สืบสานศาสตร์พระราชา  พัฒนาชุมชนสู้ภัยโควิด   ชู “โคก-หนอง-นา” โมเดล สร้างชีวิตที่ยั่งยืน

เศรษฐกิจ, 2 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนโครงการแผนปฏิบัติการ 90 วัน “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ หนึ่งในความวิตกกังวลของผู้คนคือ ประเด็นของสุขอนามัยและความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
  • การชู “โคก-หนอง-นา” โมเดล เพื่อสร้างชีวิตที่ยั่งยืน คือ การจัดการพื้นที่ที่เหมาะกับพื้นที่การเกษตร เป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ เน้นการให้ธรรมชาติจัดการตัวเอง โดยมีมนุษย์เป็นส่วนเสริมอย่างเป็นระบบเพื่อให้สำเร็จเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ความตอนหนึ่งระบุว่า “ศาสตร์พระราชา เป็นแนวคิดและหลักปรัชญาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่การประกอบกิจวัตรประจำวัน และสัมมาชีพของแต่ละบุคคล ไปจนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อสร้างและพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน”

สำหรับศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวกับน้ำ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นพิเศษ ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้

เมื่อคำนึงถึงศาสตร์พระราชา รัฐบาลจึงตระหนักดีว่า การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นั้น นับเป็นงานที่มสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการช่วยให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี  http://gourl.me/httpswwwchorsaardorthcontent12834212559

หนึ่งในโครงการด้านน้ำของรัฐบาล คือ โครงการ “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยและสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2563 ผู้ว่าราชการทั้ง 76 จังหวัด จึงได้เปิดจวนผู้ว่าฯ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้สาธิตการทำแปลงเกษตรให้ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านและแกนนำท้องถิ่นได้เข้ามาศึกษาและนำไปถ่ายทอดต่อลูกบ้านตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร”สานพลังทุกหมู่บ้านสู้ภัยโควิด-19 ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยโครงการดังกล่าวมีการปฏิบัติงานใน 2 ระดับ ระดับแรก คือ ความพอเพียงระดับครัวเรือน และระดับที่ 2 คือ การบริหารจัดการที่ดิน เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง ซึ่งทางสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้แล้วเสร็จทุกครัวเรือนภายในวันที่ 30 มิถุนายน นี้

ความพอเพียงระดับครัวเรือนจะเกิดขึ้นได้ ต้องสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ปลอดสารพิษต่าง ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่าย และสร้างความสามัคคีผ่านการทำกิจกรรมในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องผลักดันให้มีการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง โดยรัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการจัดสรรที่ดินให้เป็นสัดส่วนระหว่างแหล่งน้ำ แหล่งเพาะปลูก และที่อยู่อาศัย

ภารกิจโครงการ “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” มีเป้าหมายระยะแรก คือ หมู่บ้านละหนึ่งครอบครัว โดยคัดเลือกจากปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้ที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการที่ดินให้นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่น ๆ ในการศึกษาดูงานและปฏิบัติตาม เพื่อให้สามารถขยายโครงการดีๆ ไปยังทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

ตัวอย่างเช่นโครงการนำร่อง 2 แห่งในพื้นที่จ.นราธิวาส คือ โครงการ  “โคก-หนอง-นา” ฟาร์มเกษตรตัวอย่าง ที่บ้านโคกไร่ใหญ่ ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี และบ้านโคกโก ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี เป็นต้น

โครงการ “โคก-หนอง-นา” ทั้ง 2 แห่ง มีจุดประสงค์หลัก คือ ต้องการให้ประชาชนมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้ โดยใช้ประโยชน์จากฟาร์มเกษตรตัวอย่าง ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้บริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรด้วยการผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้านให้สอดคล้องกัน โดยมุ่งหวังที่จะสร้างจุดเปลี่ยนให้กับชุมชน ซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน 30 : 30 : 30 : 10

กล่าวคือ 30% แรก แบ่งเป็นแหล่งน้ำ ทั้งการขุดบ่อทำหนอง และการขุดคลองไส้ไก่ที่ช่วยระบายน้ำรอบพื้นที่ อีก 30 % สำหรับปลูกข้าว และอีก 30% สำหรับการทำโคกหรือป่า โดยอาจปลูกผักเป็นอาหาร ปลูกไม้ใช้สอย ปลูกยาสมุนไพร ส่วนพื้นที่ 10% ที่เหลือ เป็นที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์

ปัจจุบัน โครงการนำร่องในพื้นที่ จ.นราธิวาส กำหนดดำเนินโครงการ  “โคก-หนอง-นา” ในพื้นที่ฟาร์มเกษตรตัวอย่าง จำนวน 6 แห่ง มีราษฎรเข้าร่วมโครงการจำนวน 213 คน ใช้แนวทางดำเนินการอบรมและฝึกปฏิบัติ 6 ขั้นตอน ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนที่ 1 คือ การเตรียมพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการ ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นที่โดยเครื่องจักรหนัก การอบรมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก-หนอง-นา” และการเตรียมพื้นที่โดยแรงงานคน โดยโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งโครงการด้านน้ำอันซึ่งดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลได้วางแนวทางไว้ให้

“โคก-หนอง-นา โมเดล” คือแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. โคก: พื้นที่สูง

– ให้นำดินที่ขุดเพื่อทำหนองน้ำมาทำโคก บนโคกปลูก “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามแนวทางพระราชดำริ

– ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

– ปลูกที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ

  1. หนอง: หนองน้ำหรือแหล่งน้ำ

– ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งหรือเมื่อจำเป็น และยังเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุมขนมครก)

– ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้ น้ำกระจายได้ทั่งถึง เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้

– ทำ ฝายทดน้ำ เพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อโดยรอบไม่มีการกักเก็บน้ำ น้ำจะหลากลงมายังหนองน้ำ และคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง

– พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และเพิ่มการระบายน้ำยามน้ำหลาก

  1. นา:

– พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดิน ใช้การควบคุมปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูกและคนกิน

– ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา

รัฐบาลให้ความสำคัญกับแหล่งเพาะปลูกและเกษตรกรไทยเนื่องจากอาหารไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ อีกทั้งรัฐบาลยังตระหนักดีว่า การเกษตรเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต ที่สำคัญ ในสภาวะปัจจุบันที่ประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของภาคเกษตรกรรมต่อความอยู่รอด คุณภาพชีวิตและแหล่งรายได้สำคัญของคนไทยอีกด้วย

2 มิถุนายน 2563/ 515 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

19 เมษายน 2563/ 230 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

5 พฤษภาคม 2563/ 132 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

18 พฤศจิกายน 2563/ 23 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

22 เมษายน 2563/ 301 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

26 กันยายน 2563/ 433 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

17 กรกฎาคม 2563/ 92 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

12 มิถุนายน 2563/ 197 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

31 สิงหาคม 2563/ 136 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 100 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที