แก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
ปกป้องสิ่งแวดล้อม-สุขภาพประชาชน

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันประชาชนจากพิษของขยะดังกล่าวหากกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี โดยออกมาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 428 รายการ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2563 และเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ได้ออกมาตรการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น จัดสถานที่รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประชาชนและนำไปจัดการอย่างถูกต้อง จัดให้มีระบบการตรวจสอบตู้บรรทุกสินค้าอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างผิดกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของประชาชน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นถังขยะโลก

ปัจจุบัน ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic waste หรือที่หลายคนเรียกกันว่า e-Waste ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ ไม่เว้นประเทศไทยของเรา เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ กล้องวิดีโอ ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงแผ่นโซลาร์เซลล์ และอื่น ๆ อีกมากมาย กลายเป็นของที่ตกรุ่นไปอย่างรวดเร็ว หรืออุปกรณ์บางชนิด เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เตาไมโครเวฟ เมื่อใช้เป็นเวลานานก็ย่อมเสื่อมสภาพ กลายเป็นขยะไร้ค่าในที่สุด

ข้อมูลในปี 2562 พบว่า ทั่วโลกมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 53.6 ล้านตัน โดยเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 21 ในเวลาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้นตั้งแต่ปี 2557 ในขณะที่ Global e-Waste Monitor 2020 ของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้นไปหนึ่งเท่าตัวภายในปี 2573 และจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ทั้งอันตรายโดยตรงต่อบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับขยะ และโดยอ้อมจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายประเทศได้ประกาศห้ามนำเข้าขยะเหล่านี้

สำหรับประเทศไทย นอกจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศกว่า 400,000 ตันต่อปีโดยประมาณแล้ว ยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สืบเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ๆ อยู่ตลอด นอกจากนี้ ยังพบว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกันกับในอีกหลายประเทศ คือ มีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมากับขยะที่นำเข้าแบบถูกกฎหมาย โดยข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2560 โดยมีปริมาณนำเข้า 53,291 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึงร้อยละ 472 และปี 2561 มีการนำเข้า 38,423 ตัน โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีปริมาณนำเข้ารวม 104,660 ตัน การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ เป็นผลจากการที่ประเทศจีนออกกฎหมายห้ามนำเข้าขยะเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจีนเมื่อปลายปี 2560 จึงทำให้ขยะ ทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอื่น ๆ จากประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกที่ไม่สามารถบริหารจัดการขยะของตนเองได้ ที่เดิมเคยส่งไปคัดแยกและรีไซเคิลที่ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกส่งไปยังประเทศที่ยังไม่ห้ามนำเข้าหรือจำกัดการนำเข้าขยะอย่างเข้มงวดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาแทน จึงปรากฏสถิติว่า มีการนำเข้าขยะทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นถึง 8 เท่าตัว จาก 69,500 ตันเมื่อปี 2560 มาเป็น 552,912 ตัน เมื่อปี 2561 และ 174,417 ตันเมื่อปี 2562 นอกจากนี้ ในช่วงปี 2561-62 กรมศุลกากรสามารถจับกุมคดีลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกได้รวมทั้งสิ้น 103 คดี มูลค่า 17.5 ล้านบาทด้วย

สิ่งที่น่ากังวล คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังสถานีรีไซเคิลที่ถูกวิธีเพียงแค่ร้อยละ 17 เท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกนำไปกองรวมกับขยะมูลฝอยอื่น ๆ รอการฝังกลบ หรือมีบางส่วนถูกกระจายไปยังร้านรับซื้อของเก่าที่ทำการรวบรวมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่า เพื่อนำส่งแหล่งคัดแยกขยะที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศนับพันแห่ง

สถานการณ์การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอาเซียนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ประเทศผู้นำเข้าขยะรายใหญ่ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ต่างก็ออกมาตรการจำกัดการนำเข้าขยะ รวมทั้งกวดขันให้ขยะที่ยังอนุญาตให้นำเข้า ต้องตรงตามมาตรฐานที่แต่ละประเทศกำหนดอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเร็วที่สุด เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องจากประชาชนและภาคอุตสาหกรรมของไทยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กอปรกับอันตรายที่เกิดจากสารปรอทและสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (นูโรท็อกซิน) ในขยะอิเล็กทรอนิกส์ หากปนเปื้อนไปในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้โดยผ่านการหายใจ การกิน และสัมผัสทางผิวหนัง จะส่งผลประทบต่อสมอง สร้างความเสียหายต่อพัฒนาการด้านความจำของเด็ก ๆ และก่อให้เกิดโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาในระยะยาวด้วย

รัฐบาลจึงมีมาตรการออกมาแก้ปัญหาต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบประกาศของกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าต้องห้ามเข้ามาในประเทศไทย โดยห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 428 รายการ หากผู้ใดฝ่าฝืนนำเข้า มีโทษจำคุก 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว เพื่อควบคุมชนิดและปริมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แล้วที่เหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

– ให้กรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมจัดให้มีระบบการตรวจสอบตู้บรรทุกสินค้าอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างผิดกฎหมายหรือการสำแดงเท็จ ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน – ให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เฝ้าระวังการปนเปื้อนมลพิษที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมถอดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีสุขภาพอนามัยที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ระยะเวลาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ถัดจากนั้นอีกเพียง 5 เดือน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุม ครม. ก็ได้มีมติรับทราบมาตรการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อให้การแก้ปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

– ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรมการปกครอง และกรมโรงงานอุตสาหกรรมจัดสถานที่รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประชาชน และนำไปจัดการอย่างถูกต้อง จัดทำระบบการติดตามตรวจสอบและรายงานผลเพื่อกำกับดูแลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

ให้กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย เฝ้าระวังสุขภาพอนามัยของประชาชนที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมถอดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เฝ้าระวังการปนเปื้อนของมลพิษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ให้ใช้กฎกระทรวงการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน พ.ศ. 2563 ดำเนินการไปก่อน และให้กรมอนามัยออกกฎกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดให้กิจการถอดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเตรียมความพร้อมของหลักเกณฑ์ รวมถึงสุขลักษณะของสถานประกอบกิจการถอดแยก และวิธีการถอดแยกอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผลักดันให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดให้กิจการถอดแยกซากขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 และให้หน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบกิจการถอดแยกฯ ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

– ให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำ “ร่างพ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ….” เพื่อให้มีระบบการจัดการขยะอิล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน

– ให้สำนักงานวิจัยแห่งชาติ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี

มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นถังขยะโลก และเหนืออื่นใดคือ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของประชาชน ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *