กองทุนยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมในสังคมไทย

ใจความสำคัญ

  • เมื่อปี 2549 ประเทศไทยมีการก่อตั้งกองทุนยุติธรรมขึ้นครั้งแรก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนปัจจัยในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งด้านการเงิน และความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่ยังช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึง เพราะเน้นการสั่งการจากส่วนกลางเพียงแห่งเดียว
  • รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้พัฒนาปรับปรุงและบริหารจัดการใหม่ ให้การช่วยเหลือประชาชนผ่านทางกองทุนยุติธรรมเป็นรูปธรรมมากขึ้น และให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ โดยกระจายความช่วยเหลือออกไปทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ยกสถานะให้เป็นนิติบุคคลเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและคล่องตัวในการบริหารงานและการบริการประชาชน ช่วยแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ตรงจุดอย่างมีนัยสำคัญ
  • ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน มีประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือจากเงินกองทุนยุติธรรมไปแล้ว 23,581 คน

ในอดีต เรามักได้ยินประโยคตัดพ้อที่ว่า “คุก เรือนจำ มีไว้ขังคนจน” อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของชาวบ้านที่มีคดีความต้องต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ขาดความรู้ด้านกฎหมาย และทุนทรัพย์ในการประกันตัว บางกรณีไม่มีเงินว่าจ้างทนายความ ปัญหาอุปสรรคดังกล่าวจึงเหมือนกำแพงสูงที่กั้นระหว่างชาวบ้านกับปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการต่อสู้คดี

อันที่จริงแล้ว เมื่อปี 2549 ประเทศไทยมีการก่อตั้งกองทุนยุติธรรมขึ้น ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานกิจการยุติธรรม ต่อมาในปี 2553 ได้โอนหน่วยงานไปอยู่ภายใต้การบริหารงานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้เป็นกองทุนสำหรับช่วยเหลือประชาชนในการต่อสู้คดี หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดลิดรอนสิทธิ ที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากกระบวนการยุติธรรม เช่น การหาเงินหลักทรัพย์ประกันตัว การเรียกร้องกรณีถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาส สร้างความเป็นธรรมอย่างแท้จริงให้แก่ประชาชนและสังคม

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกเริ่มของการตั้งกองทุนยุติธรรมนั้น ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงกองทุนยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เนื่องจากการบริหารงาน การดำเนินงาน และการพิจารณาสั่งการ ขึ้นอยู่กับส่วนกลางเพียงแห่งเดียว การที่ประชาชนแต่ละรายจะสามารถขอรับการช่วยเหลือได้ จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะอำนาจการตัดสินใจ ยังไม่กระจายไปยังระดับจังหวัด ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือ อันอาจเป็นที่มาของความไม่ยุติธรรม ดังคำกล่าวที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)

รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องที่ผ่านมาของการบริหารกองทุนยุติธรรม จึงได้พัฒนาปรับปรุงและบริหารจัดการใหม่ ให้กองทุนยุติธรรมเป็นรูปธรรม และให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ จากเดิมที่มีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ให้เปลี่ยนเป็นกระจายความช่วยเหลือออกไปทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย และยกสถานะให้เป็นนิติบุคคลเพื่อให้สะดวกรวดเร็วและคล่องตัวในการบริหารงาน และปรับปรุงรูปแบบการบริการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกองทุนยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว เสมอภาคและเท่าเทียม โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกำจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม ช่วยเหลือคนยากจนในการต่อสู้คดีความตามกระบวนการยุติธรรม ให้ได้รับความเป็นธรรมในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

ก้าวแรกที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 โดยนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถึงนโยบายที่ 11 การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ข้อ 11.5 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการส่งเสริมกองทุนยุติธรรม เพื่อคุ้มครองช่วยเหลือคนยากจนและผู้ด้อยโอกาส คุ้มครองผู้ถูกล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพ

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557  นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีการลงนามความร่วมมือ “อำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” ในสังคม ระหว่าง 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม

และเมื่อ 23 มกราคม 2558 กระทรวงยุติธรรมได้กระจายอำนาจในการพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนยุติธรรมทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยให้อำนาจยุติธรรมจังหวัดและคณะอนุกรรมการกองทุนยุติธรรมประจำจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีอำนาจพิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือได้ ภายในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อรายต่อกรณี การพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชนจึงเกิดความสะดวกรวดเร็วและกระจายตัวออกไปอย่างทั่วถึงขึ้น

จากนั้นรัฐบาลได้ผ่านกฎหมายสำคัญ คือ พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 เพื่อแก้ไขอุปสรรคปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ ที่ผ่านมาของกองทุนยุติธรรม พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 24 เมษายน 2559 ส่งผลให้กองทุนยุติธรรมได้รับการยกฐานะเป็นนิติบุคคล ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารกองทุนและการบริการประชาชน เป็นแหล่งทุนทรัพย์สำหรับช่วยเหลือประชาชนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ภารกิจหลักของกองทุนยุติธรรมที่มีอยู่ 4 ด้าน ได้แก่

  1. การช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี
  2. การขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย
  3. การถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
  4. การให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน

สำหรับประชาชนที่จะขอรับความช่วยเหลือกับทางกองทุนยุติธรรม จะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ได้แก่ พฤติกรรม ฐานะรายได้ ภาระหนี้สินของประชาชนผู้ขอรับความช่วยเหลือ ประเภทคดี สาเหตุและพฤติการณ์ของผู้ขอรับความช่วยเหลือน่าเชื่อว่ามิได้เป็นผู้กระทำความผิด ถูกใส่ร้ายกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นต้น เกณฑ์การพิจารณาทั้ง 4 ด้านจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งรายละเอียดจะระบุอยู่ในแบบฟอร์มคำร้อง นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สอบปากคำเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการที่ถูกต้องและรวดเร็ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนคนยากไร้ได้รับโอกาส ได้รับความช่วยเหลือ และได้รับความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

จากการรวบรวมข้อมูลของกองทุนยุติธรรมเกี่ยวกับประชาชนที่ติดต่อขอรับความช่วยเหลือ และเข้ามารับบริการจากกองทุนยุติธรรม เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อน (ตั้งแต่ปี 2550 – 2558 ระยะเวลา 9 ปี) และ หลัง (ตั้งแต่ปี 2559 – 2563 ระยะเวลา 4 ปี 4 เดือน) ของการบังคับใช้พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 อย่างเป็นทางการ พบว่า มีจำนวนประชาชนที่ขอรับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีขึ้นต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

สถิติผลการดำเนินงานภาพรวมการให้ความช่วยเหลือของกองทุนยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 – 2563 (แยกตามจำนวนผู้ยื่นคำขอ)

การบริหารงานกองทุนยุติธรรมที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และได้กระจายอำนาจไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว จากสถิติที่ผ่านมามีประชาชนที่ได้รับการอนุมัติให้ความช่วยเหลือ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2550 –2563 แยกตามภารกิจทั้ง 4 ด้าน (การดำเนินคดี, การปล่อยตัวชั่วคราวฯ, การช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิ และการให้ความรู้ทางกฎหมาย)  ดังนี้

  1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี อนุมัติจำนวน 19,156 ราย เป็นเงิน 157,433,353.17 บาท (ข้อมูล พ.ศ. 2550 – 30 มิถุนายน 2563 ) จำแนกการช่วยเหลือออกเป็นประเภทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดังตาราง
  2. ค่าใช้จ่ายในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย  อนุมัติจำนวน 4,259 ราย เป็นเงิน 1,089,225,355.00 บาท บาท (ข้อมูล พ.ศ. 2550 – 30 มิถุนายน 2563 ) เป็นการช่วยเหลือประชาชนในการวางหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ศาล หรือหน่วยงานใดที่มีอำนาจควบคุม ไม่จำกัดจำนวนเงิน
  3. ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน  อนุมัติจำนวน 12 ราย เป็นเงิน 786,812 บาท (ข้อมูล พ.ศ. 2550 – 30 มิถุนายน 2563 )
  4. ค่าใช้จ่ายในการให้ความรู้ทางกฎหมาย  อนุมัติจำนวน 154 โครงการ เป็นเงิน 8,954,627 บาท (ข้อมูล พ.ศ. 2550 – 30 มิถุนายน 2563 )

ตารางแสดงจำนวนประชาชนที่ได้รับอนุมัติการช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมในด้านต่าง ๆ ทั้ง 4 ภารกิจ ข้อมูลตั้งแต่ ปี 2550 – 30 มิถุนายน 2563

ที่มา : กองทุนยุติธรรม เมื่อ 30 มิถุนายน 2563

เวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่การก่อตั้งกองทุนยุติธรรมในปี 2549 ถึงปัจจุบัน มีประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้วมากถึง 23,581 คน ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างแท้จริง ด้วยการส่งเสริม สร้างการรับรู้ด้านกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ให้ได้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเพื่อให้กองทุนยุติธรรมเป็นที่ที่ให้โอกาส เป็นความหวัง ให้ความเป็นธรรมเสมอภาค แก่ประชาชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

หากท่านมีคำถามข้อสงสัย สามารถสอบถามปรึกษาเพื่อขอรับคำแนะนำได้โดยตรงที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่ใกล้บ้าน หรือ ติดต่อที่ สำนักงานกองทุนยุติธรรม 99/14 หมู่ 4 ชั้น 22 อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 โทร. 0 2502 6318 หรือที่อีเมล์  justicefund@moj.go.th