กำหนดให้ยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเป็นธรรม

พร้อมรับมือโควิด-19, มาตรการช่วยเหลือประชาชน, 4 กรกฎาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้ร้องเรียนเข้ามาเรื่องราคายาและค่ารักษาพยาบาลที่ไม่เป็นธรรมในโรงพยาบาลเอกชน รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายกำหนดให้ยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม
  • โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อ-ขายยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ฯ ตามบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินมีสิทธิทุกที่ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) และผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่ายต้องแจ้งราคาที่จำหน่ายให้โรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรม
  • ปัจจุบัน ท่านสามารถเปรียบเทียบราคายาและค่าบริการในประเภทเดียวกันของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งได้เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกเข้าใช้บริการที่ใด โดยท่านสามารถตรวจสอบราคายาได้ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน คือ https://hospitals.dit.go.th/app/drug_price_search.php

ในช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 ประชาชนได้ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บค่ายาและค่ารักษาพยาบาลที่สูงอย่างไม่เป็นธรรม โดยพบว่า โรงพยาบาลเอกชนประมาณ 30% คิดค่ายาสูงเกินจริง และบางแห่งบวกกำไรสูงถึง 160 เท่า

เมื่อทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนดังกล่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการในส่วนกลางและภูมิภาค โดยสั่งการให้เร่งพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการที่เกินความจำเป็นหรือคิดค่ารักษาสูงเกินสมควร นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำโดยตลอดว่า ไทยจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและมติขององค์การอนามัยโลกที่ต้องการให้สนับสนุนความโปร่งใสในตลาดยา วัคซีน และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ด้วย เช่น ให้มีการกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อ-ขายยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ รวมทั้งประเมินค่ารักษาเบื้องต้นให้ผู้ป่วยทราบก่อนให้บริการ เป็นต้น

รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บค่ายาและค่ารักษาพยาบาลที่สูงอย่างไม่เป็นธรรม โดยให้โรงพยาบาลแจ้งราคาซื้อและราคาขาย และมีมาตรการที่เข้มข้นและบังคับใช้ได้เพื่อรักษาสิทธิของคนไข้ตั้งแต่ต้นปี 2562 ซึ่งประกอบด้วยการกำกับดูแลยา เวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาลตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 52/2562 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และแก้ไขปรับปรุงอีกครั้งตามประกาศ กกร. ฉบับที่ 87/2562 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยกำหนดหน้าที่หลักให้แก่ผู้ประกอบการต่าง ๆ 2 ประการ ได้แก่

1) การกำหนดราคายาของโรงพยาบาลเอกชน จะต้องมีการแจ้งต่อกรมการค้าภายใน โดยโรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อ-ขายยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ฯ ตามบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินมีสิทธิทุกที่ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) และผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่ายต้องแจ้งราคาที่จำหน่ายให้โรงพยาบาลเอกชน ทั้งนี้ กำหนดให้แจ้งข้อมูลครั้งแรก ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2562 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562  และหากต่อมามีการเปลี่ยนแปลงราคายา เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล ต้องแจ้งกรมฯ ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยแจ้งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะนำข้อมูลต้นทุนและราคาจำหน่ายของโรงพยาบาล เพื่อเผยแพร่และพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกรณีการจำหน่ายในราคาที่ไม่เป็นธรรม

2) โรงพยาบาลต้องแสดง/แจ้งข้อมูลต่อผู้ป่วย เพื่อให้ประชาชนทราบทางเลือกเพิ่มขึ้น โดย โรงพยาบาลต้องแสดงเครื่องหมาย QR CODE ราคายา เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล ภายในบริเวณโรงพยาบาล ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคายาได้ตั้งแต่ 16 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป และตรวจสอบค่าบริการรักษาพยาบาล 300 รายการตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ป่วยสามารถเปรียบเทียบราคายาและค่าบริการในประเภทเดียวกันของโรงพยาบาลแต่ละแห่งได้ถึง 10 แห่ง หรือเลือกตามระยะทางได้สูงสุด 150 กิโลเมตรจากโรงพยาบาลต้นทางก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา ได้จากเว็บไซต์ https://hospitals.dit.go.th/app/drug_price_search.php ที่กรมการค้าภายในได้จัดทำขึ้น ปัจจุบันมี ผู้เข้าใช้บริการเว็บรวม 249,630 ราย (ณ 25 มิถุนายน 2563)

นอกจากนี้ โรงพยาบาลต้องประเมินค่ารักษาพยาบาลตามการวินิจฉัยเบื้องต้นให้ผู้ป่วยทราบ รวมทั้งแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ให้ผู้ป่วยทราบก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ เมื่อได้รับการร้องขอ และในการจำหน่ายยาให้ผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ และใบแจ้งราคายาที่ชัดเจน อ่านง่าย

มาตรการข้างต้นเป็นมาตรการที่รัฐบาลต้องการเน้นให้เกิดความโปร่งใสด้านราคาและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยรัฐบาลเห็นว่า การแทรกแซงโดยการกำหนดราคานั้น ควรใช้ในกรณีที่ฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น แต่ในสภาวะการค้าปกติ การทำให้มีความโปร่งใสมากที่สุด จะทำให้กลไกการค้าเข้มแข็ง และเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน กรมการค้าภายในจึงได้จัดทำ QR Code ให้ทันสมัยมาโดยตลอด และประชาชนสามารถตรวจสอบราคายาผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายในข้างต้น และของแต่ละโรงพยาบาล

หากท่านพบวา โรงพยาบาลเอกชนแห่งใดมีการคิดราคายาเกินกว่าข้อมูลที่ปรากฎในเว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน  หรือคิดค่ารักษาพยาบาลแพงเกินควร ท่านสามารถร้องเรียนได้สายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายใน หรือกรอกข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ สบนร. ใต้บทความนี้

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังมีการจัดทีมบุคลากรเพื่อออกตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนในการปฏิบัติตามประกาศ กกร. อาทิ การติดตั้ง QR Code การออกใบสั่งยาให้ผู้ป่วย และได้มีการจัดตั้งศูนย์กำกับดูแลการดำเนินการตามมาตรการเกี่ยวกับยา เวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล ณ ชั้น 3 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การปฏิบัติงานและการกำกับดูแลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ภาวะและข้อมูลต่าง ๆ กำกับดูแลไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม ติดตามพฤติกรรมใหม่ และรับเรื่องร้องเรียนและสืบสวนสอบสวน ศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศ และดำเนินการด้านกฎหมาย นอกจากนี้ กกร. ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการให้บริการรักษาพยาบาลและการคิดค่ารักษาพยาบาล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อดูแลให้ความเป็นธรรมเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (Reasonable Treatment) ด้วย

ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างการจัดทำรายการค่ารักษาพยาบาล เวชภัณฑ์ ที่ประชาชนใช้บ่อย เผยแพร่ในเว็บไซต์กรมฯ (https://hospitals.dit.go.th/app/portal.php) จัดทำรหัสมาตรฐานค่ารักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นต่อไป โดยรัฐบาลมีความตั้งใจว่า ประชาชนจะต้องสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

4 กรกฎาคม 2563/ 43 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

2 มิถุนายน 2563/ 94 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 616 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

1 สิงหาคม 2563/ 43 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

18 มิถุนายน 2563/ 62 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

5 พฤษภาคม 2563/ 185 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

14 เมษายน 2563/ 129 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

19 เมษายน 2563/ 223 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 52 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

25 มิถุนายน 2563/ 77 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

สถานการณ์
โควิด-19