ฟื้นฟูทะเลไทยด้วยแผนแม่บท

ใจความสำคัญ

  • ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปลี่ยนแปลงไปจากการกระทำของมนุษย์ มากกว่าธรรมชาติ รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรอันมีค่านี้อย่างมาก ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2560-2579 ที่มุ่งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ฉับไวยิ่งขึ้น เพื่อชดเชยอัตราการเสื่อมสลายของทรัพยากร
  • ตลอดปี 2561-2562 รัฐบาลมีโครงการสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ที่จะช่วยชะลอความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเล เกาะ แก่ง และชายฝั่ง รวมทั้งร่วมกันสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ กิจกรรมการปลูกปะการัง การปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าชายเลนใน 23 จังหวัด มาตรการลดขยะพลาสติก และการให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น

ทะเลเป็นทรัพยากรอันล้ำค่าของมนุษย์  มีพื้นที่ถึง 2 ใน 3 ของพื้นที่โลก แต่ปัจจุบันทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งทรัพยากรที่อาศัยอยู่ ต่างได้รับผลกระทบจากการเติบโตของอุตสาหกรรม รวมทั้งมลพิษที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของทะเลและมหาสมุทร และมีส่วนร่วมในการดูแลปกป้องทรัพยากรทางทะเล  กลุ่มประชาคมโลกจึงได้กำหนดให้วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันทะเลโลก” (World Ocean Day) มาตั้งแต่ปี 2535

ท้องทะเลไทยมีความกว้างใหญ่ เป็นแหล่งอาหาร แหล่งทำมาหากิน แหล่งพลังงาน และแหล่งที่อยู่อาศัย รวมทั้งเป็นทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งถูกทำลายโดยมนุษย์มากกว่าโดยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งยาว 704 กิโลเมตร พบว่า เกิดขึ้นเพราะมีการก่อสร้างแนวชายฝั่งทะเลถึง 70 กิโลเมตร นอกจากนี้ บริเวณเกาะแก่งสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการัง สัตว์น้ำ และระบบนิเวศทางทะเลมากขึ้น

หนึ่งในนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของรัฐบาล คือ การดูแล แก้ไข และปกป้องทรัพยากรทางทะเลของไทยให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด พร้อมการฟื้นฟูความสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2560-2579

ในปี 2562 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการฟื้นฟูชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัดทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง  โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การฟื้นฟูทรัพยากรในด้านต่าง ๆ ได้แก่ แนวปะการัง ป่าชายเลน และการกัดเซาะชายฝั่ง และการออกมาตรการป้องกันและดูแลทรัพยากรทางทะเล โดยมุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว และประชาชนทุกคน

นอกจากกุ้ง หอย ปู ปลา ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและสร้างอาชีพ ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนให้ภาคประมงไทยเข้มแข็งและยั่งยืนได้จริงในระยะยาวแล้ว (อ่านบทความ กรมเจ้าท่าขึ้นทะเบียนเรือ ปลดใบเหลือง IUU ฟื้นฟูทะเลไทย ) ประเทศไทยยังคงต้องคุ้มครองสัตว์ทะเลอื่น ๆ โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก 3 กลุ่ม ได้แก่ เต่าทะเล พะยูน โลมาและปลาวาฬ ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยในปี 2561 ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น 665 ตัว ได้แก่ โลมาและวาฬ 234 ตัว เต่าทะเล 417 ตัว และพะยูน 14 ตัว ทั้งการจัดหารถฉุกเฉินช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก และสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ในการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก ทั้งในประเทศ และระดับภูมิภาค

สำหรับปัญหาขยะในทะเลและชายฝั่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของสัตว์ทะเล โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่หายากเช่น พะยูน หรือเต่าทะเล จากการสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า จากข้อมูลปี 2553  มีปริมาณขยะทะเล 4 แสนตัน ต่อมาในปี 2562 ปริมาณขยะทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกที่เหลือทิ้งจากการบริโภค ซึ่งประเทศไทยมีทั้งการรณรงค์ส่งเสริมการลดใช้พลาสติก และการกำจัดอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งมาตรการลด-เลิกการใช้ถุงพลาสติก ด้วยเป้าหมายการเลิกใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติก และหลอดพลาสติก ภายในปี 2564 และเป้าหมายรีไซเคิลขยะพลาสติกได้ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งคาดว่า กระบวนการทั้งหมดจะช่วยลดปัญหาขยะทางทะเลและชายฝั่งลงได้ ( อ่านบทความ การแก้ไขปัญหาขยะ )

ทุกวันนี้ เราได้เห็นภาพความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ในการร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมปลูกปะการัง ปลูกป่าชายเลน ปล่อยเต่า การเก็บขยะ รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ซึมซาบเข้าไปอยู่ในใจของคนไทย

การปลูกฝังจิตสำนึกด้วยใจรักและมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ เป็นหนทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน และไม่ว่าจะเป็นวันทะเลโลกหรือวันใด  การร่วมดูแลรักษาความงดงามของท้องทะเลไทย ยังคงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน โดยรัฐบาลจะอำนวยความสะดวก สนับสนุน และส่งเสริมการทำหน้าที่นี้ด้วยความตั้งใจ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *