มาตรการเยียวยาเพิ่มเติม เพื่อลูกจ้าง เกษตรกร และประชาชนทั่วไป

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจเพิ่มเติม หลังการระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ทั้งการดูแลลูกจ้างและผู้ใช้แรงงาน มาตรการด้านภาษี และการเยียวยาเกษตรกร
  • สำหรับพนักงานบริษัทและลูกจ้าง ครม. มีมติให้ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมลงเหลือเพียง 5% โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เหลือสูงสุด 75 บาท และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เหลือเพียง 38 บาทในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564 ซึ่งจะมีลูกจ้างได้รับสิทธิ์นี้ 12.9 ล้านคน และนายจ้าง 4.85 แสนราย คาดว่าจะมีเม็ดเข้าไปเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 23,119 ล้านบาท
  • มาตรการด้านภาษี ได้แก่ ขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยจากเดิม 2% เหลือเพียง 0.01% มาตรการขยายเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ที่จากเดิมที่ต้องยื่นภายในเดือนมีนาคม 2564 เลื่อนเป็นภายใน 30 มิถุนายน 2564
  • ขยายเวลาโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยออกไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2564  โดยเยียวยาไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ซึ่งจะมีเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือนี้ 2 แสนครัวเรือน และมีพื้นที่ช่วยเหลือรวม 1,429,013 ไร่

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศไทย ณ เวลานี้ ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าจะคลี่คลายลงได้เมื่อใด แม้ว่าจะมีการเริ่มใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในหลายประเทศบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและธุรกิจของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนเป็นระยะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ประชาชนสามารถประคับประคองตนผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมอีกหลายมาตรการ โดยในครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร รวมถึงมาตรการด้านภาษีสำหรับประชาชนทุกคน

รายละเอียดของมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ที่ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบ มีดังนี้

1. มาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง  โดยเป็นการลดอัตราส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ซึ่งปรับลดการส่งเงินสมทบทั้งจากลูกจ้างและนายจ้าง จากร้อยละ 5 หรือ ส่งเงินสมทบสูงสุด 750 บาท ลดลงเหลือร้อยละ 3 หรือ ส่งเงินสมทบสูงสุด 450 บาท โดยการลดเพิ่มเติมครั้งนี้ ได้แก่

– ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากร้อยละ 3 หรือ ส่งเงินสมทบสูงสุด 450 บาท ลดลงเหลือร้อยละ 0.5 หรือ ส่งเงินสมทบสูงสุด 75 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564

– ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จากจ่ายสมทบเดิมในอัตรา 278 บาทต่อเดือน ให้เหลือ 38 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564

แต่ในส่วนของนายจ้าง ยังคงต้องส่งเงินสมทบที่ร้อยละ 3 หรือสูงสุด 450 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2564 เพราะเคยได้รับการลดอัตราเงินสมทบจาก 750 บาทแล้วตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564

นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปในปี 2563 รัฐบาลก็ได้ช่วยเหลือผู้ประกันตนและนายจ้างมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ เมื่อเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563 โดยลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้แก่นายจ้างร้อยละ 4 (สูงสุด 600 บาท ) และลดสำหรับลูกจ้างเหลือร้อยละ 1 (150 บาท) ก่อนกลับมาใช้อัตราปกติร้อยละ 5 เมื่อเดือนมิถุนายน 2563  และครั้งที่สองเมื่อเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2563 โดยลดเงินสมทบเหลือร้อยละ 2 (สูงสุด 300 บาท) สำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

การลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมทั้งหมดนี้ จะไม่กระทบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ประกันตนแต่อย่างใดสิทธิ ความคุ้มครองต่าง ๆ ยังคงเท่าเดิมทุกประการ

มาตรการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในครั้งนี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ของ พรบ. ประกันสังคม ได้จำนวน 12.9 ล้านคน รวมทั้งนายจ้างอีก 4.85 แสนราย ผู้ประกันตนสามารถนำเงินส่วนต่างนี้มาใช้จ่ายเพิ่มเติมในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2564 นี้ ราว 23,119 ล้านบาท

มาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ประชาชน ได้แก่

– ขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับแบบแสดงภาษี ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ของปีภาษี 2563 ที่จะยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จากเดิมต้องยื่นภายในเดือนมีนาคม 2564 ให้เลื่อนออกไปเป็นภายใน 30 มิถุนายน 2564  แต่หากท่านประสงค์จะยื่นแบบฟอร์มกระดาษ ท่านยังคงจะต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 เช่นเดิม ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการเว้นระยะห่างทางสังคมด้วยการส่งเสริมการยื่นแบบฟอร์มทางออนไลน์

– ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการนำส่ง และชำระภาษีของเดือนมกราคม 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ต้องยื่น นำส่ง หรือชำระในเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2564 แล้วแต่กรณี โดยให้เลื่อนออกไปเป็นวันสุดท้ายของเดือนนั้น ๆ เฉพาะการยื่นแบบแสดงรายการนำส่งและชำระภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

– ลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะลดภาษีที่ดินฯ ร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา 42 หรือ มาตรา 95 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วแต่กรณี สำหรับการจัดเก็บในปี 2564 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่เป็นผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อาจประสบปัญหาเนื่องจากไม่สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ

– ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์จากเดิมร้อยละ 2 เหลือเพียงร้อยละ 0.01 และลดค่าจดทะเบียนการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01 เฉพาะการซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ซึ่งการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน

มาตรการทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุน และบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่สูงมาก รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการจ้างงาน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

แม้ว่าการขยายระยะเวลาจัดเก็บภาษีที่ดิน และการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สูญเสียรายได้ถึง 41,445 ล้านบาท แต่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดสรรงบประมาณชดเชยให้ อปท. ตามความเหมาะสม

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย

– ขยายเวลาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไย ปี 2563 ออกไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 จากเดิมที่โครงการสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 พร้อมทั้งเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายโครงการจากเดิมที่กำหนดไว้จำนวน 200,000 ครัวเรือน เป็น “ไม่จำกัดจำนวนครัวเรือนเกษตรกร” และให้เยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยในส่วนที่เกินจากเป้าหมายเดิม จำนวน 2,013 ครัวเรือน โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เริ่มโอนเงินเยียวยาให้เกษตรกรชาวสวนลำไยได้หลังจากวันที่ ครม. อนุมัติการขยายเวลาดังกล่าว

บางท่านอาจจะสงสัยว่า เกษตรกรชาวสวนลำไยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 อย่างไร ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลจะพบว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าลำไยรายใหญ่จากประเทศไทยไม่สามารถเดินทางเข้ามาสั่งซื้อผลผลิตได้เนื่องจากนโยบายจำกัดการเดินทางของรัฐบาลจีน ทำให้ปริมาณผลผลิตลำไยของไทยล้นตลาด นอกจากนี้ ชาวสวนลำไยยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ผลผลิตจึงไม่ได้คุณภาพและเก็บเกี่ยวได้ช้าลงในบางพื้นที่

สำหรับรายละเอียดของโครงการเดิมนั้น คือการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 15 กันยายน 2563จำนวน 200,000 ครัวเรือน ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ภายใต้กรอบวงเงินรวม 3,440 ล้านบาท ผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาพบว่า มีเกษตรกรชาวสวนลำไยที่เข้าข่ายได้รับการเยียวยาจำนวนทั้งสิ้น 202,013 ครัวเรือน พื้นที่รวม 1,429,013 ไร่

ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการเยียวยาความเดือดร้อนเพิ่มเติมเพื่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดรอบใหม่ของโรคโควิด-19 โดยรัฐบาลตั้งใจจะช่วยประคับประคองให้ทุกคนผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน ตามนโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *