การแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

งานด้านกฎหมาย, บทความ - เมืองไทยวันนี้, 28 พฤษภาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เริ่มให้มีการยกร่างแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าทั้งฉบับ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับนี้กำหนดให้กรมอุทยานฯ ต้องสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 นี้
  • รัฐบาลจะเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย และทำให้กรมอุทยานฯ มีข้อมูลป่าอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ สามารถดูแล สงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ให้คงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางจำนวน 50 ล้านบาทให้กับกรมอุทยานฯ เพิ่มเติมจากเงินนอกงบประมาณอีกจำนวน 50 ล้านบาท และงบแผนการดำเนินการนำเงินงบประมาณรายจ่ายภายใต้กิจกรรมการสำรวจฯ 17 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งหมด 117 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินสำรวจที่ดินเหล่านี้และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนที่สืบเนื่องยาวนานมากกว่า 60 ปี ก็คือ การใช้ประโยชน์ของที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งตามกฎหมายแล้วใครก็ไม่สามารถเข้าไปถือครองได้ และด้วยโครงสร้างทางกฎหมายที่มาจากพื้นฐานความคิดที่ไม่ยอมรับสิทธิของชุมชนที่เข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ก่อนที่จะประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของรัฐ ตลอดจนไม่มั่นใจเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า เมื่อมารวมกับโครงสร้างการกระจายที่ดินที่ไม่เป็นธรรมที่ทำให้ที่ดินส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย ในขณะที่คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังประสบปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน ความขัดแย้งนี้จึงได้ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด

ปัจจุบัน จากพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด 320.70 ล้านไร่ พื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีอยู่ทั้งสิ้น 71.58 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 22.32 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ มีประชาชนประมาณ 1.8 ล้านคนที่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ 4.7 ล้านไร่ ซึ่งมีทั้งกรณีชุมชนดั้งเดิมที่ทำกินสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษยาวนานหลายร้อยปีก่อนที่จะมีกฎหมายประกาศให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ และกรณีกลุ่มนายทุนที่เข้าไปบุกรุกครอบครองหลังจากการประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจำแนกแยกแยะให้ชัดเจน เพื่อเป็นจุดเริ่มในการสะสางปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้อย่างเป็นธรรม

ที่ผ่านมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มี 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แต่กฎหมายสองฉบับนี้กลับไม่มีบทบัญญัติใด ๆ ที่ทำให้เกิดกลไกในการแก้ไขปัญหาบุกรุกป่าได้อย่างยั่งยืน ในอดีต ภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การจับกุม ซึ่งหลายกรณีเป็นการจับกุมคนจน อันเป็นที่มาของคำว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นจึงได้มีมติให้มีการสำรวจการถือครองที่ดิน การพิสูจน์สิทธิ และการรับรองสิทธิแก่พี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้

แต่ทว่านับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 22 ปี ยังไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนตามมติ ครม. ดังกล่าวได้แม้แต่แปลงเดียว อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐยังไม่เคยมีการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอย่างชัดเจนพอที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหา ความท้าทายส่วนหนึ่งมาจากการสำรวจข้อมูลที่มีความยากลำบาก อาทิ ชุมชนชาวเขาบางกลุ่มมีวิถีชีวิตย้ายถิ่นที่ทำกินไปเรื่อย ๆ หรือที่เรียกว่า “ทำไร่หมุนเวียน” ชาวบ้านหลายรายแผ้วถางป่าแบบกระจัดกระจายไม่ต่อเนื่องกับแปลงอื่น ๆ ลักษณะคล้ายขนมครก บางรายไม่แจ้งการครอบครองที่ดิน และบางรายก็ปฏิเสธไม่ยอมรับมติคณะรัฐมนตรี โดยอ้างว่าอยู่มาก่อนที่จะมีกฎหมาย ปัญหาเหล่านี้ยากยิ่งต่อการบริหารจัดการ อีกทั้งหน่วยงานราชการก็ไม่สามารถหาพื้นที่แห่งใหม่ เพื่อเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ แนวทางการแก้ไขปัญหาโดยการเคลื่อนย้ายราษฎรซึ่งทำมาหากินในผืนป่านั้นเป็นร้อย ๆ ปี ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่น จึงไม่สามารถทำได้ และชาวบ้านทั้งหมดจึงยังคงอาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาข้างต้น รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงสั่งการให้มีการยกร่างแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าทั้งฉบับ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ซึ่งได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติออกเป็น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 แล้วเมื่อวันที่  29 พฤษภาคม 2562  กฎหมายทั้งสองฉบับนี้กำหนดให้กรมอุทยานฯ สำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วันนับแต่วันที่กฎหมายทั้งสองฉบับมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 23 กรกฎาคม ศกนี้ จากนั้น รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจะสามารถดำเนินการพิจารณาและช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดโครงการคราวละ 20 ปี กำหนดแผนที่แสดงแนวเขต และเงื่อนไขการอยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ดังนั้น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงเป็นกฎหมายสำคัญมากที่กำหนดกลไกไว้อย่างชัดเจนในการที่จะหาทางช่วยให้ชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่สามารถอยู่อาศัยหรือทำกินในป่าต่อไปได้ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ชุมชนที่อาศัยอยู่ภายในเขตป่าอนุรักษ์ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก คือ เรื่องการปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน

ปัจจุบัน พื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์ที่กรมอุทยานฯ จะต้องดำเนินการสำรวจการถือครองที่ดินของราษฎรมีอยู่ทั้งสิ้น 4.7 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่กรมอุทยานฯ ดำเนินการสำรวจเสร็จแล้ว 2.1 ล้านไร่ และคงเหลือที่ต้องสำรวจให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกรกฏาคม 2563 อีก 2.6 ล้านไร่ โดยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางจำนวน 50 ล้านบาทให้กับกรมอุทยานฯ เพิ่มเติมจากเงินนอกงบประมาณอีกจำนวน 50 ล้านบาท และงบแผนการดำเนินการนำเงินงบประมาณรายจ่ายภายใต้กิจกรรมการสำรวจ ฯ 17 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งหมด 117 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเร่งดำเนินการเรื่องการสำรวจที่ดินเหล่านี้และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยกรมอุทยานฯ จะใช้เจ้าหน้าที่อีกกว่า 4,458 นายเพื่อลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจนี้ ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ยืนยันว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อย่างแน่นอนในเดือนกรกฏาคม 2563 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้ไม่มีประชาชนตกสำรวจ ดังนั้น จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนซึ่งอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการป่าอนุรักษ์ หรือหน่วยพิทักษ์ป่าตามท้องที่ที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินของประชาชนที่ตั้งอยู่ภายในเขตป่าอนุรักษ์นั้น ๆ หรือติดต่อที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ของท้องที่นั้น เพื่อให้ทุกท่านสามารถเข้าร่วมกระบวนการสำรวจได้อย่างครบถ้วน

พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เป็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย และทำให้กรมอุทยานฯ มีข้อมูลป่าอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ สามารถดูแล สงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ให้คงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Youtube  Forestbook EP93 :10 เรื่องต้องรู้ คู่มือชาวบ้านในเขตอุทยาน หรือคลิกที่นี่


Update:  สบนร.ได้ติดตามความคืบหน้าการสำรวจที่ดินฯ อย่างต่อเนื่อง ข้อมูล ณ วันที่ 30  มิถุนายน 2563 พบว่า พื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์ที่กรมอุทยานฯ จะต้องสำรวจมีทั้งสิ้น 4,385,596 ไร่   ได้สำรวจแล้วเสร็จ  3,061,866 ไร่ หรือประมาณ 70 % โดยแบ่งเป็นภาคเหนือ  72% ภาคอีสาน  81.58%  ภาคใต้  62.55%  ภาคตะวันออก  86% ภาคตะวันตก  57% และภาคกลาง  90.66%  ทำให้ขณะนี้ ยังคงเหลือที่ดินที่ยังอยู่ในระหว่างการสำรวจอีก 30 %  จากจำนวนที่ดินที่ต้องสำรวจทั้งหมดหรือคิดเป็นจำนวน 1,323,730 ไร่

การสำรวจฯ มีกำหนดจะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ตามกรอบระยะเวลา โดยเรื่องนี้ถือเป็นการดำเนินการส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินของประชาชน

28 พฤษภาคม 2563/ 413 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

9 กรกฎาคม 2563/ 138 Views/ เวลาอ่าน 14 นาที

4 มิถุนายน 2563/ 87 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

5 พฤษภาคม 2563/ 142 Views/ เวลาอ่าน 13 นาที

30 กรกฎาคม 2563/ 867 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

19 เมษายน 2563/ 127 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

14 พฤษภาคม 2563/ 164 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

15 เมษายน 2563/ 147 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

22 เมษายน 2563/ 186 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

22 เมษายน 2563/ 392 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที