป็นทางเลือกการเดินทางสู่พื้นที่ภาคใต้ที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในเรื่องนี้ไว้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *