จากดงสลัม สู่ชุมชนน่าอยู่

ใจความสำคัญ

  • ชุมชนบ้านบางซื่อ มีผู้อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน ได้กลายสภาพเป็นชุมชนแออัดเสื่อมโทรม ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ เพราะผู้อยู่อาศัยที่นี่ต่างไม่มีทะเบียนบ้านของตัวเอง โครงการสานพลังประชารัฐจึงได้พัฒนาพื้นที่รอบบึงบางซื่อ ให้เป็นที่พักอาศัย 197 ยูนิต ได้แก่ บ้านทาวน์เฮ้าส์ 60 ยูนิต อาคารชุดพักอาศัย 4 ชั้น 3 อาคาร 133 ยูนิต บ้านกลางสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแลและไม่มีรายได้ อีก 4 ยูนิต
  • การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ ถือเป็นการดำเนินการตามแนวทางประชารัฐอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นการร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยทุกฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน

“มันสุขแบบพูดไม่ถูก ที่เรามีบ้านใหม่ที่ดี ฝนตกไม่ต้องไปยกกะละมังมารองน้ำฝน เขาให้ทุกอย่างเรามา ทั้ง ๆ ที่เราเป็นศูนย์”

ปราณี สินปรุ หรือ ป้าเล็ก หนึ่งในชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชุนบ้านบางซื่อ เล่าด้วยความซาบซึ้งใจ หลังย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่ จากโครงการสานพลังประชารัฐ การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ

ภาพก่อนเริ่มโครงการ
ภาพหลังทำโครงการ

วันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีมอบบ้านให้ชาวชุมชนบึงบางซื่อ จำนวน 60 หลังแรก จากทั้งหมด 197 หลัง พร้อมมอบทะเบียนบ้านให้แก่ผู้แทนชุมชน ท่ามกลางความยินดีของชาวบ้านในชุมชน

โดย พลเอก ประยุทธ์ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความฝันของพี่น้องชุมชนบึงบางซื่อเป็นจริง ได้มีบ้านใหม่ที่มั่นคง ปลอดภัย มีสภาพแวดล้อมที่ดี ได้รับทะเบียนบ้าน ทำให้สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน และระบบการบริการที่ภาครัฐจัดสรรไว้ให้อย่างเท่าเทียม ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบโครงการสานพลังประชารัฐ จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าทำโครงการหรือกิจกรรมที่ประสานพลังกันเช่นนี้ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน ให้กับประเทศไทยต่อไป”

ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

โครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2561 โดยเป็นที่พักอาศัยทั้งสิ้น 197 ยูนิต ประกอบด้วยบ้านทาวน์เฮ้าส์ 60 ยูนิต อาคารชุดพักอาศัย 4 ชั้น 3 อาคาร 133 ยูนิต และบ้านกลางสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแล ไม่มีรายได้ อีก 4 ยูนิต มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางอย่างครบถ้วน ซึ่งการก่อสร้างส่วนนี้ เป็นเพียงแผนงานระยะที่ 1 เท่านั้น ยังมีแผนระยะที่ 2 ที่จะพัฒนาบึงน้ำสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ภายใต้งบประมาณทั้งสิ้น 600 ล้านบาท

การพลิกฟื้นชุมชนแออัดบึงบางซื่อ ถือเป็นการดำเนินการตามแนวทางประชารัฐอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานรัฐ ชุมชนและเอกชน อาทิ บริษัท SCG สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท) กรุงเทพมหานคร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรมธนารักษ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.

โดยทุกฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน มีบ้านของตัวเองพร้อมทะเบียนบ้าน ให้มีการเข้าถึงระบบการบริการของภาครัฐ มีถนนเข้าบ้านที่ปลอดภัย เพื่อให้ลูกหลานเติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนเมือง ที่สำคัญยังมีการพัฒนาอาชีพให้คนในชุมชน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

โครงการนี้ยังได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นต้นแบบการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน 4 ด้าน ได้แก่

1. ต้นแบบโครงการสานพลังประชารัฐ
2. ต้นแบบที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง
3. ต้นแบบการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัย
4. ต้นแบบบึงน้ำสวนสาธารณะ

ที่มาของโครงการฯ และการร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงาน

หากถามว่า ทำไมพื้นที่บึงบางซื่อถึงได้รับการพัฒนา คงต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่อดีต พื้นที่แห่งนี้ มีประวัติความเป็นมายาวนานนับ 100 ปี เดิมเป็นพื้นที่ของโรงงานปูนซีเมนต์ไทยหรือ SCG นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานปี 2453 มีพื้นที่ทั้งหมดราว 61 ไร่ เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ 53 ไร่ เป็นที่ดินขอบบึง 8 ไร่ ถือเป็นแหล่ง “ดินดำ” ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซีเมนต์ จากนั้น ทางบริษัทได้ทำการก่อสร้างที่พักให้คนงานและครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต่อมาจึงได้กลายเป็น “ชุมชนบึงบางซื่อ”

แม้ว่าประมาณปี 2511 บริษัท SCG จะเลิกใช้งานบึงบางซื่อ แต่ในส่วนของชุมชน กลับมีผู้คนอาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีคนต่างถิ่นอพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก จนกลายเป็นชุมชนแออัด สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม แต่ละครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา ไฟฟ้า การจัดการขยะ ไม่มีถนนเข้าออก เพราะเป็นพื้นที่ตาบอด และที่สำคัญคือ ผู้อาศัยในพื้นที่ล้วนไม่มีทะเบียนบ้านของตัวเอง เป็นเพียงทะเบียนบ้านชั่วคราว ที่ 1 เล่ม มีหลายครอบครัวด้วยกัน ทำให้การติดต่อราชการ การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐหรือทำธุรกรรมในด้านต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ปัญหาข้างต้น ทำให้ บริษัท SCG ได้ตัดสินใจมอบพื้นที่แห่งนี้ให้ภาครัฐ เพื่อพัฒนาแก่ประโยชน์ส่วนรวมในปี 2559 พร้อมจับมือกับหน่วยงานภาครัฐ และชุมชน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ 1 ให้เดินหน้าโครงการดังกล่าว จึงแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการและจัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น พอช. สนับสนุนสินเชื่อ เพื่อให้ชุมชนมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้าน

นอกจากนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังได้สนับสนุนงบประมาณ 200 ล้านบาท ก่อสร้างสวนและพื้นที่ส่วนกลาง รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค

ร.ฟ.ท. อนุญาตให้เช่าใช้ที่ดินเป็นทางเข้า-ออก

สำนักงานเขตจตุจักร ประสานความร่วมมือด้านการก่อสร้าง

ธนาคารออมสิน สนับสนุนงบ 500,000 บาท พัฒนาอาชีพของชุมชน

กรมธนารักษ์ อุดหนุนงบประมาณ 200,000 บาท ในการพัฒนาอาชีพและรับมอบดูแลที่ดินจาก SCG เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงต่อชุมชนต่อไป

ความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้แก้ปัญหาได้ลงตัว ก่อนจะเริ่มก่อสร้างได้จริงในปี 2561

หากจะกล่าวถึงหัวใจความสำเร็จของโครงการ นอกจากการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคงมาจากการที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่ม ตั้งแต่การยืนยันสิทธิร่วมโครงการ การสร้างวินัยการออม ด้วยการสะสมเงินเพื่อเป็นเจ้าของบ้าน การร่วมกันคิดและออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต กำหนดกฎกติกาการอยู่ร่วมกัน ดูแลสิ่งแวดล้อมและความสะอาดของชุมชน รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น พื้นที่จอดรถส่วนกลาง พื้นที่ส่วนกลางสำหรับเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในอาชีพค้าขาย มีครัวกลาง มีลานกีฬา และพื้นที่สีเขียว ผลจากการมีส่วนร่วมทำให้คนในชุมชนปรับเปลี่ยนทัศนคติ มีความเอื้ออาทร ทำเพื่อส่วนรวม เป็นชุมชนเข้มแข็ง

ล่าสุด ในปี 2563 ธนาคารออมสินยังได้คัดเลือกชุมชนบึงบางซื่อ โดยเข้ามาสนับสนุนระบบ ZyclonicTM by SCG หรือนวัตกรรมระบบบำบัดน้ำเสียจากอาคารชุดในชุมชน ให้สามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ รวมทั้งสนับสนุนการเลี้ยงปลา การทำแปลงผักสวนครัวระบบน้ำหยด โรงเรือนเพาะเห็ด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในชุมชน และยังช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน

การบรรลุตามวิสัยทัศน์

นับตั้งแต่รัฐบาล ของพลเอก ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ การดูแลเกี่ยวกับที่พักอาศัยของผู้มีรายได้น้อยและการฟื้นฟูชุมชนแออัดเกิดขึ้นอย่างมากมาย เรียกได้ว่า มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการแฟลตดินแดงแห่งใหม่ ฟื้นฟูชุมชนคลองลาดพร้าว โครงการบ้านเช่าราคาพิเศษ ฯลฯ ซึ่งมีการกำหนดนโยบายไว้อย่างชัดเจน ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี ที่มีเป้าหมายส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้สูงอายุ มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ตามวิสัยทัศน์ “คนไทยทุกคนต้องมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579”