การแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เริ่มให้มีการยกร่างแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าทั้งฉบับ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ กำหนดให้กรมอุทยานฯ ต้องสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 
  • รัฐบาลจะเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และทำให้กรมอุทยานฯ มีข้อมูลป่าอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ สามารถดูแล สงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ให้คงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางจำนวน 50 ล้านบาทให้กับกรมอุทยานฯ เพิ่มเติมจากเงินนอกงบประมาณอีกจำนวน 50 ล้านบาท และงบแผนการดำเนินการนำเงินงบประมาณรายจ่ายภายใต้กิจกรรมการสำรวจฯ 17 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งหมด 117 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินสำรวจที่ดินเหล่านี้และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนที่สืบเนื่องยาวนานมากกว่า 60 ปี ก็คือ การใช้ประโยชน์ของที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ใครก็ไม่สามารถเข้าไปถือครองได้ และด้วยโครงสร้างทางกฎหมายที่มาจากพื้นฐานความคิดที่ไม่ยอมรับสิทธิของชุมชนที่เข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ก่อนการประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของรัฐ ตลอดจนไม่มั่นใจเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า เมื่อมารวมกับโครงสร้างการกระจายที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ที่ทำให้ที่ดินส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย ในขณะที่คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังประสบปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน ความขัดแย้งนี้จึงได้ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มขึ้นโดยตลอด

ปัจจุบัน จากพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด 320.70 ล้านไร่ พื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นป่าอนุรักษ์มีอยู่ทั้งสิ้น 71.58 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 22.32 ของประเทศ มีประชาชนประมาณ 1.8 ล้านคนที่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ 4.7 ล้านไร่ ซึ่งมีทั้งกรณีชุมชนดั้งเดิมที่ทำกินสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษยาวนานหลายร้อยปีก่อนที่จะมีกฎหมายประกาศให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ และกรณีกลุ่มนายทุนที่เข้าไปบุกรุกครอบครองหลังจากการประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจำแนกแยกแยะให้ชัดเจน เพื่อเป็นจุดเริ่มในการสะสางปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์​ให้ได้อย่างเป็นธรรม

ที่ผ่านมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มี 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แต่กฎหมายสองฉบับนี้กลับไม่มีบทบัญญัติใด ที่ทำให้เกิดกลไกในการแก้ไขปัญหาบุกรุกป่าได้อย่างยั่งยืน ในอดีต ภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การจับกุม ซึ่งหลายกรณีเป็นการจับกุมคนจน อันเป็นที่มาของคำว่า คุกมีไว้ขังคนจนจนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นจึงได้มีมติให้มีการสำรวจการถือครองที่ดิน การพิสูจน์สิทธิ และการรับรองสิทธิแก่พี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้

แต่ทว่านับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จนถึงปัจจุบัน ผ่านมา 22 ปี ยังไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนตามมติ ครม. ดังกล่าวได้แม้แต่แปลงเดียว อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐยังไม่เคยมีการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอย่างชัดเจนพอที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหา ความท้าทายส่วนหนึ่งมาจากการสำรวจข้อมูลที่มีความยากลำบาก อาทิ ชุมชนชาวเขาบางกลุ่มมีวิถีชีวิตย้ายถิ่นที่ทำกินไปเรื่อย ๆ หรือที่เรียกว่า ทำไร่หมุนเวียนชาวบ้านหลายรายแผ้วถางป่าแบบกระจัดกระจายไม่ต่อเนื่องกับแปลงอื่น ๆ ลักษณะคล้ายขนมครก บางรายไม่แจ้งการครอบครองที่ดิน และบางรายก็ปฏิเสธไม่ยอมรับมติคณะรัฐมนตรี โดยอ้างว่าอยู่มาก่อนที่จะมีกฎหมาย ปัญหาเหล่านี้ยากยิ่งต่อการบริหารจัดการ อีกทั้งหน่วยงานราชการก็ไม่สามารถหาพื้นที่แห่งใหม่ เพื่อเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ แนวทางการแก้ไขปัญหา​โดยการเคลื่อนย้ายราษฎรซึ่งทำมาหากินในผืนป่านั้นเป็นร้อย ปี ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่น จึงไม่สามารถทำได้ และชาวบ้านทั้งหมดจึงยังคงอาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาข้างต้น รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงสั่งการให้มีการยกร่างแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าทั้งฉบับ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ซึ่งได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติออกเป็น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 แล้วเมื่อวันที่ | 29 พฤษภาคม 2562 | กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ กำหนดให้กรมอุทยานสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน นับแต่วันที่กฎหมายทั้งสองฉบับมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 23 กรกฎาคม ศกนี้ จากนั้น รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงจะสามารถดำเนินการพิจารณาและช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดโครงการคราวละ 20 ปี กำหนดแผนที่แสดงแนวเขต และเงื่อนไขการอยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ดังนั้น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงเป็นกฎหมายสำคัญมากที่กำหนดกลไกไว้อย่างชัดเจน ในการที่จะหาทางช่วยให้ชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่สามารถอยู่อาศัยหรือทำกินในป่าต่อไปได้ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ชุมชนที่อาศัยอยู่ภายในเขตป่าอนุรักษ์ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลธรรมชาติ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก คือ เรื่องการปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน

ปัจจุบัน พื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์ที่กรมอุทยานจะต้องดำเนินการสำรวจการถือครองที่ดินของราษฎรมีอยู่ทั้งสิ้น 4.7 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่กรมอุทยานดำเนินการสำรวจเสร็จแล้ว 2.1 ล้านไร่ และคงเหลือที่ต้องสำรวจให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกรกฏาคม 2563 อีก 2.6 ล้านไร่ โดยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางจำนวน 50 ล้านบาท​ให้กับกรมอุทยานเพิ่มเติมจากเงินนอกงบประมาณอีกจำนวน 50 ล้านบาท และงบแผนการดำเนินการนำเงินงบประมาณรายจ่ายภายใต้กิจกรรมการสำรวจ 17 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งหมด 117 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเร่งดำเนินการเรื่องการสำรวจที่ดินเหล่านี้ และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยกรมอุทยานจะใช้เจ้าหน้าที่อีกกว่า 4,458 นายเพื่อลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ทั้งนี้ กรมอุทยานยืนยันว่า จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อย่างแน่นอน​ในเดือนกรกฏาคม 2563 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

เพื่อให้ไม่มีประชาชนตกสำรวจ ดังนั้น จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนซึ่งอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ ที่ทำการป่าอนุรักษ์ หรือหน่วยพิทักษ์ป่าตามท้องที่ที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินของประชาชนซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตป่าอนุรักษ์นั้น หรือติดต่อที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ของท้องที่นั้น เพื่อให้ทุกท่านสามารถเข้าร่วมกระบวนการสำรวจได้อย่างครบถ้วน

พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เป็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย และทำให้กรมอุทยานมีข้อมูลป่าอนุรักษ์ที่สมบูรณ์ สามารถดูแล สงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่า ให้คงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Youtube  Forestbook EP93 :10 เรื่องต้องรู้ คู่มือชาวบ้านในเขตอุทยาน หรือคลิกที่นี่


Update: | สบนร.ได้ติดตามความคืบหน้าการสำรวจที่ดินอย่างต่อเนื่อง ข้อมูล วันที่ 30 | มิถุนายน 2563 พบว่า พื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์ที่กรมอุทยานจะต้องสำรวจมีทั้งสิ้น 4,385,596 ไร่ |ได้สำรวจแล้วเสร็จ | 3,061,866 ไร่ หรือประมาณ 70 % โดยแบ่งเป็นภาคเหนือ | 72% ภาคอีสาน | 81.58% | ภาคใต้ | 62.55% | ภาคตะวันออก | 86% ภาคตะวันตก | 57% และภาคกลาง | 90.66% | ทำให้ขณะนี้ ยังคงเหลือที่ดินที่ยังอยู่ในระหว่างการสำรวจอีก 30 % | จากจำนวนที่ดินที่ต้องสำรวจทั้งหมดหรือคิดเป็นจำนวน 1,323,730 ไร่

การสำรวจมีกำหนดจะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ตามกรอบระยะเวลา โดยเรื่องนี้ถือเป็นการดำเนินการส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาล ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินของประชาชน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *