รัฐบาลเดินหน้าเฟส 2 โครงการ“คนละครึ่ง”

ใจความสำคัญ

  • หลังจากที่รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง” ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน สามารถอัดฉีดเงินลงไปถึงกลุ่มคนระดับฐานราก ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจากโรคโควิด-19 ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบรรดาร้านค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอย รวมไปถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน ที่ต่างตอบรับเป็นอย่างดี  ทำให้เกิดการกระตุ้นการใช้จ่าย และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ จึงมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนและผู้ค้าขายให้รัฐบาลทำต่อ
  • นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเดินหน้าเฟส 2 ต่อทันที เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 1 มกราคม 2564
  • มาตรการที่รัฐบาลดำเนินการออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

นาทีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลได้ริเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนภายในประเทศ รวมทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องแก่บรรดาร้านค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอย เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หลังต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

รายละเอียด และวิธีการเข้าร่วมโครงการ คลิกดูได้ที่เว็บ www.คนละครึ่ง.com

นับตั้งแต่เริ่มโครงการในวันที่ 23 ตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน มีร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมหลายแสนร้านค้า ในส่วนของประชาชน มีการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการครบทั้ง 10 ล้านสิทธิ แม้ในช่วงแรกจะมีประชาชนบางรายที่ไม่ได้ใช้สิทธิในเวลาที่กำหนด แต่เมื่อรัฐบาลเปิดลงทะเบียนรอบเก็บตก จำนวน 2,597,767 สิทธิ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 พบว่า ไม่ถึง 20 นาที ได้มีประชาชนลงทะเบียนครบทั้ง 2,597,767 สิทธิ ต่อมาพบอีกว่ามีผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิจำนวน 722,598 สิทธิ รัฐบาลจึงได้เปิดลงทะเบียนรอบเก็บตกอีกรอบเมื่อวันพฤหัสบดี 19 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา 

ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เวลา 12.00 น. โครงการคนละครึ่งเฟส 1 มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 802,901 ร้านค้า  มียอดใช้จ่ายสะสม 25,125.2 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนใช้จ่าย 12,821.9 ล้านบาท และรัฐบาลช่วยจ่ายอีก 12,303.3 ล้านบาท รัฐบาลคาดว่าตลอดโครงการจะมีเงินหมุนเวียนในช่วงไตรมาสสุดท้าย กว่า 6 หมื่นล้านบาท

ความสำเร็จของเฟส 1

หากจะบอกว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 หรือ เฟส 1 ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ก็คงไม่ใช่การกล่าวเกินไปนัก เพราะตัวเลขข้อมูลก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี ประชาชน และพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย ต่างให้การตอบรับอย่างล้นหลาม เงินที่รัฐอัดฉีดลงไป สามารถส่งถึงกลุ่มคนระดับฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างรุนแรงอย่างแท้จริง  จนเกิดปรากฎการณ์ป้ายโครงการคนละครึ่ง ติดตามหน้าร้านค้าขนาดเล็ก ร้านรถเข็น หาบเร่ แผงลอย ตามย่านค้าขายทั่วประเทศ

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ต้องยอมรับว่า มาจากหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนดเพื่อให้มีประสิทธิภาพและรอบคอบมากที่สุด โดยมิได้ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือ ร้านที่มีลักษณะแฟรนไชส์ เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ วิธีการที่รัฐร่วมจ่าย (Co-pay) เป็นลักษณะของการแบ่งคนละครึ่ง หรือไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน  ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการที่ผ่านมา จึงสามารถจูงใจให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น

ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต่างก็มีแต่ได้กับได้ ลูกค้าเพิ่มขึ้น รายได้ก็เพิ่มมากขึ้น โดยร้านค้าจะได้รับการโอนเงินจากรัฐทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นวิธีที่เปลี่ยนไปจากเดิมในช่วงแรกที่รัฐจะโอนให้ในวันทำการถัดไป เนื่องจากกระทรวงการคลังได้รับทราบถึงปัญหาที่พบว่า ร้านค้ารายย่อย โดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอย จำเป็นต้องมีเงินหมุนเวียนในการค้าขายได้ต่อเนื่องทุกวัน

เดิมโครงการนี้มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 แต่จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนให้รัฐบาลเปิด โครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ต่อ อันเห็นได้จากผลสำรวจความเห็นประชาชนที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์ได้ทำการสำรวจไว้ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 พบว่า มีประชาชนถึง 93% จากจำนวนผู้ให้ความเห็นทั้งสิ้น  1,121 ตัวอย่าง สนับสนุนโครงการคนละครึ่ง เพราะมองว่า ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจ ลดความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมขอให้รัฐบาลจัดให้มีโครงการนี้อีกในช่วงปีใหม่ เพื่อขยายโอกาสให้ชาวบ้านและร้านค้าต่าง ๆ มากขึ้น

 ผลสำรวจซูเปอร์โพล

https://www.superpollthailand.net/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A5

เดินหน้าเฟส 2 ต่อทันที

ขณะนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งดินหน้าเฟส 2 ต่อทันที เนื่องจากสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวันของประชาชน ทำให้เงินสะพัดในชุมชน เจ้าของร้านค้า หาบเร่ แผงลอย รถเข็น ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน อย่างไรก็ดี ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังเร่งพิจารณาว่า ควรเปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มใดได้เข้าร่วมโครงการนี้อีกบ้าง โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ต้องใช้กับผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ เป็นหลัก คือ ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ค้าขายปลีก เป็นต้น

ทั้งนี้ ในชั้นนี้ กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง เฟส 2  ในวันที่ 1 มกราคม 2564 เพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศโดยนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้ 

– ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการ คนละครึ่งในเฟสที่ 1 สามารถขอใช้สิทธิเฟส 2 ต่อได้ โดยได้รับวงเงินเพิ่มอีก 500 บาท รวมเป็น 3500 บาท และขยายระยะเวลาการใช้สิทธิออกไป จากเดิมที่หมดอายุ 31 ธ.ค.63 ให้ขยายไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 64 ซึ่งระบบจะมีปุ่มหรือข้อความให้ผู้ลงทะเบียนเฟสแรกยืนยันว่า ประสงค์จะเข้าร่วมมาตรการต่อหรือไม่ หากกดยืนยัน ก็จะสามารถเข้าร่วมส่วนของคนละครึ่งเฟส 2 ได้ทันที

– เพิ่มจำนวนผู้ที่ต้องการจะร่วมโครงการคนละครึ่งรายใหม่อีก 5 ล้านคน โดยเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะได้รับวงเงิน 3500 บาท เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2564 ไปจนถึง 31 มี.ค. 64 เป็นระยะเวลา 3เดือน


โดยงบประมาณที่นำมาใช้นั้น จะเป็นเงินในส่วนของพระราชกำหนดเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูผลกระทบจากโรคโควิด-19 จำนวน 400,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบก่อน

นอกเหนือจากการเตรียมเดินหน้าเฟส 2 แล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563  ในที่ประชุมวุฒิสภา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งได้รับการตอบสนองด้วยดี และได้เรียนนายกรัฐมนตรีว่าจะขอเสนอต่ออายุมาตรการ ไม่เพียงในเฟส 2 แต่คาดว่า จะต่อด้วยเฟส 3 เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากให้ได้มากที่สุด

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อ GDP อย่างเห็นได้ชัด

ด้านนายสุพัฒนพงษ์  พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพลังงาน ได้แสดงความมั่นใจว่า จากมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากที่ต้นปีมีหลายหน่วยงานประเมินว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทย จะติดลบที่ 9-10% ในชั้นนี้ ประมาณการณ์ว่า อาจเหลือติดลบที่ 6% หรือดีกว่านั้น โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ที่จะเริ่มดำเนินการต่อเนื่องในวันที่ 1 มกราคม 2564 นั้น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคาดว่า จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยขยายตัวได้ 3.5-4.5%

ความสำเร็จจากมาตรการดังกล่าว ถือเป็นอีก หนึ่งเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศต้องเผชิญมรสุมหลายด้าน ประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ระดับฐานราก มีความสุขเพิ่มขึ้น ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความสุขนี้จะส่งต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงโครงการคนละครึ่งเฟส 2 หรืออาจต่อเนื่องจนถึงเฟสที่ 3 สำหรับผู้ที่พลาดหวังในเฟสแรก ก็ขอให้ท่านเตรียมพร้อมลงทะเบียน เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่ดีไป

“คนละครึ่ง” เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนรอบเก็บตก

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งทั้งเฟสแรก และเฟส 2 ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิ 15 ล้านคน แต่มีการใช้จ่ายแล้ว 13.4 ล้านคน ยังคงเหลืออีก 1.6 ล้านคน ที่บัญชียังไม่มีการเคลื่อนไหว กระทรวงการคลังยืนยันว่า หากกลุ่มนี้ไม่มีการใช้จ่ายภายในวันที่ 14 มกราคม 2564 ก็จะถูกตัดสิทธิ และจะนำโควตาที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิมาเปิดให้ผู้ที่สนใจได้ลงทะเบียนในรอบเก็บตกอีกครั้งช่วงปลายเดือนมกราคม 2564

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *