3 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนช่วงโควิด

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างผู้ประกันตนในระบบกองทุนประกันสังคม เพื่อรองรับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่
  • ลูกจ้างผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐสั่งปิดพื้นที่ด้วยเหตุสุดวิสัยอันเกิดจาก
    การระบาดของโรคติดต่ออันตราย จะได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานครึ่งหนึ่งของค่าจ้าง นายจ้าง และผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ในการปรับลดเงินสมทบกองทุนจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 เป็นเวลา 3 เดือน และมีมาตรการเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อสงเคราะห์บุตรแบบเหมาจ่าย จาก 600 บาท เป็น 800 บาท/เดือน ต่อบุตร 1 คน

 

ขณะนี้ หลายพื้นที่ในประเทศไทยกลับมาเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ หลังเกิดการแพร่ระบาดที่แพกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร และลุกลามไปยังจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และฝ่ายความมั่นคง ได้ระดมสรรพกำลังสกัดกั้นไม่ให้การระบาดลุกลามไปทั่วประเทศ

นอกจากมาตรการด้านสาธารณสุขแล้ว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทา
ความเดือดร้อนของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ
โรคโควิด-19 รอบใหม่นี้ เนื่องจากเวลานี้กิจการหลายแห่งในจังหวัดสมุทรสาครต้องหยุดชั่วคราวจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้าง อีกทั้งสถานการณ์ในจังหวัดใกล้เคียง 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และสมุทรสงคราม รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ก็อาจต้องเข้าสู่มาตรการล็อคดาวน์เช่นเดียวกัน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่สามารถควบคุมได้

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมจำนวน 12 ล้านคน ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเป็นกรณีเร่งด่วน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกฎกระทรวงที่เสนอโดยกระทรวงแรงงานหลายฉบับ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19  ได้แก่

1) ร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. …
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ได้แก่

1. แก้ไขคำนิยามของคำว่า “เหตุสุดวิสัย” โดยให้หมายความรวมถึง ภัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชนถึงขนาดที่ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้ หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

2. ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามกฎกระทรวงนี้

3. ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย และหน่วยงานของรัฐสั่งปิดพื้นที่เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ให้ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐสั่งปิดพื้นที่ ทั้งนี้ รวมระยะเวลารับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลา 1 ปีปฏิทิน

4. ให้กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป
รัฐบาลคาดว่า ร่างกฎกระทรวงนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกันตนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงถูกปิดกิจการ เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และสมุทรสงคราม โดยคาดว่าจะมีผู้ประกันตนที่จะได้รับค่าทดแทนประมาณ 5.7 ล้านคน คิดเป็นเงิน 5,225 ล้านบาท จึงถือเป็นการสร้างความมั่นใจต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง ว่าหากมีการให้ปิดกิจการชั่วคราวจากสถารการณ์โรคโควิด-19 รัฐบาลก็พร้อมที่จะเยียวยาดูแลโดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนประกันสังคมกรณีว่างงานที่มีเงินสะสมอยู่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ย้อนไปช่วงโควิด-19 ระบาดรอบแรก กระทรวงแรงงานเคยออกมาตรการเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเป็นการจ่ายเงินเยียวยา และให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ทำงาน แต่ไม่เกิน 90 วัน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2563

2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.. …

โดยมีสาระสำคัญ คือ ลดอัตราการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้างผู้ประกันตน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ทั้งสองกลุ่ม ดังนี้

  • การจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 33 จะปรับลดอัตราเงินสมทบจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 3 ของค่าจ้างผู้ประกันตน และฝ่ายรัฐบาลจะส่งเงินสมทบในอัตราเดิม คือ ร้อยละ 2.75 ของค่าจ้างผู้ประกันตน ทั้งนี้ จะมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงเดือน 31 มีนาคม 2564  โดยรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน
  • การจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 39 ผู้ประกันตนจะจ่ายเงินสมทบลดลงจากเดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 278 บาท

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

กรณีประสบอันตราย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และคลอดบุตร

  • รัฐบาลจ่ายอัตราเงินสมทบ 1.05% จากเดิม 1.5%
  • นายจ้างจ่ายสมทบ 1.05% จากเดิม 1.5%
  • ผู้ประกันตน จ่ายสมทบ 1.05% จากเดิม 1.5%

กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ

  • รัฐบาลจ่ายอัตราเงินสมทบ 1.45% จากเดิม 1%
  • นายจ้างจ่ายสมทบ 1.85% จากเดิม 3%
  • ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 1.85% จากเดิม 3%

กรณีว่างงาน

  • รัฐบาลจ่ายอัตราเงินสมทบเท่าเดิม คือ 0.25%
  • นายจ้างจ่ายสมทบ 0.1% จากเดิม 0.5%
  • ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 0.1% จากเดิม 0.5% รัฐบาลประเมินว่า ในภาพรวม มาตรการดังกล่าวจะลดรายจ่ายด้านเงินสมทบแก่ผู้ประกันตน 8,248 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องจ่าย 12,634 ล้านบาท ส่วนนายจ้างจ่าย 7,142 ล้านบาท จากเดิม 11,118 ล้านบาท อีกทั้งจะส่งผลดีต่อผู้ประกันตน ทำให้สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่าย ช่วยเสริมภาพคล่องได้ประมาณ 460-900 บาทต่อคน และนายจ้างก็จะมีสภาพคล่องมากขึ้นด้วย แต่จะมีผลต่อเงินออมบำนาญของผู้ประกันตน ซึ่งจะลดลงประมาณ 1,035 บาท และส่งผลต่อสถานะของกองทุนประกันสังคม ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งปรับแผนในระยะยาวให้รอบคอบ

3) ร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร (ฉบับที่ …) พ.ศ. … สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรแบบเหมาเพิ่มขึ้นเดือนละ 200 บาทต่อบุตร 1 คน โดยเพิ่มจาก 600 บาท/เดือน/บุตร 1 คน เป็น 800 บาท/เดือน/บุตร 1 คน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

ร่างกฎกระทรวงทุกฉบับที่รัฐบาลเห็นชอบในครั้งนี้ ล้วนมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับแรงงาน ทั้งชาวไทย และแรงงานต่างด้าว ที่อยู่ในระบบประกันสังคมให้ได้อย่างครอบคลุม เพื่อให้ประเทศไทยผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีอีกครั้ง

ประกันสังคมเยียวยาเงิน 50% แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กลุ่มแรก

วันที่ 12 มกราคม 2564  สำนักงานประกันสังคมได้เริ่มจ่ายเงินเยียวยา 50% ของค่าจ้างกรณีว่างงาน ให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นกลุ่มแรก จำนวน 564 คน จากจำนวนผู้ประกันตนที่ยื่นรายชื่อมาแล้วกว่า 11,000 คน โดยสำนักงานประกันสังคมจะโอนเงินเยียวยาดังกล่าวเข้าบัญชีของลูกจ้างผู้ประกันตน ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง คิดจากเพดานเงินเดือน 15,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 3.5 ล้านบาท

การจ่ายเงินเยียวยาครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ต้องหยุดงานชั่วคราวสืบเนื่องจากกรณีที่ภาครัฐมีคำสั่งปิดสถานประกอบการ ตามมาตรการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  โดยประเมินว่า มีสถานประกอบการประมาณ 13,000 แห่ง และผู้ประกันตนประมาณ 147,000 รายที่ได้รับผลกระทบ จึงคาดว่า จะต้องใช้เงินประกันการว่างงานเยียวยาผู้ประกันตนรวมทั้งสิ้นกว่า 2,800 ล้านบาท 

ทั้งนี้ สถานประกอบการจะต้องยื่นรายชื่อไปยังสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พร้อมเอกสารยืนยันให้ครบถ้วน ลูกจ้างจึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว

หากมีข้อสงสัยประการใด ท่านสามารถติดต่อสำนักงานประกันสังคมได้หลายช่องทาง ดังนี้

–  สายด่วนประกันสังคม หมายเลข 1506 ซึ่งติดต่อได้ 24 ชั่วโมง

– ทางกระดานสนทนาในเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (www.sso.go.th)

– Live Chat ที่ http://www.sso1506.com/ssolivechat

– เฟซบุ๊ก “สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

– อีเมล info@sso1506.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *