การวางแผนล่วงหน้า ส่งผลให้สาธารณสุขไทยพร้อมรับมือกับไวรัสโควิด-19

ใจความสำคัญ

  • เมื่อย้อนดูการวางแผนของรัฐบาลและการบ่งชี้ต่าง ๆ ในระบบสาธารณสุขของไทย จะพบว่า การที่ไทยสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ได้ดี มิได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่อย่างใด แต่ที่จริงแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี (พ.ศ. 2561 – 2580) ซึ่งมีแผนย่อยที่เน้นการพัฒนาสร้างระบบรับมือ และปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ผลการจัดอันดับ Global Health Security (GHS) Index 2019 ล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย John Hopkins ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้ไทยเป็นอันดับ 6 จาก 195 ประเทศในเรื่องความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยเป็นประเทศลำดับที่ 1 ของเอเชีย และเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียวที่อยู่ใน 10 ลำดับแรก

 

ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรณีแรกเมื่อเดือนมกราคมปีนี้่ เป็นที่น่าสนใจว่า คนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่อระบบสาธารณสุขของไทย โดยในช่วงเวลาที่โรคระบาดที่น่ากลัวกำลังเข้าสู่ไทย ผู้คนส่วนใหญ่กลับแสดงความเชื่อมั่น และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในโลกโซเชียล ที่โดยปกติ มักจะเต็มไปด้วยข้อความในเชิงความหวาดระแวง และการมองโลกในแง่ร้าย

จนถึงวันนี้ ที่ไทยอยู่ในช่วงเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ได้ และแนวทางของไทย ในการระงับการระบาดดังกล่าว ได้รับความชื่นชมจากนานาประเทศ จึงควรย้อนกลับมาดูว่า ทำไมไทยจึงทำได้ดีมากในวิกฤตครั้งนี้ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ที่ระดับการพัฒนาสูงกว่าไทย กลับยังมีอัตราการแพร่ระบาดในระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง

เมื่อย้อนวิเคราะห์การวางแผนของรัฐบาล และการบ่งชี้ต่าง ๆ ในระบบสาธารณสุขของไทย จะพบว่า การที่ไทยสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ได้ดี มิได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุม ครม. ว่า “ประเทศไทยเราเคยมีประสบการณ์ในการควบคุมโรคระบาด โรคอุบัติใหม่ ทั้งโรคซาร์ส และไข้หวัดนก ซึ่งไทยอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก เป็นอันดับต้น ๆ ในการควบคุมโรคระบาด ขอให้มั่นใจ ในการทำงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากร”

ก่อนการแถลงข่าวดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้รับทราบผลการจัดอันดับ Global Health Security (GHS) Index 2019 ล่าสุดของมหาวิทยาลัย  John Hopkins ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563  โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้จัดให้ไทยเป็นอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ ที่มีผลงานอย่างชัดเจนในเรื่องความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยไทยเป็นประเทศลำดับที่ 1 ของเอเชีย และเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียว ที่อยู่ใน 10 ลำดับแรก ในขณะที่เกาหลีใต้เป็นประเทศในเอเชียอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ใน 10 ลำดับแรก โดยอยู่ในลำดับที่ 9 ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าว มีการยกประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีการสาธารณสุขที่ดี อีกทั้งให้ความเห็นว่า ไทยและเกาหลีใต้ มีความพร้อมมากที่สุดในหากเกิดการแพร่ระบาดของโรคขึ้น ( คลิกอ่านรายงาน )

รัฐบาลได้เตรียมการเรื่องการสร้างระบบสาธารณสุขมาเป็นเวลานาน ภายใต้แผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี (พ.ศ. 2561 – 2580) โดยมีแผนย่อย ที่เน้นการพัฒนา สร้างระบบรับมือ และปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้้า ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โรคติดต่ออุบัติใหม่ อุบัติซ้า ที่ประเทศไทยควรเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม หมายถึง โรคติดต่ออันตราย ที่ได้ประกาศตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบด้วยโรคต่าง ๆ ที่คนไทยรู้จักกันดี และมีการแพร่ระบาดในต่างประเทศ เช่น ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก  ไข้เหลือง ไข้ลาสซา  โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS-CoV) เป็นต้น

โรคดังกล่าวมานี้ มักเกิดการระบาดเป็นระยะ ๆ ทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างกว้างขวาง รัฐบาลเห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเตรียมการเฝ้าระวัง และสร้างความพร้อมรับมือ เพื่อยับยั้งป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเหล่านี้ รวมทั้งจัดเตรียมยา หรือวัคซีนเพื่อแก้ไข และรักษาผู้ป่วย โดยมีแนวทาง คือ

  1. เผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพและสร้างความตระหนักของประชาชน เรื่องโรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้า ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยพัฒนาโครงสร้างระบบสาธารณสุข เครือข่ายเตือนภัยและ เฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพ ให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ในการรองรับการปรับตัว จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. พัฒนาและยกระดับระบบรับมือปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมและเวชศาสตร์ป้องกัน ทั้งระบบติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ตลอดจน การให้วัคซีนแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข อย่างครบวงจรและบูรณาการ
  3. สร้างองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคในประชากรทุกกลุ่ม โดยพัฒนา และสร้างระบบรับมือปรับตัวต่อสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ โดยพัฒนาโครงสร้างระบบสาธารณสุข เครือข่ายเตือนภัย และเฝ้าระวังโรค และภัยสุขภาพ ให้มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ในการรองรับการปรับตัว จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาระบบสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม และเวชศาสตร์ป้องกันทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการติดตาม วิเคราะห์และประเมินคาดการณ์แนวโน้ม และโอกาสเกิดปัญหาโรค และภัยจากสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมทั้งพัฒนาระบบควบคุม และป้องกัน การเกิดโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ
  4. เพิ่มขีดความสามารถในการติดตาม วิเคราะห์และประเมินแนวโน้มโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้า สร้างความพร้อมของภาคีเครือข่าย ในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคในประชากรทุกกลุ่ม เพิ่มขีดความสามารถในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์ปัญหา พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา และควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว รวมทั้งพัฒนาระบบการสื่อสารความเสี่ยง และประชาสัมพันธ์

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงมีความพร้อมในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ค่อนข้างดี และด้วยความทุ่มเท ตลอดจนประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และความเป็นมืออาชีพของบุคลากรทางการแพทย์ของไทย จึงทำให้ไทยสามารถช่วยกันค่อย ๆ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทีละขั้น ๆ ได้อย่างรอบคอบ และมีการไตร่ตรอง เตรียมการล่วงหน้า แม้จะมีประเด็นติดขัดบ้าง แต่เราก็จะเดินหน้าฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *