WHO ถอดบทเรียน 6 จุดเด่น ทำไมไทยชนะโควิด-19

สาธารณสุข, 19 พฤศจิกายน 2563

ใจความสำคัญ

  • ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับเลือกจาก WHO ให้เข้าร่วมการถอดบทเรียนการป้องกันการควบคุมไวรัสโควิด-19 เนื่องจากไทยรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสังเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จมาได้ 6 ข้อ
  • ทีมผู้วิเคราะห์จาก WHO ชื่นชมไทยหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่าง ๆ ในการเฝ้าระวังโรค โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศจะต้องกักกันโรค การเฝ้าระวังที่เข้มแข็งในชุมชนเเละโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทางการเเพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทุกพื้นที่จำนวนกว่า 1,000 ทีม

ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาชาติและผู้นำโลก ถึงขั้นได้รับการจัดให้เป็นอันดับ 1 ของโลก ด้านการฟื้นตัวจาก COVID-19 จากการจัดอันดับดัชนี Global COVID-19 Index (GCI)  และได้รับคำชมมากมายถึงความสำเร็จของไทยจากการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ อันเกิดจากการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดในประเทศมานานเป็นระยะเวลาหลายเดือน

องค์กรอนามัยโลกขอถอดบทเรียนการป้องกันการควบคุมไวรัสโควิด-19 จากไทย

มากไปกว่านั้น ไทยยังเป็นประเทศแรกของโลก ที่ได้รับเลือกจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ให้เข้าร่วมการถอดบทเรียนการป้องกันการควบคุมไวรัสโควิด-19 ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันในประเทศ เนื่องจาก WHO ชี้ว่า ไทยรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วง 9 เดือนแรกของการระบาดโควิด-19 สามารถจำกัดการแพร่ระบาดในระดับชุมชนได้ และลดผลกระทบต่อบริการสุขภาพที่จำเป็น

การประชุมเพื่อถอดบทเรียนการป้องกันไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี มีผู้แทนของไทยเข้าร่วมกว่า 100 คน จากทุกภาคส่วนของประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนจากองค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาลรัฐและเอกชน มหาวิทยาลัย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ฯลฯ

ในวงพูดคุยถอดบทเรียนได้เน้นไปที่ 9 เสาหลักสำคัญต่อการป้องกันควบคุมไวรัสโควิด -19 ได้แก่

1. การประสานงาน การวางแผน การติดตามและประเมินผลในระดับประเทศ

2. การสื่อสารให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยง และการสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน

3. การเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค และการติดตามผู้สัมผัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. มาตรการดูแลและเฝ้าระวังช่องทางเข้าออกประเทศ

5. ระบบห้องปฏิบัติการแห่งชาติ

6. การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ

7. การจัดการผู้ป่วย และการแบ่งปันความรู้ นวัตกรรมและการวิจัย

8. การสนับสนุนการปฏิบัติงานและการขนส่งในห่วงโซ่อุปทาน และการจัดการกำลังคน  

9. การบำรุงรักษาด้านบริการสุขภาพที่จำเป็นระหว่างการระบาดของไวรัสโควิด 19 โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลก

ซึ่งมาตรการสยบไวรัสโควิด-19 ของไทย ได้รับคำชื่นชมจากทีมผู้วิเคราะห์ อาทิ การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่า การจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ย่อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ นอกจากนี้ หน่วยงานของไทยยังมีระบบที่ดีในการเฝ้าระวังโรคของผู้เดินทางจากต่างประเทศในสถานที่กักกันของประเทศไทย สามารถตรวจจับสถานการณ์ผิดปกติได้เร็ว และพัฒนานิยามผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนได้อย่างครอบคลุม มีการคัดกรองผู้เดินทางที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองการเฝ้าระวังในชุมชนเเละโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทางการเเพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เเละทีมสอบสวนโรคของทุกพื้นที่จำนวนกว่า 1,000 ทีม ฯลฯ

ภายหลังการร่วมกันถอดบทเรียนซึ่งใช้เวลาหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันนานประมาณ 3 เดือนจนได้ข้อสรุป เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทน WHO ก็ได้ ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ตั้งโต๊ะแถลงผลการถอดบทเรียน

ผลการถอดบทเรียนและความสำเร็จของไทย
นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสังเคราะห์ข้อมูลของผู้ประเมินภายนอกจาก WHO หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผู้ให้สัมภาษณ์ ประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการและบุคลากรทางการแพทย์ พบว่า ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยมี 6 ข้อ ได้แก่

  1. ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง ได้รับข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด
  2. ระบบบริหารที่ประยุกต์ได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
  3. ระบบการแพทย์และการสาธารณสุขที่แข็งแกร่งมีทรัพยากรพร้อมและทุกคนเข้าถึงได้
  4. ประสบการณ์รับมือการระบาดของโรคติดเชื้อ อาทิ โรคซาร์ส ไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอช 1 เอ็น 1
  5. การสื่อสารสม่ำเสมอและโปร่งใสนำไปสู่การให้ความร่วมมือของภาคประชาชนกับมาตรการป้องกันต่าง ๆ
  6. วิธีการแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมของภาควิชาการและเอกชน

เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ไทยในการป้องกันโรคระบาด WHO ยังมี 6 ข้อเสนอแนะหลักแก่ประเทศไทยเพิ่มเติม ประกอบด้วย

1. ข้อมูลที่นำไปสู่การปฏิบัติ ควรมีระบบฐานข้อมูลดิจิตอลใหม่ เพื่อบูรณาการข้อมูลระบาดวิทยา ข้อมูลห้องปฏิบัติการ ข้อมูลทางการแพทย์และการขนส่ง  

2. ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานระดับประเทศด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ

3. ปรับปรุงการค้นหาผู้ป่วย โดยขยายการเฝ้าระวัง

4. เสริมกำลังคน โดยทบทวนทรัพยากรบุคคลที่ทำงานด้านไวรัสโควิด-19

5. การกักกันที่ดีระดับโลก จัดตั้งหน่วยงานระดับประเทศที่มีอำนาจในการกักกันโรค เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและอำนวยการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นไปได้สะดวกขึ้น และ

6. เสริมการประสานงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19

การ์ดต้องไม่ตก ต้องทบทวนเเละพัฒนาสม่ำเสมอ

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับคำชื่นชมในหลายประเด็น แต่ก็ยังมีประเด็นที่ไทยต้องพัฒนาเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเรื่องกฎหมายที่มีอยู่เเล้ว ซึ่งจำเป็นต้องทบทวนเเละพัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้น การพัฒนาเเละรวมระบบบริหารจัดการส่วนกลางด้านข้อมูล อาทิ ผลทางห้องปฏิบัติการ รายงานการเฝ้าระวังสอบสวนโรค และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการได้อย่างสูงสุด โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการนี้ด้วย รวมถึงการขยายและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทีมสอบสวนโรคให้มากขึ้น เพื่อรองรับการระบาดระลอกสองที่อาจมีขึ้น และโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากWHO เพราะก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมการอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 73 ได้เลือกไทย ให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฯ โดยมีวาระ 1 ปี อีกทั้ง WHO ยังเลือกประเทศไทย และนิวซีแลนด์ ในการถ่ายทำสารคดี ความสำเร็จในการจัดการการควบคุมและป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกด้วย

แน่นอนว่า ความสำเร็จของประเทศไทยในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และโดยเฉพาะประชาชนทุกคน แต่เวลานี้ยังมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องการ์ดไม่ตก ปฏิบัติตัวตามมาตรการด้านสาธารณสุขต่อไป เพราะไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ระบาดอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ติดตามสารคดี ความสำเร็จในการจัดการการควบคุมและป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ที่ บอกเล่าประสบการณ์โควิด 19 – การตอบสนองของประเทศไทย

19 พฤศจิกายน 2563/ 19 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

19 พฤศจิกายน 2563/ 11 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

19 พฤศจิกายน 2563/ 15 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที

14 กันยายน 2563/ 473 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที