เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน-EEC
ด้วยโครงการแลนด์บริดจ์

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ “แลนด์บริดจ์” เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมและการขนส่งสินค้า 2 ฟากฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งอันดามันเข้าด้วยกัน โดยการสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 ฝั่งของคอคอดกระ แล้วเชื่อมต่อการขนถ่ายสินค้าระหว่าง 2 ฝั่งโดยถนนและระบบราง รวมทั้งเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ EEC พร้อมนำเทคโนโลยีออโตเมชันเข้ามาช่วยในการขนย้ายสินค้าให้มีความรวดเร็วและประหยัดเวลา
  • ในชั้นนี้ กระทรวงคมนาคมคาดว่า จะใช้เวลาศึกษาประมาณ 30 เดือน หากพบว่าเหมาะสม คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี และเสร็จสมบูรณ์ในปี 2569 โครงการนี้จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางขนส่งทางน้ำแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ไปสู่ภาคใต้แล้ว ยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและประเทศชาติในภาพรวมด้วย

ในปัจจุบัน เรือขนส่งสินค้าทั่วโลกถึงร้อยละ 40 ต้องใช้เส้นทางช่องแคบมะละกา ประเทศสิงคโปร์ เพื่อข้ามไปมาระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก โดยช่องแคบมะละกาสามารถรองรับเรือเดินสมุทรได้เต็มที่ 100,000 ลำต่อปี อย่างไรก็ดี ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายตัวของฐานการผลิตไปทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่า เรือขนส่งสินค้าจะเพิ่มมากขึ้นจนถึงขีดจำกัดของช่องแคบมะละกาภายในปี 2567 และในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือปี 2593 คาดว่าจะมีจำนวนเรือสินค้าใช้เส้นทางนี้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า หรือ 400,000 ลำต่อปี ข้อจำกัดนี้ของช่องแคบมะละกาจะทำให้เรือสินค้าต่าง ๆ ต้องเสียเวลาในการเข้าคิวผ่านช่องแคบ ซึ่งทำให้การขนส่งล่าช้าไม่มีประสิทธิภาพ และหากจะหาหนทางที่จะไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา สิ่งที่ประเทศไทยจะสามารถทำได้และได้รับประโยชน์ก็คือ การลัดผ่านผืนแผ่นดินส่วนที่เป็นด้ามขวานของไทย ซึ่งกั้นระหว่าง 2 มหาสมุทรไว้นั่นเอง

พื้นที่ด้ามขวานของประเทศไทยถือว่าได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วงแคบที่สุดมีความกว้างเพียง 120 กิโลเมตร กั้นระหว่างทะเลอันดามันที่เชื่อมต่อไปยังมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยที่เชื่อมต่อไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก หากลัดผ่านเส้นทางนี้จะสามารถลดระยะทางเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกาลงไปได้ถึง 1,200 กิโลเมตร และลดเวลาการเดินทางไปได้ 2-3 วัน อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรทางน้ำที่แออัดบริเวณช่องแคบมะละกาได้ด้วย

ด้วยเหตุผลข้างต้น รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม จึงอยู่ในขั้นตอนทำการศึกษาความคุ้มทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันทางพื้นดิน หรือโครงการ “แลนด์บริดจ์” เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจกต์ของประเทศ เป็นการสร้างทางเลือกสำหรับระบบการขนส่งสินค้าโลกที่จะช่วยพลิกโฉมประเทศไทยได้ในอนาคต

โครงการ “แลนด์บริดจ์” มีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและโครงข่ายโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้ให้เชื่อมต่อกับพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมุ่งยกระดับให้ภาคใต้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางน้ำของภูมิภาค ปัจจุบัน การศึกษาโครงการนี้ได้เริ่มนับหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ลงนามสัญญาจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยให้มีการออกแบบเบื้องต้นก่อนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และวิเคราะห์โมเดลการลงทุน โดยให้บริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทดีเคด คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัทพีเอสเค คอนซัลแทนส์ จำกัด เร่งศึกษาอย่างรอบด้านภายใต้วงเงิน 67.8 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 30 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2564 ไปจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2566

รัฐบาลได้กำหนดรูปแบบการลงทุนก่อสร้างโครงการนี้เป็นแบบ PPP หรือการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน โครงการนี้จะมีมูลค่าการลงทุนถึง 100,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2567 และเปิดใช้งานได้ในปี 2569

โครงการแลนด์บริดจ์ มีแนวคิด ดังนี้

1. ทางน้ำ สร้างท่าเรือน้ำลึก 2 แห่งที่จังหวัดระนองและจังหวัดชุมพรเพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ โดยออกแบบให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ซึ่งควบคุมการบริหารจัดการด้วยระบบออโตเมชัน ท่าเรือทั้ง 2 แห่ง จะทำหน้าที่รับและส่งสินค้าขาเข้าและขาออกไปยังทวีปต่าง ๆ ของโลก

– ท่าเรือน้ำลึกชุมพรที่อยู่ฝั่งอ่าวไทย จะทำหน้าที่รองรับการขนส่งสินค้าทางเรือที่เข้ามาจากประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เพื่อส่งสินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบัง หรือส่งต่อไปยังฝั่งมหาสมุทรอินเดียผ่านท่าเรือน้ำลึกระนอง

– ท่าเรือน้ำลึกระนองที่อยู่ฝั่งอันดามัน จะเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามันของประเทศเพื่อเชื่อมโยงไปยังท่าเรือกลุ่มประเทศ BIMSTEC เช่น เมียนมา อินเดีย เนปาล บังคลาเทศ ฯลฯ หรือ ประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ฟากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกผ่านท่าเรือชุมพร สำหรับพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 แห่ง บริษัทที่ปรึกษาจะศึกษาความเหมาะสมต่อไป

2. ทางบก แบ่งเป็นการสร้างมอเตอร์เวย์เพื่อเชื่อม 2 ท่าเรือน้ำลึกแบบไร้รอยต่อ โดยคู่ขนานไปกับรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงพานทอง-หนองปลาดุก และรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร โดยการคมนาคมทั้ง 2 ระบบ จะมีระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร ซึ่งจะทำหน้าที่ขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ใส่สินค้าไปส่งแต่ละฟากฝั่งของทะเล รวมทั้งจะก่อสร้างระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อขนาบไปในเส้นทางนี้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ คาดว่า จะเป็นการก่อสร้างไปพร้อมกันเพื่อให้เป็นไปตามแผนบูรณาการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเชื่อมต่อแนวเส้นทางรถไฟทางคู่ (MR-MAP) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินของภาคประชาชน

หากโครงการนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และดำเนินการได้แล้วเสร็จตามแผน จะถือเป็นการเปิดเส้นทางการคมนาคมใหม่ที่ทั้งประหยัดต้นทุน และสามารถลดระยะเวลาการเดินเรือได้ถึง 2-3 วันเมื่อเปรียบเทียบการใช้เส้นทางเดิมผ่านช่องแคบมะละกา นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางขนส่งทางน้ำแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียนและเป็นจุดเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน โดยมีการประเมินว่า โครงการนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมร้อยละ 2 หรือ 24,000 ล้านบาท เป็นร้อยละ 10 หรือ 120,000 ล้านบาท ภายใน 10 ปีหลังจากโครงการแล้วเสร็จหรือประมาณปี 2579

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า การมีโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่จำเป็นต้องขุดคลองคอคอดกระ เพราะการขนส่งระหว่างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดชุมพรกับท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดระนองใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง และยังใช้การขนถ่ายสินค้าด้วยระบบออโตเมชัน หรือการใช้เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ทำให้ขนย้ายได้อย่างรวดเร็ว ประหยัด และปลอดภัย ด้านนายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการนี้เป็นโครงการตามยุทธศาสตร์ชาติ และสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ในพื้นที่ จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน มีความได้เปรียบทางที่ตั้งและภูมิศาสตร์ที่สามารถเปิดสู่ทะเลทั้งสองด้าน ถือเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์ที่พิเศษนี้เพื่อพัฒนาให้เป็น“สะพานเศรษฐกิจ”อันจะเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้านอกเหนือจากช่องแคบมะละกาในปัจจุบัน

ตามแผน หลังจากบริษัทที่ปรึกษาโครงการได้ศึกษาแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย กระทรวงคมนาคมยังจะต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

โครงการแลนด์บริดจ์นี้ หากสำเร็จ ไม่เพียงแต่จะกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ไปสู่ภาคใต้ แต่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมั่นคงในระยะยาวต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *