รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – หนองคาย เฟส 2 เส้นทางโคราช-หนองคาย เชื่อมคมนาคม จีน-ไทย เปิดใช้ปี 2572

ใจความสำคัญ

  • โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย เป็นเมกะโปรเจกต์ ที่รัฐบาล
     พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงไทยไปสู่อาเซียนและต่อไปถึงประเทศจีน โดยในอนาคตจะเชื่อมต่อไปถึงยุโรปตะวันออกได้อีกด้วย
  • พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูง สัญญา 2.3 เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ในกรอบวงเงิน งบประมาณ 50,633,500 ล้านบาท
  • คาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคาย นี้ได้ในปี 2572 ซึ่งจะย่นเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ-หนองคาย จาก 8 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 3 ชั่วโมง 15 นาทีเท่านั้น

โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ได้เริ่มต้นก่อสร้างเฟสที่ 1 คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นการเริ่มงานก่อสร้างประเภทนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีระยะทาง 253 กิโลเมตร และช่วงที่ 1 กลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ได้ก่อสร้างเสร็จแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2563 นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการวางแผนการก่อสร้างเฟสที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ในช่วงเดือนธันวาคม 2563

สำหรับการก่อสร้างในเฟส 2 เส้นทางนครราชสีมา–หนองคาย นี้ ภาครัฐได้จัดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชน ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 22–25 ธันวาคม 2563 ที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดอุดรธานี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

โดยแต่ละเวที ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำเสนอผลการศึกษาของโครงการ ผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ร่างมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน

ผลสรุปการศึกษาของโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย เฟส 2 นี้ มีรายละเอียดสำคัญ คือ การก่อสร้างเส้นทางในเฟส 2 ได้กำหนดเป็นทางรถไฟระดับพื้นดิน ระยะทาง 185 กิโลเมตร ผ่าน 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย และจะสร้างเป็นทางรถไฟยกระดับอีก 171 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 356 กิโลเมตร มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 250,000 ล้านบาท

ในเฟส 2 นี้จะมีสถานีรถไฟทั้งสิ้น 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีบัวใหญ่ สถานีบ้านไผ่ สถานีขอนแก่น สถานีอุดรธานี และสถานีหนองคาย รวมทั้งมีสถานีขนถ่ายสินค้า 1 แห่ง ที่สถานีรถไฟนาทา จังหวัดหนองคาย ซึ่งจะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงด้วย

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยซ่อมบำรุงทาง 4 แห่ง ที่ สถานีบ้านมะค่า จังหวัดนครราชสีมา สถานีหนองเม็ก จังหวัดขอนแก่น สถานีโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี และสถานีนาทา จังหวัดหนองคาย
มีจุดเก็บตู้สินค้า (Container Yard) และเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) 1 แห่ง ที่สถานีนาทา จังหวัดหนองคาย รถไฟขบวนนี้จะใช้ความเร็วสูงสุดในการเดินรถที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ทำให้สามารถย่นเวลาเดินทางจากกรุงเทพมหานคร มาถึงหนองคายจาก 8 ชั่งโมง 30 นาที เหลือประมาณ 3 ชั่วโมง 15 นาทีเท่านั้น

สำหรับการแก้ปัญหาเส้นทางถนนตัดกับทางรถไฟ  ได้กำหนดไว้ 5 รูปแบบ ดังนี้

1. สร้างสะพานรถไฟ จำนวน 120 แห่ง เพื่อข้ามจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินสายหลักที่มีปริมาณการจราจรค่อนข้างสูง เพื่อแก้ปัญหาจุดตัดในเขตเมืองที่มีถนนสายหลักและสายรองผ่านทางรถไฟในระยะใกล้ ๆ กัน

2 สร้างสะพานรถยนต์ จำนวน 25 แห่ง ในกรณีที่เป็นจุดตัดกับถนนสายหลักมีปริมาณการจราจรค่อนข้างมาก และมีเขตทางเพียงพอ

3.สร้างสะพานกลับรถรูปตัวยู จำนวน 23 แห่ง ในกรณีที่เป็นจุดตัดกับถนนที่มีปริมาณจราจรน้อย มีอุปสรรคสิ่งกีดขวางทั้งสองด้าน เขตทางไม่พอให้สามารถออกแบบมาตรฐานในลักษณะทางตรงได้

4.สร้างทางลอดรถไฟ จำนวน 84 แห่ง ในกรณีที่เป็นจุดตัดกับถนนลำลองที่มีปริมาณการจราจรต่ำ และมีพื้นที่เกษตรกรรมสองข้างทางรถไฟ 5.สร้างทางบริการ จำนวน 3 แห่ง ในกรณีที่ตัดผ่านถนนท้องถิ่นหลาย ๆ สาย โดยเชื่อมถนนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน แล้วก่อสร้างทางลอดหรือทางข้ามเพียงจุดเดียว

5.สร้างทางบริการ จำนวน 3 แห่ง ในกรณีที่ตัดผ่านถนนท้องถิ่นหลาย ๆ สาย โดยเชื่อมถนนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน แล้วก่อสร้างทางลอดหรือทางข้ามเพียงจุดเดียว

เมื่อศึกษาถึงความคุ้มค่าการลงทุน พบว่า มีความเหมาะสมคุ้มค่า โดยคิดเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 11.24% และผลวิเคราะห์ความเหมาะสมการพัฒนาทั้ง 2 ระยะ (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย) คิดเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 12.10%

ส่วนแผนการดำเนินงานหลังจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเริ่มขออนุมัติดำเนินโครงการ และออกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในปี 2564 จากนั้นจะจัดประกวดราคา สำรวจรายละเอียดอสังหาริมทรัพย์ และจะเริ่มการก่อสร้างงานโยธาในปี 2565 คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 48 เดือน จากนั้นจึงจะเริ่มงานติดตั้งระบบในปี 2566 รวมแล้วจะใช้ระยะเวลาการดำเนินการ 66 เดือน และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2572

ด้านความคืบหน้าของเฟสที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีทั้งหมด 6 สถานี คือ สถานีกลางบางซื่อ สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา รวมระยะทาง 253 กิโลเมตร

หลังจากก่อสร้างช่วงกลางดง-ปางอโศก เสร็จสิ้นเมื่อเดือนกันยายน 2563 มีความคืบหน้าในส่วนของสัญญาช่วงอื่น ๆ อีก 13 สัญญา ดังนี้

สัญญา 2-1 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก การก่อสร้างมีความคืบหน้าร้อยละ 42 อยู่ระหว่างเตรียมลงนามในสัญญาก่อสร้างอีกจำนวน 9 สัญญา อยู่ในขั้นตอนการประกาศผลการประกวดราคา 2 สัญญา และอยู่ในระหว่างจัดเตรียมเอกสารประกวดราคาอีก 1 สัญญา

ส่วนสัญญา 2.3 ซึ่งเกี่ยวกับการวางระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และจัดหาขบวนรถไฟความเร็วสูง พร้อมทั้งงานฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการเดินรถ และซ่อมบำรุง  รัฐบาลไทยและผู้แทนจากบริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (CHINA RAILWAY INTERNATIONAL CO., LTD.) ซึ่งเป็นกิจการค้าร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชั่น (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) รัฐวิสาหกิจของจีน ได้ร่วมลงนามในสัญญาจ้างไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ในลักษณะความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยมีกรอบวงเงิน 50,633,500 ล้านบาท หลังจากได้ชะลอการลงนามสัญญานี้มาระยะหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ในพิธีลงนามสัญญา 2.3 ดังกล่าว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้กล่าวว่า “โครงการรถไฟความเร็วสูงถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย และยังเปรียบเสมือนสายใยที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ (จีน-ไทย)ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริม
ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ”

โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย เป็นเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศครั้งใหญ่ ดังที่ได้กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และรัฐบาลมุ่งผลักดันให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ
เต็มรูปแบบโดยเร็ว ประโยชน์ที่จะได้รับคือ การเสริมสร้างโครงข่ายการคมนาคมของประเทศไปยังภูมิภาคอาเซียนเพื่อรองรับประชาคมอาเซียน อีกทั้งจะเชื่อมไทย ผ่านลาว ไปสู่ประเทศจีน โดยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ที่เรียกว่า Belt and Road Initiative หรือ BRI และในอนาคตจะต่อยอดไปสู่การเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสู่ทวีปยุโรปด้วยทางรถไฟ

และที่จะลืมไม่ได้เลยก็ คือ ความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ที่เส้นทางคมนาคมพาดผ่าน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าประเทศไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *