งบบัตรทองไม่หาย มีแต่จะเพิ่มทั้งงบให้ผู้มีสิทธิ์ และกำลังใจให้เจ้าหน้าที่

สังคม, 1 พฤษภาคม 2563

ใจความสำคัญ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการใด ๆ ก็ตาม จะต้องไม่กระทบกับการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะผู้ถือสิทธิบัตรทอง และต้องไม่กระทบกับบุคลากรทางการแพทย์ แต่ก็ยังเกิดข่าวลือว่าผู้ใช้บัตรทองอาจเสียสิทธิการรักษาเนื่องจากรัฐบาลได้ตัดงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำไปบรรจุข้าราชการเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
• ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วโดยผู้ที่รับผิดชอบ คือปลัดกระทรวงสาธารณสุขและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ คืองบบัตรทองไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่เปลี่ยนหน่วยงานที่ต้องจ่ายเงินเดือนตามกฎหมายเท่านั้น สปสช. แบ่งงบประมาณในกองทุนหลักประกันสุขภาพไว้ 2 ส่วน คือสำหรับจ่ายเงินค่าจ้างเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ แต่เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว จึงต้องจ่ายเงินเดือนผ่านสำนักงบประมาณแทน ส่วนงบประมาณการรักษาผู้ใช้บัตรทอง นอกจากจะคงอยู่ในจำนวนเท่าเดิมแล้ว รัฐบาลยังเตรียมงบกลางไว้เพิ่มเติมอีกด้วย

เป็นเวลาหลายวันแล้วที่สังคมโซเชียลแชร์ข่าวว่ารัฐกำลังจะตัดงบบัตรทอง หรือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่อยู่กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไปใช้ในการจ่ายเงินเดือนข้าราชการสาธารณสุขบรรจุใหม่จำนวน 2,400 ล้านบาท ซึ่งอาจกระทบกับสิทธิของประชาชนในการเข้ารับบริการสาธารณสุขได้ ข่าวลือนี้พาให้ผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทองอยู่แล้วต่างกังวลใจ

โดยธรรมชาติ “ข่าวร้ายมักแพร่ไปเร็ว” โดยเฉพาะข่าว “เฟกนิวส์” ที่มุ่งโจมตีรัฐบาลให้เสียหาย นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาอธิบายให้สังคมเข้าใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงบประมาณได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2563

สิทธิบัตรทอง ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 5 เป็นสิทธิที่ให้กับประชาชนทุกคนที่มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้   ขณะนี้ มีประชาชนชาวไทยที่เป็นผู้มีสิทธิบัตรทอง มากกว่า 48 ล้านคน จากประชากร 65 ล้านคนทั่วประเทศ  หรือคิดเป็นเงินงบประมาณทางราชการที่ต้องใช้เพื่อให้บริการรักษาพยาบาลต่อคนโดยเฉลี่ยประมาณ 3,600 บาทต่อคน (ตรวจสอบสิทธิบัตรทองได้ทาง  https://www.nhso.go.th/frontend/index.aspx)

โดยในปี 2563 สปสช. ได้แบ่งเงินใน “กองทุนหลักประกันสุขภาพ” ไว้ 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก: งบประมาณสำหรับเงินเดือนเจ้าหน้าที่กองทุนฯหรือบุคลากร วงเงิน 50,000 ล้านบาท  และเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบบรรจุข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขอัตราใหม่ 45,684 ตำแหน่ง เป็นจำนวนเงิน 2,400 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินเดือนที่จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้วงการแพทย์ที่ต้องมาเสี่ยงภัยในการช่วยรักษาผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสโควิด-19

หากแต่กฎหมายไม่ได้ให้ สปสช. เป็นผู้จ่ายเงินเดือนได้โดยตรงเหมือนเมื่อครั้งที่บุคคลากรเหล่านี้ยังเป็นลูกจ้าง  แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นข้าราชการแล้ว ตามระเบียบจะต้องโอนงบประมาณส่วนนี้กลับไปให้สำนักงบประมาณ และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จ่ายเงินเดือนอันเป็นไปตามระเบียบการใช้งบประมาณแผ่นดิน สรุปคือเงินไม่ได้หายไหน “แค่เปลี่ยนคนจ่ายเท่านั้นเอง” แถมยังทำให้ผู้ได้บรรจุมีขวัญกำลังใจเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนที่สอง : งบประมาณสำหรับรองรับการรักษาพยาบาลให้กับผู้ถือบัตรทอง 140,000 ล้านบาท ที่ประชาชนต่างกังวลกันมากว่าจะเสียสิทธิไปนั้น ขอให้สบายใจได้ว่า “เงินก้อนนี้ยังอยู่เหมือนเดิม” สิทธิทุกอย่างที่ท่านเคยได้รับก็จะยังคงได้รับเช่นเดิม และนอกจากไม่มีอะไรจะต้องเสียไปแล้ว รัฐบาลยังได้เตรียมเงินไว้เพิ่มเติมให้อีกถึง 3,000 ล้านบาทจากงบประมาณกลางอีกด้วย

คำถามคือ คนทั้ง 3 กลุ่มคือ 1. กลุ่มคนสังกัดบัตรทอง  2. กลุ่มข้าราชการบรรจุใหม่  3. กลุ่มโรงพยาบาลที่ทำหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ … มีใครที่เสียประโยชน์บ้าง

คำตอบคือ ไม่มีใครเสียประโยชน์เลย แถมทุกฝ่ายยังได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐอีกด้วย เพราะในช่วงเวลาของความยากลำบากในด้านงานสาธารณสุขที่ต้องต่อสู้กับโรคอุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 แบบนี้ ทุกฝ่ายต่างก็ต้องช่วยดูแลกัน ลูกจ้างที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการแม้จะเหนื่อยยากแต่ก็มีกำลังใจ  ผู้ใช้บัตรทองก็ได้รับบริการเหมือนเดิม ทั้งนี้ งบประมาณยังเพิ่มขึ้นด้วย และอุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่ใช้ในการป้องกันรักษา ก็ได้รับจัดสรรมาจากงบกลางโดยรัฐบาล

พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีได้กำชับมาตลอดว่า การดำเนินการใด ๆ ก็ตาม จะต้องไม่กระทบกับการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะผู้ถือสิทธิบัตรทอง และต้องไม่กระทบกับบุคลากรทางการแพทย์ จึงได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงบประมาณหารือร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะต้องมีแหล่งงบประมาณที่เพียงพอรองรับอยู่เสมอ

แต่ผู้ที่เสียหายกลับเป็นรัฐบาลเอง  เพราะถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำเรื่องนี้ไปบิดเบือน ขยายผลทางการเมือง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมไทยโดยขาดข้อเท็จจริง เมื่อรู้อย่างนี้ เราทุกคนจึงต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเฟกนิวส์ด้วยการตรวจสอบที่มาของข่าวเพื่อให้ “ชัวร์ก่อนแชร์”

1 พฤษภาคม 2563/ 226 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

23 พฤษภาคม 2563/ 163 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

24 กรกฎาคม 2563/ 102 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 47 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

24 กรกฎาคม 2563/ 63 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

17 กรกฎาคม 2563/ 472 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 111 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

15 เมษายน 2563/ 93 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

15 เมษายน 2563/ 156 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 193 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที