รัฐเร่งหาหน้ากากอนามัยเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มกำลังการผลิต 11 โรงงาน – เปิดทางนำเข้าปลอดภาษี

พร้อมรับมือโควิด-19, เวชภัณฑ์, 15 เมษายน 2563

ใจความสำคัญ

หลังเกิดวิกฤติขาดแคลนหน้ากากอนามัย เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้มีใช้งาน รัฐบาลไทยจึงได้ทำทุกวิถีทางที่จะจัดหามาให้อย่างเพียงพอ และทันสถานการณ์ ทั้งเพิ่มกำลังการผลิต ให้นำเข้าโดยไม่เสียภาษี และเจรจากับประเทศต้นทางการผลิต

ในภาวะโรคระบาดหน้ากากอนามัย” กลายเป็นของหายากที่สุด และจำเป็นที่สุด ในตอนนี้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่องมาจนถึงการระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชากรทั่วโลก จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเองมากขึ้น  ทำให้เกิดความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ กันทั่วโลกจนสินค้าขาดตลาดอย่างรุนแรง

ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานที่ผลิตหน้ากากอนามัยจำนวน 13 แห่ง  ในจำนวนนี้มี 11 แห่งเป็นโรงงานขนาดเล็ก ที่ผลิตหน้ากากแบบ Surgical Mask1 วางขายในประเทศอยู่แล้ว  แต่ว่าโรงงานขนาดใหญ่อีก 3 แห่ง ผลิตหน้ากากที่มีลิขสิทธิ์ และต้องส่งออกไปต่างประเทศตามข้อตกลงส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  จะมีเพียงโรงงานเดียวที่ผลิตหน้ากากแบบ N95 คือ บริษัท สยาม โคเค็น จำกัด ที่ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท อนุสรณ์ เบสเซฟ จำกัด ที่ผลิตใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น

เมื่อความต้องการหน้ากากมีเพิ่มขึ้น แม้โรงงานขนาดเล็กที่ผลิตขายในประเทศจะเพิ่มกำลังผลิต แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถนำออกมาจำหน่าย เพราะติดทั้งลิขสิทธิ์ และกำแพงอากรภาษี  ไม่แปลกเลยที่หน้ากากอนามัยจะขาดตลาด และมีราคาสูงขึ้นมากหลายเท่าตัว

จนในที่สุด กระทรวงพาณิชย์ ต้องขอความร่วมมือจากทุกโรงงาน ให้เพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น จากที่เคยผลิตได้เพียง 30 ล้านชิ้นต่อเดือน2 ก็ให้เพิ่มเป็น 40 – 50 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่ทว่าก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มไม่จำกัด ปัญหาการกักตุนหน้ากาก การลักลอบขายเกินราคาจึงเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นด่านหน้าที่สำคัญยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 นี้   รัฐบาลจึงได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือกับทุกโรงงานให้เพิ่มการผลิตหน้ากากอนามัยอย่างเต็มกำลัง

พร้อมสั่งการให้กรมศุลกากร ปรับหลักเกณฑ์ การนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ผลิต และนำเข้าหน้ากากอนามัยสำเร็จรูป รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รักษาไวรัสโควิด-19 โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรใด ๆ3 ซึ่งรวมไปถึงการนำเข้ามาเพื่อบริจาคเป็นสาธารณกุศล สถานพยาบาลต่าง ๆ อีกด้วย4

จากความพยายามปลดล็อคกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐบาลในครั้งนี้ ทำให้สามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้เพิ่มขึ้น ในภาวะการแข่งขันที่ทุกประเทศ ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ทุ่มเงินแย่งกันหาซื้อ  จากเดิมที่ประเทศไทยผลิตหน้ากากอนามัยได้เพียง 1.4 ล้านชิ้นต่อวัน5 ก็สามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 2.36 ล้านชิ้นต่อวัน6 และคาดว่าจะเพิ่มจนถึง 3 ล้านชิ้นต่อวันได้ในอนาคต อีกทั้งรัฐบาลยังส่งเสริมให้ตั้งโรงงานใหม่ขึ้นมาอีก 4 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตหน้ากากอนามัยได้ภายในเดือน มิ.ย. 63 7 นี้

ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ ที่จำเป็นต้องใช้หน้ากาก N95 เท่านั้น และแต่เดิมเป็นสินค้าที่ประเทศไทยต้องนำเข้า จากบริษัท 3M จำกัดประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด  แต่ในเวลาที่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกกำลังขาดแคลนอย่างหนักแบบนี้ รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งรัดจัดหามาเพิ่มให้ได้ทุกวัน  แม้จะเป็นสินค้าหายาก มีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อได้  เพราะต้นทางการผลิตสหรัฐอเมริกาประกาศห้ามการส่งออก  ทางรัฐบาลไทยจึงได้เจรจากับ   บริษัท สยาม โคเค็น จำกัด และรัฐบาลญี่ปุ่นประเทศปลายทางที่ส่งออก เพื่อขอแบ่งปันหน้ากากมาใช้ในประเทศไทยได้เดือนละถึง 100,000 ชิ้นในช่วงเดือน ก.พ. – มี.ค. 63  และจะได้รับเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 280,000 ชิ้นไปจนถึง ก.ย. 63

นอกจากนั้นรัฐบาลยังเจรจาซื้อหน้ากากอนามัยแบบ N95 จากบริษัท 3M ประเทศสหรัฐอเมริกามาอีก 400,000 ชิ้น ได้รับมาแล้ว 260,000 ชิ้น และกำลังเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอเพิ่มจำนวนให้ได้มากขึ้นกว่านี้อีก แม้จะติดนโยบายห้ามส่งออกอยู่ก็ตาม

แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ยังเจรจากับรัฐบาลจีนเพื่อนำเข้าอีก1.3 ล้านชิ้น โดยล๊อตแรกมาถึงไทยแล้ววันที่ 27 เม.ย. 63 จำนวน 400,000 ชิ้น8 เรียกว่ารัฐบาลใช้พยายามในทุกวิถีทาง

 

 

ที่สำคัญการสร้างความเข้าใจในการใช้หน้ากากอนามัยแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ และบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีความจำเป็น มีหน้ากากที่มีความปลอดภัยอย่าง N95 และ Surgical Maskใช้อย่างเพียงพอได้

ส่วนผู้ที่ไม่ได้ป่วยและไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ให้ใส่หน้ากากแบบผ้าเพื่อป้องกันตัวเองจากฟองฝอยน้ำลายจากการไอจามก็เพียงพอ  ซึ่งในปัจจุบัน หน่วยราชการ ตลอดจนภาคเอกชน ภาคประชาสังคมได้ช่วยกันทำขึ้นเพื่อแจกจ่าย และยังมีที่วางขายตามท้องตลาด รวมทั้งทางออนไลน์อย่างแพร่หลายอยู่แล้ว

การร่วมมือร่วมใจของทุกคนในครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยเรานั้นสามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดี  #เราจะสู้ไปด้วยกัน


1)11 โรงงาน ได้แก่

      1. บริษัท ไทย ฮอสปิทอลโปรดักซ์ จำกัด
      2. บริษัท เมด คอร (ประเทศไทย) จำกัด
      3. บริษัท ทรู ไลน์ เมด จำกัด
      4. บริษัท ไอรีมา (ประเทศไทย) จำกัด
      5. บริษัท เอ็มเมอรัลด์ นอนวูเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
      6. บริษัท ไบโอเซฟ โปรดักส์ จำกัด
      7. บริษัท เอ็น.เอ็น.สกายเทรด จำกัด
      8. บริษัท เท็กซ์ไทล์เพรสทีจ จำกัด (มหาชน)
      9. บริษัท ท๊อป โอลซัม จำกัด
      10. บริษัท วินเบสท์ อินดัสเทรียล (ไทยแลนด์) จำกัด
      11. บริษัท เค.เอส.โกลฟ จำกัด

2) https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/420226

3) http://www.customs.go.th/cont_strc_simple_with_date.php?current_id=14232832414a505f46464b46464a4f

4) http://www.customs.go.th/cont_strc_slide_image.php?current_id=14232832414a505f46464a4e464b46

5) ข้อมูล ณ 7 ก.พ. 63 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/865354

6) ข้อมูล ณ 30 มี.ค. 63 https://news.thaipbs.or.th/content/290427

7) ข้อมูลตัวเลขคาดการณ์ ของ สบนร.

8) https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/873454
https://www.matichon.co.th/covid19/thai-covid19/news_2129422

15 เมษายน 2563/ 149 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

13 มิถุนายน 2563/ 607 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

5 มิถุนายน 2563/ 531 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

15 พฤษภาคม 2563/ 136 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

4 กรกฎาคม 2563/ 41 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

22 มิถุนายน 2563/ 76 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

1 สิงหาคม 2563/ 46 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

28 เมษายน 2563/ 545 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

30 มิถุนายน 2563/ 219 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

22 เมษายน 2563/ 101 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

สถานการณ์
โควิด-19