เกาะกระ – เกาะโลซิน มาตรการอนุรักษ์-คุ้มครองธรรมชาติให้อยู่ยั่งยืน

ใจความสำคัญ

  • คณะรัฐมนตรี ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตรการคุ้มครองหมู่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช และเกาะโลซิน จ.ปัตตานี เพื่ออนุรักษ์ปกป้องทรัพยากรทางทะเลชายของไทย ให้คงสภาพสมบูรณ์ตามธรรมชาติมากที่สุด โดยมีมติเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา
  • หมู่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช ประกอบไปด้วยเกาะเล็ก ๆ อีก 3 เกาะ ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นานาชนิด เป็นที่วางไข่ของเต่าทะเลหายาก โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้อนุรักษ์ให้เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลแบบยั่งยืน รวมทั้งมีแนวประการังที่สวยงามที่นักดำน้ำต่างยกให้เป็นเกาะในฝัน
  • เกาะโลซิน จ.ปัตตานี เป็นภูเขาหินใต้ทะเล มีประภาคารตั้งโดดเด่นเป็นจุดสังเกตแก่นักเดินเรือ และถือเป็นหลักอาณาเขตทางทะเลของไทยกับมาเลเซีย มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญอยู่ในระยะ 200 ไมล์ทะเล มีแนวปะการังที่สมบูรณ์สวยงาม และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลหายากจำนวนมาก

เราทุกคนทราบกันดีว่า หนึ่งในแหล่งรายได้หลักของประเทศไทยมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งทำรายได้ให้ประเทศปีหนึ่งเกือบ 2 ล้านล้านบาท (สถิติช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ) นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกมาเยือนประเทศไทยด้วยหลายเหตุผล อาทิ ภูมิอากาศที่อบอุ่น วัฒนธรรมประเพณี สถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญเป็นอันดับต้น คือ ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทั้งภูเขาและทะเล โดยเฉพาะทะเลไทย ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ที่มีเกาะต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงว่าสวยงามติดอันดับโลก เช่น เกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า เกาะพีพี เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลถึงกว่า 37 ล้านคนในปี 2562 ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมหลาย ๆ แห่งเสื่อมโทรมลงไป เพราะไม่มีเวลาให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู จึงทำให้เกิดการเสาะแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการที่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเริ่มถูกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัฐบาล นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักดีถึงประโยชน์ของการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน จึงได้กำหนดนโยบายในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันสมบูรณ์ไว้ ให้มีความยั่งยืนไปนาน ๆ  เสมือนการดูแล “หม้อข้าวของประเทศ” ให้สวยงามคงทนมากที่สุด

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหากำหนดให้หมู่เกาะกระ อำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และเกาะโลซิน อำเภอปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลชายฝั่ง เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้คงเดิมไว้มากที่สุด

เกาะทั้งสองแห่งนี้ บรรดานักดำน้ำต่างรู้กันดีว่า มีแนวประการังที่สวยงามและสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในอ่าวไทย  อีกทั้งยังเป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์ทะเลหายากด้วย  มาดูกันว่าทั้งสองเกาะนี้มีดีอย่างไร

หมู่เกาะกระ (ภาพจาก ภาพจาก Facebook.com/เกาะกระ-ปากพนัง-นครศรี )

หมู่เกาะกระ ประกอบไปด้วยเกาะเล็ก ๆ อีก 3 เกาะ อยู่ในพื้นที่ จ. นครศรีธรรมราช เนื่องจากอยู่ห่างไกลชายฝั่งมากถึง 53 กิโลเมตร จึงยังไม่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากนัก ทำให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติไว้ได้ โดยเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด เกาะกระมีหาดทรายสีขาวสะอาดยาว 150 เมตร ซึ่งเป็นที่วางไข่ของเต่าทะเลหายาก ทั้งเต่าตนุ เต่ามะเฟือง เต่ากระ เต่าหญ้า และเต่าหัวค้อน ถือเป็นหาดที่มีเต่าทะเลมาวางไข่มากที่สุดในอ่าวไทย เนื่องจากเป็นพื้นที่สงบ ปลอดภัยจากการคุกคามของมนุษย์  ดังนั้น กรมทรัพยากรทางทะเล ฯ จึงได้อนุรักษ์ให้เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลแบบยั่งยืน

ภาพจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ใต้ผืนน้ำโดยรอบเกาะกระมีพื้นที่ราว 400 ไร่ ซึ่งมีประการังนานาชนิด และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำอีกนานาพันธุ์ จนนักดำน้ำขนานนามว่าเป็น “หาดสวรรค์ของทุกสรรพชีวิต” และเป็นเกาะในฝันของเหล่านักดำน้ำด้วย

ภาพจาก Facebook.com/เกาะกระ-ปากพนัง-นครศรี

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ กำหนดให้หมู่เกาะกระเป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยห้ามกระทำการเด็ดขาด ดังต่อไปนี้ ห้ามทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล ปล่อยน้ำเสีย ทำเหมืองแร่ในทะเล ห้ามการสำรวจ รวมถึงการขุด การถมทะเล หรือการขุดลอกร่องน้ำ การนำเรือเข้าออกจะต้องไม่ทำให้เป็นอันตรายหรือเกิดความเสียหายต่อแนวปะการัง โดยให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นผู้บังคับใช้มาตรการคุ้มครองนี้

เกาะโลซิน

ภาพจาก e-book ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดย Kai

เกาะโลซิน จ.ปัตตานี  เป็นอีกเกาะที่อยู่ห่างไกลจากชายฝั่งถึง 72 กิโลเมตรจนแทบไม่ถูกรบกวนจากภายนอก มีลักษณะเป็นภูเขาหินใต้ทะเลกว้างราว 50 ตารางเมตร และมีหินโผล่พ้นน้ำสูง 10 เมตร ถือเป็นเกาะที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ไม่มีหาดทราย ไม่มีต้นไม้ มีเพียงประภาคารตั้งโดดเด่นเป็นจุดสังเกตแก่นักเดินเรือเท่านั้น

และประภาคารนี้เองที่ประเทศไทยได้ใช้อ้างอิงตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1958 ในการประกาศน่านน้ำอาณาเขตของไทยจากเกาะโลซินออกไป 200 ไมล์ทะเล ซึ่งครอบคลุมแหล่งก๊าซธรรมชาติ จนได้รับฉายาว่า “กองหินแสนล้าน” ตามมูลค่าของแหล่งก๊าซธรรมชาตินั่นเอง

ภาพจาก e-book กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดย คุณแน่งน้อย ยศสุนทร

นอกจากเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติแล้ว โลกใต้ทะเลของเกาะโลซินก็งดงามตระการตา เพราะมีปะการังและกัลปังหากระจายตัวกินพื้นที่กว้างใหญ่ อีกทั้งเป็นศูนย์รวมของสรรพชีวิตใต้ท้องทะเล เป็นที่อยู่ของฝูงปลานับร้อยชนิด อาทิ ปลานกขุนทอง ปลาสลิดหิน ปลาการ์ตูน ปลาผีเสื้อ และยังพบปลาที่หายากระดับ A+ เช่น ปลานกแก้วหัวโหนก ปลาโรนิน และระดับ A เช่น ปลาแมนต้า ปลาโรนัน และกระเบนนกอีกด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถพบฉลามวาฬ ปลาที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ที่บริเวณเกาะแห่งนี้เช่นกัน

ภาพจาก e-book กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยคุณศุภชัย วีรยุทธานนท์

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้ทะเล และความสำคัญของเกาะโลซิน รัฐบาลจึงได้ออกกฎกระทรวงขึ้นมาคุ้มครอง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ห้ามการเดินเรือ การจอดเรือ การขนส่ง หรือการขนถ่าย ทำให้เกิดมลพิษ ขยะ สารแขวนลอย ตะกอนแขวนลอย และมลสารปนเปื้อน จนคุณภาพน้ำทะเลเสียสภาพความเป็นธรรมชาติ หรือกระทบต่อปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์น้ำหายาก

2. ห้ามกระทำหรือดำเนินกิจกรรมใดก็ตามที่จะกระทบต่อสภาพแวดล้อมของแนวปะการัง ซากปะการัง กัลปังหา สัตว์น้ำในแนวปะการังและสัตว์ทะเลหายาก 

3. ห้ามทำประมงรอบบริเวณ ตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ยกเว้นการทำการประมงโดยใช้เบ็ดมือเท่านั้น

4. ห้ามทิ้งสมอ หากจะจอดเรือให้ผูกไว้กับทุ่นในบริเวณที่กำหนด 

5. ห้ามก่อสร้างใด ๆ เว้นแต่เพื่อคุ้มครองทรัพยากร เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเลหรือเพื่อการศึกษาวิจัย ซึ่งต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็น กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม และไม่เป็นการทำลายสภาพธรรมชาติเดิม

6. ห้ามทำเหมืองแร่ในทะเล การสำรวจ การขุดเจาะน้ำมัน การผลิต การถ่ายเทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การขุด การถมทะเล หรือการขุดลอกร่องน้ำ

ภาพจาก FB: Thon Thamrongnawasawat

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศคุ้มครองทั้งสองเกาะนี้ไว้ตามมาตรา 20 และ 23 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เพื่อจะรักษาธรรมชาติที่สวยงามอย่างเป็นรูปธรรม ให้คงไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศไทยต่อไปอีกนานเท่านาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *