พ.ร.ก. การเงิน 3 ฉบับ รวม 1.9 ล้านล้าน คืออะไร และช่วยใครบ้าง?

พร้อมรับมือโควิด-19, มาตรการช่วยเหลือประชาชน, 5 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2563 ได้มีการอภิปรายกันอย่างเข้มข้นตลอดทั้งห้าวันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการออกพระราชกำหนด 3 ฉบับ คือ (1) พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (2) พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 และ (3) พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563
  • ท้ายที่สุด ร่าง พ.ร.ก. ทั้งสามฉบับ ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลังการลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2563
  • ประเด็นที่มีผู้กล่าวว่า รัฐบาลต้องกู้เงินรวมทั้งสิ้นสูงถึง 9 ล้านล้านบาทและกู้โดยใช้เรื่องโควิด-19 มาเป็นข้ออ้างนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด หากไม่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประเทศไทยก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน และเงินที่ต้องกู้ในครั้งนี้อยู่ในวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นมาตรการบริหารสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพระบบการเงินที่เสนอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยคิดเป็นวงเงิน 9 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี รัฐบาลประเมินว่าการกู้เงินครั้งนี้จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 57.96% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่หนี้สาธารณะต่อ GDP มีระดับไม่เกิน 60% เพื่อให้การชำระหนี้เงินกู้ในครั้งนี้ อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้

เมื่อวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการหารือเรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ด้านการเงินรวม 3 ฉบับคิดเป็นวงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทของกระทรวงการคลัง และ วงเงินบริหารสภาพคล่องในระบบการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 9 แสนล้านบาท ที่จำเป็นต้องมีเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ถูกกระทบโดยการแพร่ระบาดฯ และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ จึงยังไม่มียารักษา ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการการปิดพื้นที่ เว้นระยะห่างทางสังคม ห้ามอากาศยาทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ ประกอบกับการที่ทุกประเทศทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ลักษณะเดียวกัน ได้ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไทยชะลอตัว จากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ และคนไทยเองก็ต้องงดการเดินทางเพื่อ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังทำให้มีความจำเป็นต้องปิดพื้นที่ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค สถานประกอบการต่าง ๆ จึงไม่มีรายได้เนื่องจากไม่สามารถเปิดทำการได้ โดยรัฐบาลประมาณการว่า มีการเสียรายได้กว่า 9.28 แสนล้านบาท   และมีคนว่างงานนับล้านคน กระทบต่อเศรษฐกิจไทยจนติดลบ 1.8% ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะติดลบถึง 5-6% ในปี 2563

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางในการบริหารจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่   แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ที่จะช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในสถานการณ์การระบาดของโรคที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และยังต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้เร็วที่สุด  ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็ว เยียวยาประชาชนให้ครอบคลุมมากที่สุด
รวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง รัฐบาลจึงประเมินว่าขณะนี้นับว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน จึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมจำนวน 1 ล้านล้านบาท  ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ

 


มาตรการดูแลและเยียวยาระยะ 3 วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท โดยผ่านพระราชกำหนด 3 ฉบับในครั้งนี้ ประกอบด้วย พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 โดย พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสองส่วน คือ

* วงเงิน 6 แสนล้านบาทใช้จัดทำแผนงานด้านสาธารณสุขและแผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เยียวยาประชาชนในกลุ่มลูกจ้าง
ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบอาชีพอิสระ 9 ล้านคน ที่เดิมกำหนดไว้จ่ายเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ก็จะมีการ
ต่ออายุเป็น 6 เดือน ถึงเดือนกันยายน 2563 จากวงเงินรวมรายละ 15,000 บาท เพิ่มเป็น 30,000 บาท, เยียวยาเกษตรกร และดูแลด้านสาธารณสุข

* วงเงิน 4 แสนล้านบาท ใช้สำหรับแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยครอบคลุมโครงการดูแลสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน และสนับสนุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับพื้นที่

พระราชกำหนดฉบับที่สอง เป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563  โดย ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำเงินที่มีอยู่มาบริหารสภาพคล่องผ่านธนาคารพาณิชย์โดยการให้ Soft Loan เพื่อดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะ  SMEs    วงเงิน 5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น

* สินเชื่อใหม่ 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% สำหรับ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท

* ธนาคารพาณิชย์ และ SFls พักชำระหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) 6 เดือน ให้ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท

พระราชกำหนดฉบับที่สาม คือ พระราชกำหนด การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563  ซึ่งให้อำนาจ ธปท. ในการดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดย ธปท. และกระทรวงการคลังจัดตั้ง กองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน” (Corporate Bond Stabilization Fund: BSF) เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว (bridge financing) สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดีที่มีตราสารหนี้ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2563–2564

โดยรัฐบาลประเมินว่า การให้อำนาจ ธปท. เข้าไปบริหารจัดการสภาพคล่องด้วยการปล่อย soft loans ผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19  จำนวน 900,000 ล้านบาท นี้ ไม่ได้สร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศ เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เงินแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในส่วนที่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมของรัฐบาล จำนวน  1 ล้านล้านบาท ตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม นั้น จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 57.96% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ที่หนี้สาธารณะต่อ GDP มีระดับไม่เกิน 60% เพื่อให้การชำระหนี้เงินกู้ อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างโปร่งใส จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ขึ้น รวมถึงให้มีการจัดทำแผนการกู้เงินพร้อมรายละเอียดและวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้อย่างเป็นระบบเพื่อเสนอต่อรัฐสภาภายใน 60 วัน นับแต่สิ้นปีงบประมาณ

 

 

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิรไท สันติประภพ กล่าวว่า พระราชกำหนดที่ให้อำนาจ ธปท. ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
แก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563  และพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 นั้น ไม่ควรเรียกว่าเป็นการ “กู้เงิน” เพราะหัวใจของ พ.ร.ก. ทั้งสองฉบับ คือ การให้อำนาจ ธปท. เข้าไปบริหารจัดการสภาพคล่องได้ตรงจุด เมื่อครบเวลา 2 ปี เงินที่ ธปท. ปล่อย soft loans   ผ่านสถาบันการเงินไปให้ SMEs นั้น สถาบันการเงินก็ต้องนำกลับมาคืน    ส่วนเงินที่ ธปท. จะลงทุน ผ่านกองทุน BSF เป็นการให้ bridge financing ชั่วคราว เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินกลับมาคืน ธปท. จึงต้องเน้นเรื่องคุณภาพของตราสารที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย  ดังนั้น ยืนยันว่า เงิน 900,000 ล้านบาทไม่ใช่การกู้เงิน และไม่ใช่การสร้างภาระการคลัง หรือภาระภาษีให้กับลูกหลานอย่างที่กังวลกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า “ทุกคนเสียภาษี  ท่านเป็นหนี้ ผมก็เป็นหนี้ด้วย” จะชดใช้ด้วยการทำประโยชน์ให้มากขึ้น ให้สามารถชดใช้หนี้ได้   หนี้จำนวนนี้ไม่ได้เกิดมาจากรัฐบาลนี้เท่านั้น    แต่สะสมมานานแล้วจากรัฐบาลอื่น ๆ ก่อนหน้านี้  จนวันนี้ หนี้ต้องเพิ่มขึ้นมาเพราะการกู้เงินก็เพื่อรักษาเยียวยา ฟื้นฟูให้ประเทศเข้มแข็ง ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังหาทางช่วยเหลือทุกคน และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน

 

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวในช่วงการอภิปรายด้วยว่า ได้รับข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์จากรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลจะนำไปพิจารณา
ในเรื่องการใช้จ่ายเงินดังกล่าวให้สอดคล้องกับบริบทความเป็นจริงปัจจุบันที่กำลังเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงการวางไปถึงอนาคตเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ท้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยืนยันว่า จะบริหารงานด้วยความโปร่งใส มีเจตนาดี และทำตามกฎหมาย โดยการใช้เงินกู้ดังกล่าวจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายเช่นเดียวกับเงินงบประมาณแผ่นดินปกติ นอกจากนี้ ยังมีระบบรายงานความก้าวหน้า และจะมีเว็บไซต์แสดงความก้าวหน้า แสดงประโยชน์และผลลัพธ์ของแต่ละโครงการด้วย ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ
เพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.นั้น เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป​

โดยผลการลงมติภายหลังการอภิปรายอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นตลอด 5 วันต่อ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้ผ่าน พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับ
ด้วยคะแนนเสียงแยกแต่ละฉบับ ดังนี้

พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563

จำนวนผู้เข้าประชุม 481
เห็นด้วย 274
ไม่เห็นด้วย 0
งดออกเสียง 207
ไม่ลงคะแนนเสียง 0

พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563

จำนวนผู้เข้าประชุม 481
เห็นด้วย 275
ไม่เห็นด้วย 1
งดออกเสียง 205
ไม่ลงคะแนนเสียง 0

พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563

จำนวนผู้เข้าประชุม 482
เห็นด้วย 274
ไม่เห็นด้วย 195
งดออกเสียง 12
ไม่ลงคะแนนเสียง 1

 

 

5 มิถุนายน 2563/ 503 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

15 พฤษภาคม 2563/ 150 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

14 เมษายน 2563/ 100 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 194 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

15 เมษายน 2563/ 122 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

22 เมษายน 2563/ 91 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

15 เมษายน 2563/ 156 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

28 เมษายน 2563/ 478 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 40 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

19 เมษายน 2563/ 96 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

สถานการณ์
โควิด-19